เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 42 จ้าวเจ๋อหลานผู้ไร้ทางถอย, ประกาศเก็บตัวฝึกวิชา

บทที่ 42 จ้าวเจ๋อหลานผู้ไร้ทางถอย, ประกาศเก็บตัวฝึกวิชา

บทที่ 42 จ้าวเจ๋อหลานผู้ไร้ทางถอย, ประกาศเก็บตัวฝึกวิชา


บทที่ 42 จ้าวเจ๋อหลานผู้ไร้ทางถอย, ประกาศเก็บตัวฝึกวิชา

วันรุ่งขึ้น ฟ้าเพิ่งจะสาง หลิวอวี้เหิงก็มาเคาะประตูห้องจ้าวเจ๋อหลาน "หลานเอ๋อร์ ตื่นหรือยัง?"

"อาจารย์หญิง มีอะไรหรือเจ้าคะ?" จ้าวเจ๋อหลานเปิดประตูด้วยความงัวเงีย นางอยู่ในชุดชั้นในกางเกงขาสั้นและเอี๊ยม ตามประสาคนฝึกยุทธ์นางไม่เคยตื่นสาย แต่นี่มันเช้าเกินไปจริงๆ

หลิวอวี้เหิงยิ้มอ่อนโยน "เข้าไปคุยข้างในเถอะ"

"เชิญเจ้าค่ะ" จ้าวเจ๋อหลานเบี่ยงตัวให้ พออาจารย์หญิงเข้ามานางก็ปิดประตู แล้วรินชาเย็นชืดให้ "เชิญดื่มชาเจ้าค่ะ"

หลิวอวี้เหิงไม่แตะถ้วยชา

แต่นั่งมองพิจารณาจ้าวเจ๋อหลานเงียบๆ

ผมเผ้ายุ่งเหยิงจากการเพิ่งตื่นนอน ใบหน้าไร้เครื่องสำอางขาวผ่องไร้ที่ติ เอี๊ยมสีเขียวอ่อนรัดหน้าอกจนนูนเด่น กางเกงชั้นในแนบเนื้อเน้นให้เห็นเอวคอดกิ่วและสะโพกกลมกลึง

ทั่วทั้งร่างแผ่ซ่านกลิ่นอายความสดใสของวัยสาว

"อาจารย์หญิงมองข้าทำไมเจ้าคะ?" จ้าวเจ๋อหลานที่แต่งตัวไม่เรียบร้อยเริ่มเขินอาย บิดตัวไปมา

หลิวอวี้เหิงหัวเราะคิก "ตอนเด็กๆ ข้าเห็นก้นเจ้าจนชินแล้ว ยังจะมาอายอะไรอีก"

"อาจารย์หญิง ก็ข้าโตแล้วนี่นา" จ้าวเจ๋อหลานโผเข้ากอดคออ้อน

"นั่นสินะ โตแล้วจริงๆ" หลิวอวี้เหิงกอดตอบ ลูบแผ่นหลังเนียนนุ่มของศิษย์รัก "เผลอแป๊บเดียวเป็นสาวแล้ว"

"อาจารย์หญิงมีเรื่องจะคุยกับข้าใช่ไหมเจ้าคะ?" จ้าวเจ๋อหลานเปลี่ยนท่านั่งมานั่งคร่อมตักหันหน้าเข้าหาหลิวอวี้เหิง

หลิวอวี้เหิงพูดเสียงนุ่มนวล "คุณชายรับปากข้าแล้วว่าจะไม่ยุ่งกับเจ้าอีก ต่อไปเจ้าก็อยู่ห่างๆ เขาหน่อย ข้ากับอาจารย์เจ้ายังอยู่ เรื่องอนาคตสำนักกระบี่เหล็กยังไม่ต้องให้เด็กอย่างเจ้ามาแบกรับหรอก"

รอยยิ้มบนหน้าจ้าวเจ๋อหลานแข็งค้างไปทันที

หลิวอวี้เหิงพร่ำสอนด้วยความหวังดี "เมื่อก่อนข้าอาจจะมองคุณชายในแง่ร้าย แต่หลังจากได้อยู่ด้วยกันหลายวัน ข้าพบว่าแม้เขาจะเจ้าชู้ไปบ้าง แต่ก็รู้จักยับยั้งชั่งใจ นับเป็นสุภาพบุรุษคนหนึ่ง แต่เขาไม่ใช่คู่ที่เหมาะสมกับเจ้า เจ้ากับเย่ไป๋เติบโตมาด้วยกัน เหมาะสมกันที่สุด..."

"สายไปแล้วเจ้าค่ะ" จ้าวเจ๋อหลานพึมพำ

หลิวอวี้เหิงได้ยินไม่ถนัด "ว่าไงนะ?"

"ข้าบอกว่ามันสายไปแล้ว" จ้าวเจ๋อหลานหน้าซีดเผือด ฝืนยิ้ม "อาจารย์หญิง ไม่กี่วันที่ผ่านมาข้าประทับใจในตัวคุณชายมาก ชาตินี้ถ้าไม่ได้แต่งกับเขา ข้าขอไม่แต่งงานดีกว่า"

ร่างกายของนางถูกเขาเห็นหมดแล้ว แถมยังทำเรื่องน่าอายด้วยกันไปตั้งขนาดนั้น

มาถึงขั้นนี้แล้ว ไม่มีทางหันหลังกลับได้

ต่อให้คนอื่นไม่รู้ แต่นางรู้อยู่เต็มอกว่าตัวเองไม่บริสุทธิ์แล้ว ไม่คู่ควรกับศิษย์พี่ใหญ่อีกต่อไป มีทางเดียวคือต้องแต่งให้เป้ยเส้าชิง

เพื่อผลดีต่อสำนักกระบี่เหล็ก และเพื่อตัวนางเอง

"อะไรนะ? เจ้าพูดอะไรออกมา?" หลิวอวี้เหิงฟังแล้วแทบไม่เชื่อหู ทั้งโกรธทั้งร้อนใจ "เจ้าเพิ่งรู้จักเขาได้กี่วัน? จะมารักมาชอบอะไรกัน? เจ้าไม่ได้ฟังที่ข้าพูดเลยใช่ไหม ยังจะดื้อดึงคิดเองเออเองอีก!"

"อาจารย์หญิง!" จ้าวเจ๋อหลานขัดขึ้น ตาแดงก่ำ เสียงสั่นเครือ "เรื่องจริงเจ้าค่ะ ข้ามันเป็นผู้หญิงใจง่าย หลายใจ แม้จะรู้จักกันไม่นาน แต่คุณชายเป้ยเข้ามาอยู่ในใจข้าแทนที่ศิษย์พี่ใหญ่ไปแล้ว ได้โปรดเถอะเจ้าค่ะอาจารย์หญิง ช่วยสงเคราะห์ข้าด้วย"

เห็นศิษย์รักร้องไห้ฟูมฟาย หลิวอวี้เหิงงุนงงไปหมด ไม่เข้าใจ "แต่ทำไมล่ะ?"

"คุณชายเป้ยมาจากตระกูลสูงศักดิ์ รูปหล่อ หุ่นดี มีอำนาจวาสนา ข้าเองก็เป็นแค่รุ่นเยาว์ พอได้มาสัมผัสชีวิตหรูหราและความเก่งกาจของเขาที่เหนือกว่าศิษย์พี่ทุกด้าน จะไม่ให้หวั่นไหวได้ยังไงเจ้าคะ?"

จ้าวเจ๋อหลานสรรหาเหตุผลร้อยแปดมาอ้างว่าทำไมถึงเปลี่ยนใจ พูดไปพูดมาตัวเองก็เกือบจะเชื่อตามไปด้วย

หลิวอวี้เหิงตะลึงงัน เพิ่งนึกได้ว่านางประเมินเสน่ห์ของหนุ่มเมืองหลวงที่มีต่อสาวบ้านนอกต่ำไป เจียงเย่ไป๋แม้จะดีแสนดี แต่พอเอามาเทียบกับเป้ยเส้าชิงแล้ว ก็เหมือนเอาถ่านไปเทียบทอง

นางโทษตัวเองในใจ ยิ้มขื่นอย่างจนปัญญา "รู้อย่างนี้ข้าไม่น่าให้เจ้าอยู่ต่อเลย"

"อาจารย์หญิง! ฮือๆๆ ข้าเป็นผู้หญิงไม่ดีที่นอกใจ ข้าขอโทษศิษย์พี่ ข้าขอโทษ!" จ้าวเจ๋อหลานกอดนางร้องไห้โฮ

"เจ้ากับเย่ไป๋ก็ยังไม่ได้หมั้นหมายกันนี่นา" หลิวอวี้เหิงถอนหายใจ ปลอบประโลม "แม้ข้าจะรักเจ้ากับเย่ไป๋เหมือนลูก แต่เรื่องความรักมันบังคับกันไม่ได้ ก็ตามใจเจ้าเถอะ"

น่าสงสารก็แต่ศิษย์คนโต ถ้ารู้เรื่องนี้เข้าคงเจ็บปวดเจียนตาย

นางตัดสินใจว่าจะเขียนจดหมายไปบอกสามี

ให้เขาลองหาหญิงสาวดีๆ ที่เหมาะสมกับเย่ไป๋ เผื่อว่าเขาจะเปลี่ยนใจไปชอบคนอื่นได้บ้าง

จะได้ไม่ต้องเจ็บปวดมากนักในอนาคต

ตอนกินข้าวเช้า หลิวอวี้เหิงมองเป้ยเส้าชิงด้วยความรู้สึกแปลกๆ เมื่อคืนยังไปขอร้องให้เขาเลิกยุ่งกับลูกศิษย์อยู่เลย ที่ไหนได้ลูกศิษย์ดันไม่ยอมเลิกยุ่งกับเขาซะงั้น

ตอนนี้มองเขา

เริ่มรู้สึกเหมือนแม่ยายมองลูกเขยขึ้นมาตงิดๆ

"ฮูหยิน หน้าข้ามีอะไรติดอยู่หรือ?" เป้ยเส้าชิงเห็นนางมองไม่วางตา ก็ถามยิ้มๆ

"ปะ... เปล่าเจ้าค่ะ" หลิวอวี้เหิงส่ายหน้า รีบก้มหน้ากินข้าว โดยไม่รู้เลยว่าใต้ผ้าปูโต๊ะยาวเฟื้อย มือของเป้ยเส้าชิงกำลังลูบขาจ้าวเจ๋อหลานอยู่

จ้าวเจ๋อหลานเขินอายแทบแทรกแผ่นดิน แต่กลัวคนอื่นจะผิดสังเกต เลยต้องก้มหน้าก้มตากินข้าวเงียบๆ มือที่ถือตะเกียบสั่นระริก

ถูกลวนลามต่อหน้าต่อตาอาจารย์หญิงและเซี่ยชิงอู๋ นอกจากความอับอายแล้ว ลึกๆ ในใจกลับมีความรู้สึกตื่นเต้นแปลกประหลาดที่ทำให้นางยิ่งละอายใจหนักเข้าไปอีก

หลิวอวี้เหิงและเซี่ยชิงอู๋กินเสร็จแล้วลุกไปก่อน

ในที่สุดเป้ยเส้าชิงก็วางตะเกียบ

จ้าวเจ๋อหลานถอนหายใจโล่งอก แต่ก็รู้สึกโหวงๆ ในใจ ก่นด่าตัวเองว่าช่างไร้ยางอายจริงๆ

ทันใดนั้น เป้ยเส้าชิงก็โน้มตัวมากระซิบข้างหู "วันหลังไม่ต้องใส่กางเกงขายาวไว้ในกระโปรงนะ ข้าจับไม่ถนัด"

จ้าวเจ๋อหลานตัวแข็งทื่อ ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงกัดริมฝีปากตอบรับเสียงเบาหวิว "เจ้าค่ะ"

"คุณชาย นายอำเภอหวังขอพบขอรับ" บ่าวรับใช้เดินเข้ามารายงานอย่างนอบน้อม

"เชิญไปที่สวนดอกไม้เล็ก" เป้ยเส้าชิงสั่ง ตบไหล่จ้าวเจ๋อหลานเบาๆ แล้วเดินจากไป

…………………………

"นายอำเภอหวังดูเหมือนจะนอนไม่ค่อยหลับนะ"

พอเป้ยเส้าชิงเดินเข้ามาในสวนเล็ก ก็เห็นนายอำเภอหวังเดินงุ่นง่านเอามือไพล่หลังไปมาอยู่ในศาลา

"ไม่ได้นอนเลยต่างหาก นั่งเขียนจดหมายรายงานสำนักงานใหญ่ทั้งคืน" นายอำเภอหวังถอนหายใจ ใบหน้าที่ยังซีดเซียวจากอาการบาดเจ็บดูโทรมลงถนัดตา

"บังเอิญจัง ข้าเองก็เพิ่งส่งจดหมายไปที่กองพันเมื่อวาน" เป้ยเส้าชิงยิ้ม เดินไปนั่งลงอย่างสบายอารมณ์ "ว่ามาสิ มาหาแต่เช้ามีธุระอะไร? คงไม่มาทวงยาวิเศษคืนหรอกนะ?"

"ข้าไม่ได้โลกสวยขนาดจะคิดว่าท่านจะยอมคายเนื้อเข้าปากออกมาหรอก" นายอำเภอหวังส่ายหน้า แล้วเปลี่ยนเรื่อง "อีกอย่าง ท่านมีบุญคุณช่วยชีวิตข้า"

พูดเรื่องนี้แล้วเขาก็รู้สึกซับซ้อนในใจ

คนของตัวเองจะฆ่าเขา

แต่ศัตรูอย่างขุนนางราชสำนักกลับช่วยชีวิตเขาไว้

"งั้นมาทำไม?" เป้ยเส้าชิงรินชาใส่อย่างใจเย็น

"หนึ่งมาขอบคุณ สองมาเตือนท่านว่ายาวิเศษนั่นกินสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้นะ กินแล้วต้องเก็บตัวฝึกวิชาอย่างน้อยสิบวันเพื่อย่อยสลายพลังยา" นายอำเภอหวังเดินมานั่งลงบ้าง

"เรื่องนั้นข้ารู้แล้ว" เป้ยเส้าชิงพยักหน้า ยิ้มกริ่ม "ข้าเดาว่ามีเรื่องที่สาม"

"เรื่องที่สามคือข้าสงสัยมาก ท่านรู้เรื่องทั้งหมดได้ยังไง อย่าบอกนะว่าพาคนมาเยอะขนาดนั้นเป็นเรื่องบังเอิญ?" นายอำเภอหวังถามเสียงเครียด

นี่คือสิ่งที่คาใจเขาที่สุด

เป้ยเส้าชิงหัวเราะร่า วางถ้วยชาลงแล้วแบมือ "ถ้าข้าบอกว่าข้านั่งทางในดูดวงเอา ท่านจะเชื่อไหม?"

"เฮอะ! ไม่บอกก็ช่างเถอะ" นายอำเภอหวังไม่เชื่ออยู่แล้ว ถอนหายใจยาว "เมื่อวานข้ารายงานความจริงไปหมดแล้ว คุณชายเป้ยอาศัยชื่อเสียงบุตรศักดิ์สิทธิ์ไคหยางสร้างชื่อให้ตัวเอง เท่ากับผูกพยาบาทกับลัทธิเสวียนหวงอย่างลึกซึ้ง ลัทธิคงไม่ยอมจบง่ายๆ ระวังตัวด้วยแล้วกัน"

"ข้าช่วยกำจัดคนทรยศให้พวกท่านนะ!" เป้ยเส้าชิงร้องประท้วง ก่อนจะทำท่าเข้าใจ "อ๋อ เข้าใจแล้ว ไฟในอย่านำออก สาวไส้ให้กากินสินะ"

เรื่องนี้นายอำเภอหวังเองก็รู้สึกขายขี้หน้า

แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากถอนหายใจ

"ขอลา"

พอนายอำเภอหวังกลับไป เป้ยเส้าชิงก็ประกาศปิดประตูตีแมว... เอ้ย ปิดประตูฝึกวิชาทันที ให้เยี่ยหานซวงเฝ้าหน้าห้องตลอดเวลา ส่วนงานที่กองร้อยมอบให้เฉินจงอี้กับซ่งโหย่วไฉดูแลแทน

ถ้าย่อยสลายพลังยาวิเศษได้หมด พลังฝีมือของเขาก็จะมีที่มาที่ไป อ้างได้ว่าเป็นผลจากยาวิเศษ สามารถใช้วรยุทธ์ได้อย่างเปิดเผย

ไม่ต้องกลัวใครสงสัยอีกต่อไป

แน่นอนว่าถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรใช้ เก็บไว้เป็นไม้ตายก้นหีบดีที่สุด

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 42 จ้าวเจ๋อหลานผู้ไร้ทางถอย, ประกาศเก็บตัวฝึกวิชา

คัดลอกลิงก์แล้ว