- หน้าแรก
- พลิกชะตาฟ้า ไหนบอกว่าเจ้าไม่เป็นวรยุทธ์
- บทที่ 34 วีรกรรมได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ, ลั่นกลองรวมพล
บทที่ 34 วีรกรรมได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ, ลั่นกลองรวมพล
บทที่ 34 วีรกรรมได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ, ลั่นกลองรวมพล
บทที่ 34 วีรกรรมได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ, ลั่นกลองรวมพล
คืนนั้น เป้ยเส้าชิงเป็นเจ้ามือ เหมาหอนางโลมฉวินฟางย่วนเลี้ยงฉลองให้ลูกน้องในกองร้อย เพื่อให้ทุกคนรู้ว่า แม้เขาจะไม่ได้มีอำนาจบารมีล้นฟ้าเหมือนท่านแม่ทัพใหญ่ที่สั่งให้ทุกคนเข้าแถวรอรับคำสั่งได้ แต่ถ้าติดตามเขา ก็รับรองว่าได้กินดีอยู่ดีแน่นอน
ส่วนตัวเขาเองไม่สนใจสาวงามในหอนางโลม จึงกินดื่มพอเป็นพิธีแล้วขอตัวกลับบ้านก่อน
กลับมาถึงดึกดื่น เปิดประตูห้องเข้าไปก็เห็นเซี่ยชิงอู๋ที่อาบน้ำเสร็จแล้ว สวมเสื้อคลุมบางเบานั่งพิงหมอนขวานอ่านหนังสืออยู่บนตั่งเตียง ซึ่งตอนนี้กลายเป็นที่นอนประจำของนางไปแล้ว
แสงเทียนนวลตาส่องกระทบเรือนร่างอรชรภายใต้ผ้าบางเบา แม้จะไม่โป๊เปลือย แต่ส่วนเว้าส่วนโค้งที่นูนเด่นนั้นช่างเย้ายวนใจ เรียวขายาวขาวผ่องภายใต้ถุงน่องไหมน้ำแข็งสีขาวไขว้กันอย่างผ่อนคลาย ปลายเท้าขยับไหวเบาๆ
ไม่ว่านางจะเต็มใจหรือไม่ แต่หลังจากเหตุการณ์ 'เท้าเทพธิดา' ในคืนนั้น ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ดูจะใกล้ชิดกันมากขึ้น การแต่งตัวของนางก็ผ่อนคลายลง
ก็แหม อากาศร้อนขนาดนี้ ขืนใส่มิดชิดสามชั้นคงอึดอัดแย่
เดี๋ยวจะหมักหมมจนเหม็นคาวปลาซะเปล่าๆ
"ทำไมเจ้าถึงเอาแต่อ่านหนังสือตลอดเวลา?" เป้ยเส้าชิงที่เมามายเดินเข้ามาปิดประตู เรอเสียงดังถาม
เซี่ยชิงอู๋พลิกหน้าหนังสือดังพรึ่บพรั่บ ตอบโดยไม่เงยหน้า "เพราะในโลกนี้ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่ข้าไม่รู้ และสิ่งต่างๆ ที่ข้าไม่เข้าใจ แต่ข้าก็ยังอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับโลกใบนี้ ในเมื่อออกไปดูด้วยตาตัวเองไม่ได้ ก็ต้องอาศัยอ่านจากหนังสือเพื่อเปิดหูเปิดตา"
"ฟังดูเหมือนเจ้าอ่านหนังสือมาเยอะสินะ?" เป้ยเส้าชิงเดินไปนั่งข้างๆ นาง
กลิ่นเหล้าหึ่งทำเอาเซี่ยชิงอู๋ย่นจมูกด้วยความรังเกียจ เป้ยเส้าชิงยิ้มกริ่ม "ถึงจะไม่กล้าคุยโวว่ารู้เรื่องบนสวรรค์ แต่เรื่องเบื้องล่างนี่ข้ารู้..."
"รู้เรื่องช่วงล่างเป็นอัมพาตเหรอ?" เป้ยเส้าชิงพูดต่อเองเออเอง
เซี่ยชิงอู๋หน้าบึ้งไม่อยากคุยด้วย หันหลังให้เขาแล้วต่อประโยคให้จบ "รู้เรื่องภูมิศาสตร์ต่างหาก"
"แล้วแมวไปไหน?" เป้ยเส้าชิงรู้สึกว่าช่วงนี้แม่ทัพหลีละเลยหน้าที่ เตรียมจะหักเงินเดือน
เซี่ยชิงอู๋ตอบส่งเดช "ท่านแม่ทัพใหญ่ของท่านคงกำลังยุ่งกับการสร้างกองทัพแมวเหมียวนั่นแหละ เพื่อภารกิจอันยิ่งใหญ่ของท่าน จะมาสนใจหญิงสาวตัวเล็กๆ อย่างข้าทำไม"
"ภารกิจยิ่งใหญ่ในใจข้า ยังเทียบไม่ได้กับฮูหยินหรอกนะ เจ้าแมวนั่นช่างไม่รู้จักลำดับความสำคัญ เดี๋ยวข้าจะสั่งสอนให้มันมาอยู่เป็นเพื่อนเจ้าเป็นหลัก" เป้ยเส้าชิงโอบกอดนาง
เมื่อบ่ายได้กอดเยี่ยหานซวงที่กองร้อย
ทำเอาเขาเลือดลมสูบฉีด
"อย่ามาแตะข้านะ" เซี่ยชิงอู๋ดิ้นรนแล้วรีบเปลี่ยนเรื่อง "ท่านจะรับมือกับหวานกุ้ยเฟยยังไง?"
"ฮูหยินช่างให้เกียรติข้าจริงๆ อย่าว่าแต่อำนาจและบารมีที่ต่างกันราวฟ้ากับเหวเลย แค่ระยะทางก็ทำให้ข้าทำอะไรไม่ได้แล้ว ตอนนี้ก็ได้แต่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน" เป้ยเส้าชิงส่ายหน้า
ระยะทางจากทงโจวถึงเมืองหลวงช่วยปกป้องเขา
แต่ขณะเดียวกันก็จำกัดขอบเขตของเขาด้วย
เซี่ยชิงอู๋เห็นเขาไม่ลวนลามต่อ ก็ยอมให้กอดแต่โดยดี เสนอแนะเสียงเบา "คราวหน้าถ้าท่านหาหลักฐานได้ว่านางปองร้ายท่าน ก็ส่งไปฟ้องท่านพ่อสิ สายเลือดพ่อลูกตัดกันไม่ขาดหรอก ท่านพ่อคงไม่นิ่งดูดาย ถ้าไม่สนใจท่านจริง คงไม่ส่งท่านมาไกลถึงทงโจวหรอก"
ถ้าเรื่องนี้ไม่จบ หวานกุ้ยเฟยเล่นงานเป้ยเส้าชิง นางก็อาจพลอยโดนลูกหลงไปด้วย
และนางอยากกลับเมืองหลวงใจจะขาด!
"ฮูหยินเจ้าช่างไร้เดียงสาจริงๆ" เป้ยเส้าชิงไม่หวังพึ่งพ่อหรอก กอดเอวบางซบหน้าลงกับแผ่นหลังเนียนนุ่มของนางแล้วพูดว่า "การส่งข้ามาทงโจวแสดงว่าสายใยพ่อลูกมันขาดสะบั้นไปแล้ว เจ้าคิดว่าเขาเดาไม่ออกเหรอว่าหวานกุ้ยเฟยต้องตามมาเล่นงาน? ถ้าใส่ใจข้าจริง วิธีที่ดีที่สุดคือให้ข้าติดตามกองทัพไป
ไม่ใช่ส่งมาทิ้งไว้ที่ทงโจวกับองครักษ์แค่ห้าคน ไม่มีใครที่มีฝีมือพอจะคุ้มกันข้าได้เลย ตราบใดที่หวานกุ้ยเฟยไม่ฆ่าข้าอย่างโจ่งแจ้งจนเป็นการตบหน้าจวนโหว เขาก็คงไม่สนใจหรอก เพราะเขายังมีลูกชายคนโตที่เก่งกาจและว่านอนสอนง่ายอยู่อีกคนนี่นา"
นี่คือสิ่งที่เขาเพิ่งตระหนักได้ การจะปลุกสัญชาตญาณความเป็นพ่อของเวยย่วนโหว... ยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา
"เป็นอย่างนี้นี่เอง" เซี่ยชิงอู๋พึมพำ
พร้อมกับรู้สึกหมดหวังในตัวพ่อสามี ดูเหมือนเขาจะไม่แยแสความเป็นตายของลูกสะใภ้อย่างนางด้วยซ้ำ
เป้ยเส้าชิงหอมแก้มนางฟอดใหญ่ "เพราะฉะนั้น ฮูหยินที่รัก พวกเราสองคนต้องพึ่งพากันและกัน มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน นอกจากตัวเราเองแล้ว ไม่มีใครสนใจเราหรอก"
เซี่ยชิงอู๋หน้าซีดสลับแดง กำหมัดแน่น กัดฟันพูด "พวกเราจะต้องกลับเมืองหลวงให้ได้ และต้องกลับไปอย่างสง่าผ่าเผยและมีชีวิตรอด"
"ข้าจะพยายาม" เป้ยเส้าชิงอดถามด้วยความสงสัยไม่ได้ "นอกจากตีหลานชายหวานกุ้ยเฟยตายแล้ว เขาไปทำวีรกรรมอะไรไว้อีก ถึงทำให้พ่อตัวเองตัดหางปล่อยวัดได้ขนาดนี้"
"ขโมยสมบัติในบ้าน เอาไปขาย เอาเงินไปซื้อม้าหยกพระราชทานที่ฮ่องเต้ประทานให้ พยายามลวนลามพี่สะใภ้ เมาแล้วลวนลามองค์หญิงใหญ่ในงานเลี้ยงวังหลวง ขนาดฮ่องเต้ยังตรัสว่าเขาดื้อด้านเกินเยียวยา" เซี่ยชิงอู๋ร่ายวีรกรรมยาวเหยียดด้วยสีหน้าเรียบเฉย
วีรกรรมได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ มีบันทึกเป็นหลักฐาน
เป้ยเส้าชิง: "…………"
เวยย่วนโหวใจดีเกินไปแล้ว ถ้าเป็นลูกเขา คงโดนตีตายคาตีนไปนานแล้ว ไม่ปล่อยให้ไปก่อเรื่องงามหน้าขนาดนั้นหรอก
"พ่อข้าพึ่งไม่ได้ แล้วพ่อตาข้าล่ะว่าไง?" เป้ยเส้าชิงลองเปลี่ยนแนวทาง
เซี่ยชิงอู๋มองบน "ถ้าบ้านข้าต่อกรกับหวานกุ้ยเฟยได้ จะยอมยกข้าให้แต่งงานกับคนเสเพลอย่างเจ้าเหรอ?"
"ฮูหยินไม่ต้องกังวล หวานกุ้ยเฟยคงไม่กล้าทำอะไรประเจิดประเจ้อนัก ตราบใดที่ข้าสร้างอิทธิพลในทงโจวให้เข้มแข็ง อย่างน้อยพวกเราก็จะปลอดภัยอยู่ที่นี่" เป้ยเส้าชิงกุมมือนุ่มของเซี่ยชิงอู๋
เซี่ยชิงอู๋หันมาสบตา
บรรยากาศเริ่มเป็นใจ
ทันใดนั้น เสียงหน้าต่างเปิดดังขึ้น
ทั้งคู่หันขวับไปมอง
แม่ทัพหลีกระโดดเข้ามาอย่างคล่องแคล่ว
"ข้าน้อยคาราวะนายท่าน"
มาได้ถูกจังหวะจริงๆ! ถ้าไม่มีไอ้แมวนี่มาขัด อย่างน้อยบรรยากาศดีๆ แบบนี้คงได้จูบกันบ้างแหละ
เป้ยเส้าชิงหน้าบึ้ง ปล่อยมือเซี่ยชิงอู๋ แล้วด่ากราดขุนนางทรยศ "แม่ทัพหลี ข้าสั่งให้เจ้าคอยดูแลฮูหยิน ทำไมถึงละเลยหน้าที่ ข้าจะหักเงินเดือนเจ้า!"
"อย่านะขอรับนายท่าน ข้าน้อยถูกใส่ร้าย..." แม่ทัพหลีทำท่าจะร้องไห้ เตรียมจะก้มหัวขอขมา แต่จู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ เงยหน้ามองเป้ยเส้าชิง "เดี๋ยวนะ ข้าน้อยไม่เคยได้รับเงินเดือนนี่นา!"
มันยืดตัวตรงทันที
ของที่ไม่เคยได้ จะหักได้ยังไง?
"งั้นเหรอ?" เป้ยเส้าชิงชะงัก "งั้นปรับเงินเดือน ปรับทองคำหนึ่งร้อยตำลึง ภายในสามวันต้องหามาจ่าย ไม่งั้นคิดดอกเบี้ยร้อยละสิบต่อวัน"
จ่ายเงินเพื่อมาทำงาน
สุดยอดนวัตกรรมจากบริษัทชั้นนำบางแห่ง
กำไรบริษัทมาจากการสั่งปรับพนักงานล้วนๆ
"หา!" แม่ทัพหลีคอตก ร้องครวญคราง "นายท่านจะเป็นทรราชไม่ได้นะขอรับ! ข้าน้อยไปจัดการเรื่องตั้งกองทัพแมวเหมียวมา ตอนนี้เริ่มเห็นผลแล้ว พร้อมให้ท่านไปตรวจพลที่ลานฝึกได้ทุกเมื่อ!"
"เร็วขนาดนั้นเชียว?" เป้ยเส้าชิงสนใจขึ้นมาทันที ลุกจากตั่ง "รีบนำทางไป"
"รับทราบ!"
……………………………
คืนเดือนมืด ลมแรง เงียบสงัด
"นายท่าน ทางนี้"
แม่ทัพหลีพาเป้ยเส้าชิงมาที่บ้านร้างมุมเมืองทงโจว ข้างในมีแมวจรจัดเดินเพ่นพ่าน หญ้าขึ้นรกสูง กลางลานมีกลองหนังเก่าๆ วางอยู่ใบหนึ่ง
"เมี๊ยว!" "เมี๊ยว!"
พวกแมวจรจัดเห็นแม่ทัพหลีก็ร้องระงม
"หุบปากให้หมด เจ้าพวกโง่" แม่ทัพหลีตวาดอย่างรำคาญ พอนึกได้ว่าพวกมันฟังภาษามนุษย์ไม่รู้เรื่อง ก็เลยส่งเสียงเมี๊ยวๆ กลับไปบ้าง
พวกแมวถึงค่อยๆ เงียบเสียงลง
เป้ยเส้าชิงถามด้วยความสนใจ "พวกมันเข้าใจสิ่งที่เจ้าสื่อสารได้ทั้งหมดไหม?"
"ก็พอได้ขอรับ" แม่ทัพหลีตอบอย่างไม่มั่นใจนัก แล้วกระโดดขึ้นไปบนแท่นหินที่วางกลอง ยืนสองขาคว้าไม้พันผ้าขี้ริ้วมาตีกลอง
"ตึง! ตึง ตึง ตึง!"
เสียงกลองดังก้องไปไกลในความมืด
เป้ยเส้าชิงตกใจ ไม่นึกว่าจะลั่นกลองรวมพลจริงๆ จะห้ามก็ไม่ทันแล้ว รีบสั่งให้เยี่ยหานซวงออกไปเฝ้าข้างนอก ไล่คนที่จะเข้ามาดูโดยอ้างว่าหน่วยจิ้งอันปฏิบัติภารกิจ
แมวหูดีกว่าคนมาก ไม่นานแมวจรจัดที่กำลังจับหนูหรือแมวบ้านที่กำลังนอนหลับก็พากันวิ่งออกมา มุ่งหน้ามายังบ้านร้าง
เมื่อเสียงกลองหยุดลง ในลานบ้านร้างก็เต็มไปด้วยแมวร้อยกว่าตัว นั่งเรียงรายมองแม่ทัพหลีเป็นตาเดียว
"นายท่าน! ดูกองทัพอันเกรียงไกรของข้าน้อยสิ! มีทหารกล้าเช่นนี้ ไยต้องกังวลว่าภารกิจจะไม่สำเร็จ?"
เจ้าแมวอ้วนบนแท่นหินเท้าสะเอวอย่างภาคภูมิใจ
มองไปเห็นกองทัพแมวร้อยกว่าตัวก็ดูน่าเกรงขามไม่น้อย "ดีมาก แม่ทัพหลี ไม่ต้องปรับเงินเดือนแล้ว พยายามต่อไป ให้ลูกน้องเจ้าจับตาดูคนน่าสงสัยในเมืองให้หมด"
"ขอบพระคุณนายท่าน!" แม่ทัพหลีดีใจจนเนื้อเต้น
"เมี๊ยว!" ทันใดนั้น แมวสามสีตัวหนึ่งในฝูงก็ร้องขึ้น แล้วกระโดดออกมาหาแม่ทัพหลี ส่งเสียงครางในลำคอ และร้องเมี๊ยวๆ ใส่
เป้ยเส้าชิงถาม "มันพูดว่าอะไร?"
"นายท่าน สนมรักของข้าน้อยบอกว่าวันนี้มันเจอคนน่าสงสัยคนหนึ่งขอรับ" แม่ทัพหลีแปลให้ฟัง
หนอยแน่ะ ยังกล้าบอกว่าไม่คิดการใหญ่!
กล้าเรียกแมวตัวเมียของตัวเองว่าสนมรักเชียวเรอะ
บัดซบ! โดนไอ้แมวบ้านี่พาเสียคนหมด เป้ยเส้าชิงสั่ง "แม่ทัพหลี ให้มันนำทางเจ้าไป เจ้าไปดูลาดเลาก่อน แล้วค่อยกลับมารายงานข้า"
แมวยังไงก็คือแมว คุยกันเองรู้เรื่อง แต่ฟังภาษาคนไม่ออก ประสิทธิภาพในการสืบสวนเลยลดลงไปเยอะ ถ้าพวกมันมีสติปัญญาพูดภาษามนุษย์ได้และยอมรับใช้เขา คงจะดีไม่น้อย
(จบตอน)