- หน้าแรก
- พลิกชะตาฟ้า ไหนบอกว่าเจ้าไม่เป็นวรยุทธ์
- บทที่ 17 โศกนาฏกรรมจวนสกุลโม๋, ท่านเจ้าเมืองคือดาวนำโชคของข้าน้อย!
บทที่ 17 โศกนาฏกรรมจวนสกุลโม๋, ท่านเจ้าเมืองคือดาวนำโชคของข้าน้อย!
บทที่ 17 โศกนาฏกรรมจวนสกุลโม๋, ท่านเจ้าเมืองคือดาวนำโชคของข้าน้อย!
บทที่ 17 โศกนาฏกรรมจวนสกุลโม๋, ท่านเจ้าเมืองคือดาวนำโชคของข้าน้อย!
คืนนั้น สองสามีภรรยาแซ่กงซุนย้ายออกจากจวนสกุลโม๋
เช้าวันรุ่งขึ้น กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วจวนสกุลโม๋
พ่อค้าเร่ที่เดินผ่านเห็นประตูจวนเปิดอ้าจึงแวะเข้าไปดู ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือศพเกลื่อนกลาด จึงรีบไปแจ้งทางการด้วยความตื่นตระหนก
มือปราบจากที่ว่าการอำเภอมาถึงที่เกิดเหตุก่อน และลงความเห็นว่าเป็นฝีมือของผู้ฝึกยุทธ์ จึงส่งต่อคดีให้หน่วยจิ้งอันทันที
โดยปกติแล้ว ความขัดแย้งในยุทธภพหรือการเข่นฆ่ากันเองระหว่างจอมยุทธ์ ทางการมักเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ แต่หากกล้าลงมือสังหารคนธรรมดาในเขตเมือง ทางการย่อมต้องเข้าแทรกแซง โดยมอบหมายให้หน่วยจิ้งอันในพื้นที่รับผิดชอบติดตามจับกุมคนร้าย
ทั่วหล้าใต้ฟ้าล้วนเป็นแผ่นดินของราชวงศ์ ผืนดินจรดชายฝั่งล้วนเป็นข้าราชบริพาร หากปล่อยให้จอมยุทธ์เข่นฆ่าราษฎรตามอำเภอใจ แล้วราชสำนักจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน? พระเกียรติยศของฮ่องเต้จะเหลืออะไร? มิเท่ากับเป็นการส่งเสริมให้จอมยุทธ์เหิมเกริม สั่นคลอนรากฐานการปกครองหรอกหรือ?
"บังอาจนัก! ตั้งแต่ข้ามารับตำแหน่ง นอกจากคดีกบฏลัทธิเสวียนหวงลอบสังหารนายอำเภอเมื่อสองปีก่อน ทงโจวก็ไม่เคยเกิดคดีสะเทือนขวัญขนาดนี้มาก่อน!"
เจิ้งเสวียนเฉิงที่กำลังกินมื้อเช้ากับครอบครัว พอได้รู้ข่าวก็โกรธจนลุกพรวด คว่ำชามข้าวลงบนโต๊ะด้วยความโมโห
คนในครอบครัวต่างตกใจเงียบกริบ ไม่กล้าส่งเสียง
"ยังจะกินกันอยู่อีก? ออกไปให้หมด!" เจิ้งเสวียนเฉิงหน้าดำคร่ำเครียด โบกมือไล่บรรดาเมียและลูกๆ
เดือนเจ็ดแล้ว อีกไม่กี่เดือนก็จะสิ้นปี ในพื้นที่รับผิดชอบดันเกิดคดีฆาตกรรมหมู่แบบนี้ ถ้าจับคนร้ายไม่ได้ ผลประเมินปลายปีของเขาต้องเละเทะแน่
เมื่อสองปีก่อนเขาเพิ่งพลาดโอกาสเลื่อนขั้นเพราะปิดคดีลอบสังหารนายอำเภอไม่ได้ ปีนี้ดันมาเกิดเรื่องบ้าๆ แบบนี้อีก จะไม่ให้เขาโกรธได้ยังไง?
แถมการกล้าฆ่าคนอย่างอุกอาจในเขตของเขา แสดงว่าไม่เห็นหัวเขาเลยสักนิด
คนกล้าขนาดนี้ ฝีมือต้องไม่ธรรมดา จับตัวยากแน่
หลังจากทุกคนออกไปแล้ว เฉินจงอี้ที่มารายงานข่าวจึงประสานมือกระซิบว่า "ใต้เท้า ไม่ต้องโมโหขนาดนั้นหรอกขอรับ คดีนี้ไม่เหมือนคดีกบฏเมื่อสองปีก่อน ไม่ว่าจะจับคนร้ายได้หรือไม่ ผลกระทบก็ไม่น่าจะถึงตัวท่าน"
"หืม?" เจิ้งเสวียนเฉิงชะงัก ก่อนจะนึกขึ้นได้ "เจ้าหมายถึง... ให้เป้ยเส้าชิงรับผิดชอบคดีนี้?"
"ใต้เท้าปรีชาสามารถ!" เฉินจงอี้รีบประจบ "ยังไงเขาก็เป็นถึงลูกชายเวยย่วนโหว ถึงจะถูกไล่ออกมา แต่ก็ยังไม่ได้ตัดชื่อออกจากตระกูล นอกจากพวกเราที่โดนบีบจนไม่มีทางเลือกแล้ว คงไม่มีใครอยากมีเรื่องกับเขา
ดังนั้นถ้าให้เขาทำคดีนี้ ต่อให้ปิดคดีไม่ได้ เบื้องบนก็คงไม่ลงโทษกองร้อยเราหนักหนา อย่างมากก็แค่โดนตำหนินิดหน่อย ไม่กระทบผลประเมินของท่านแน่นอนขอรับ"
เขาหยุดไปนิดหนึ่ง ก่อนจะเสริมด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจเล็กๆ ว่า "อีกอย่าง เขาเพิ่งได้รักษาการตำแหน่งนายกองธงใหญ่ไม่ใช่เหรอขอรับ? นี่แหละโอกาสแสดงฝีมือ คดีไม่จบเป็นความผิดเขา คดีจบเป็นเพราะท่านตาถึง เลือกคนเก่งมาทำงาน!"
บัดซบ! กว่าเขาจะไต่เต้ามาถึงตำแหน่งนายกองธงใหญ่ได้ต้องใช้เวลาตั้งสิบปี! ต้องเลียแข้งเลียขา ประจบสอพลอ เสี่ยงตาย และหมดเงินไปตั้งเท่าไหร่? จะไม่ให้เขารู้สึกไม่ยุติธรรมได้ยังไง?
"ฟังดูเข้าท่า ไอ้หนุ่มนั่นเหมาะจะเป็นแพะรับบาปชั้นดีจริงๆ ถ้าไม่ใช่เพราะพระสนมบีบบังคับแถมเราก็ถลำลึกจนถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว ข้าคงตัดใจฆ่ามันไม่ลงเหมือนกัน" เจิ้งเสวียนเฉิงลูบหนวดแพะที่คาง หรี่ตาครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนสั่ง "ไปเรียกเป้ยเส้าชิงมาพบข้า"
"รับทราบ!" เฉินจงอี้รับคำ เดินไปได้สองก้าวก็ชะงัก "จริงสิใต้เท้า เมื่อคืนเป้ยเส้าชิงจับคนมาสองคนขอรับ"
"เรื่องนั้นข้ารู้แล้ว" เจิ้งเสวียนเฉิงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
เขาไม่เพียงรู้ว่าทำไมเป้ยเส้าชิงถึงจับสองคนนั้น แต่ยังรู้ด้วยว่าซุนโหย่วเลี่ยงแอบไปพบเป้ยเส้าชิงกลางดึกเพราะเรื่องนี้ แต่เขาก็ไม่ได้สนใจอะไรมากไปกว่ากำชับให้พ่อบ้านเฉินคอยจับตาดูและรายงานความเคลื่อนไหว
......................................................
เป้ยเส้าชิง ผู้บงการอยู่เบื้องหลังโศกนาฏกรรมตระกูลโม๋ กำลังนั่งชื่นชมของรางวัลอยู่ในห้องหนังสือ ในมือถือหยกพกที่สลักลวดลายสัตว์มงคลต่างๆ ไว้อย่างละเอียดละออ
เจ้าแม่ทัพหลีนอนเลีย 'ไข่' อยู่มุมโต๊ะ
เบื้องล่าง ซุนโหย่วเลี่ยง กงซุนอี้ และหลิวอวี้เหิง ยืนสงบนิ่งก้มหน้า
"นี่คือมรดกเซียนที่ว่า?" เป้ยเส้าชิงละสายตาจากหยกพก มองไปยังทั้งสามคน
กงซุนอี้รีบหันไปมองซุนโหย่วเลี่ยง
ซุนโหย่วเลี่ยงรีบตอบ "ใต้เท้า ของสิ่งนี้ข้าน้อยเป็นคนเค้นคอถามมาจากคนตระกูลโม๋เองกับมือขอรับ"
เป้ยเส้าชิงไม่พูดอะไร โบกมือไล่
ทั้งสามคนคาราวะแล้วถอยออกไป
"ท่านเจ้าเมือง โดนพวกมันหลอกหรือเปล่า?" เจ้าแม่ทัพหลีที่เลียขนเสร็จแล้วเงยหน้าถามอย่างสงสัย
"ไม่น่าจะกล้า" เป้ยเส้าชิงส่ายหน้า นึกถึงนิยายที่เคยอ่านในชาติก่อน จึงวางหยกพกลงบนโต๊ะ กัดนิ้วจนเลือดออกแล้วหยดลงไปหยดหนึ่ง
หนึ่งคนหนึ่งแมวจ้องตาไม่กระพริบ
แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เป้ยเส้าชิงขมวดคิ้ว 'แม่งเอ๊ย ผู้บำเพ็ญเพียรพวกนี้ไม่คิดจะแนบคู่มือการใช้งานมาด้วยหรือไงวะ'
"ท่านเจ้าเมือง ให้ข้าน้อยลองดู" แม่ทัพหลีพูดจบก็กัดนิ้วเท้า แล้วเหยียบลงบนหยกพก
หยกพกเปล่งแสงจางๆ ออกมาทันที
แม่ทัพหลีดีใจ "ท่านเจ้าเมือง ดูสิ!"
ไม่ต้องบอก เป้ยเส้าชิงก็เห็นแล้ว
เห็นได้ชัดว่าเกิดปฏิกิริยาทางไสยเวทบางอย่าง
ไม่นาน เลือดของแม่ทัพหลีก็ถูกหยกดูดซึมจนหมด แสงสว่างค่อยๆ จางหายไป
เป้ยเส้าชิงหันขวับไปมองแม่ทัพหลี
"ท่านเจ้าเมือง นี่คือสมบัติมิติเก็บของของบรรพชนเผ่าปีศาจ มีแต่ข้าน้อยเท่านั้นที่ใช้ได้ ขอท่านเจ้าเมืองโปรดประทานให้ข้าน้อยเถอะ!" แม่ทัพหลีพูดด้วยความตื่นเต้น
'กะแล้ว ท่านเจ้าเมืองคือดาวนำโชคของข้าจริงๆ!'
เป้ยเส้าชิงหน้าดำคล้ำ 'ข้าอุตส่าห์ลำบากแทบตายกว่าจะได้มรดกเซียนมา ดันกลายเป็นของเอ็งไปซะงั้น?'
แม่ทัพหลีรีบพูดต่อ "ท่านเจ้าเมือง ข้างในมีของอยู่ ข้าน้อยเอาออกมาได้"
"งั้นรีบเอาออกมา ของข้างในเป็นของข้า หยกพกเป็นของเจ้า" เป้ยเส้าชิงคลายคิ้วที่ขมวดมุ่น
วินาทีต่อมา บนโต๊ะก็ปรากฏชุดคลุมยาวสีดำขลิบแดง และหนังสือไม่มีชื่อเล่มหนึ่ง
เป้ยเส้าชิงจ้องหน้าแม่ทัพหลี "หมดแล้ว?"
"หมดแล้ว" เจ้าแมวลายสลิดส่ายหัวกลมดิ๊ก
เป้ยเส้าชิงหรี่ตา "หมดแล้วจริงดิ?"
"หมดแล้วจริงๆ! ท่านเจ้าเมือง ข้าน้อยจะกล้าหลอกลวงเบื้องสูงได้ยังไง?" แม่ทัพหลีร้อนรน ยืนสองขาตีอกชกหัว "ท่านเจ้าเมืองสงสัยในความภักดีของข้าน้อยได้ยังไง? ช่างทำร้ายจิตใจแมวน้อยยิ่งนัก!"
"เออๆ พอได้แล้ว ไสหัวไป" เป้ยเส้าชิงโบกมืออย่างผิดหวัง มีแค่นี้เองเหรอ ดูท่า 'ท่านเซียน' เจ้าของเดิมคงจะเป็นเซียนไส้แห้งน่าดู
"ขอบพระคุณท่านเจ้าเมือง ข้าน้อยขอลา!" แม่ทัพหลีคาบหยกพกกระโดดลงจากโต๊ะวิ่งแจ้นออกไปอย่างรวดเร็ว
เป้ยเส้าชิงไม่สนใจมัน ชักดาบออกมาลองจิ้มชุดคลุมสีดำดู ปรากฏว่าจิ้มไม่เข้า แถมไม่ทิ้งรอยขีดข่วนแม้แต่นิดเดียว เขาดีใจยกใหญ่ รู้ทันทีว่าเป็นของดี ใส่แล้วพลังป้องกันน่าจะบวก 100
ไม่ต้องกลัวโดนฟันตายง่ายๆ อีกแล้ว
จากนั้นเขาก็หันไปมองหนังสือไร้ปก หรือจะเรียกว่าสมุดบันทึกดี?
อืม เขาชอบอ่านบันทึกลับซะด้วย
หยิบขึ้นมาเปิดหน้าแรก
"ปฏิทินจิ่วโจว ปีที่ 528 เดือน 5 วันที่ 6 ปีที่ 3 หลังจากที่ข้าเผลอกินยาวิเศษแล้วกลายร่างเป็นมนุษย์ ข้าอาศัยความได้เปรียบของร่างมนุษย์เข้าเป็นศิษย์สายนอกของตำหนักเทียนเยาและได้รับการยอมรับจากผู้เฒ่าเทียนหั่วให้เป็นศิษย์ ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียร นับจากวันนี้ไปข้าตัดสินใจจะจดบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน"
ที่แท้ก็ไดอารี่
สมัยนี้คนปกติที่ไหนเขาเขียนไดอารี่กัน?
อ้อ ไม่ใช่คนเขียนนี่หว่า งั้นไม่เป็นไร
เป้ยเส้าชิงลองกะความหนาดู เจ้าของไดอารี่คงอายุสั้น เขียนไปได้แค่ไม่กี่ร้อยหน้า
แต่ก็พอจะช่วยให้เขาสอดส่องโลกผู้บำเพ็ญเพียรเมื่อหลายพันปีก่อน สนองความอยากรู้อยากเห็นได้บ้าง
ทันใดนั้น เสียงซุนโหย่วเลี่ยงก็ดังมาจากหน้าประตู "ใต้เท้า ใต้เท้าเจิ้งส่งคนมาเชิญไปพบขอรับ"
"อือ" เป้ยเส้าชิงรับคำ ถอดชุดผ้าไหมหรูหราออก แล้วสวมชุดคลุมดำที่คาดว่าเป็นเกราะวิเศษทับลงไป หยิบไดอารี่ติดมือเดินออกมา
กงซุนอี้รีบเอ่ยปาก "ใต้เท้า..."
"ลูกศิษย์เจ้ากำลังจะออกมา รอข้าอยู่ที่จวนนี่แหละ" เป้ยเส้าชิงตัดบท
สองสามีภรรยาแซ่กงซุนถอนหายใจโล่งอก "ขอบคุณใต้เท้า!"
ซุนโหย่วเลี่ยงรีบเดินตามเจ้านายไป
เป้ยเส้าชิงไปหาแม่ทัพหลีเพื่อฝากไดอารี่ไว้ในหยกพกก่อน จากนั้นจึงพาเยี่ยหานซวงในชุดขาวถือกระบี่ยาวท่าทางองอาจห้าวหาญ มุ่งหน้าไปยังจวนสกุลเจิ้ง
(จบตอน)