- หน้าแรก
- พลิกชะตาฟ้า ไหนบอกว่าเจ้าไม่เป็นวรยุทธ์
- บทที่ 12 สาวงามวัยกลางคนกับดรุณีแรกรุ่น ต่างก็กระหายความก้าวหน้า
บทที่ 12 สาวงามวัยกลางคนกับดรุณีแรกรุ่น ต่างก็กระหายความก้าวหน้า
บทที่ 12 สาวงามวัยกลางคนกับดรุณีแรกรุ่น ต่างก็กระหายความก้าวหน้า
บทที่ 12 สาวงามวัยกลางคนกับดรุณีแรกรุ่น ต่างก็กระหายความก้าวหน้า
ขากลับเข้าเมือง เป้ยเส้าชิงไม่ได้สวมหน้ากาก ผู้ติดตามด้านหลังเขาก็ไม่มีใครสวม ทุกคนต่างมีสีหน้าเบิกบาน องอาจผ่าเผย ก็แหม จะมาโชว์ตัวสร้างชื่อเสียงทั้งที จะใส่หน้ากากปิดบังความหล่อเหลาไปทำไม?
เป้ยเส้าชิงกำบังเหียนม้าแน่น นั่งหลังตรงสง่าผ่าเผยบนหลังม้า นำขบวนอยู่หน้าสุด เมื่อใกล้ถึงฝูงชน เขาจึงกระโดดลงจากม้าอย่างคล่องแคล่ว โค้งตัวประสานมือคาราวะเจิ้งเสวียนเฉิง ประกาศก้องด้วยความภาคภูมิใจว่า "คาราวะใต้เท้า ข้าน้อยทำภารกิจสำเร็จลุล่วง ได้กวาดล้างโจรภูเขาเฟิ่งหวงจนสิ้นซาก และสังหารหัวหน้าโจร สวี่หยวนชิ่ง เรียบร้อยแล้วขอรับ!"
"เยี่ยม!" เจิ้งเสวียนเฉิงร้องชมเชย ตบไหล่เขาอย่างชื่นชม "นายกองธงเล็กเป้ยไม่ทำให้ข้าผิดหวัง และไม่ทำให้ชาวเมืองผิดหวังจริงๆ!"
จากนั้นเขาก็ทำสีหน้าเจ็บปวดรวดร้าว กล่าวด้วยความโกรธแค้นว่า "ข้าได้รู้ความจริงหมดแล้ว นึกไม่ถึงเลยว่าหัวหน้าโจรจะเป็นหนอนบ่อนไส้ สวี่จื้อหย่งไอ้คนทรยศน่ารังเกียจ! ทำให้หน่วยจิ้งอันต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง! โชคดีที่นายกองธงเล็กเป้ยมองแผนการของมันออกและกำจัดคนชั่วในหมู่พวกเรา ไม่อย่างนั้นกองร้อยทงโจวของเราคงต้องอับอายขายขี้หน้าไปทั่ว"
"ข้าน้อยเองก็นึกไม่ถึงเหมือนกัน วันหน้าใต้เท้าคงต้องคัดคนให้รอบคอบกว่านี้นะขอรับ" เป้ยเส้าชิงพูดเหน็บแนม
รอยยิ้มบนหน้าเจิ้งเสวียนเฉิงแข็งค้างไปชั่วขณะ
นี่แกกล้าสอนข้าเหรอ?
แม้ในใจจะโกรธจนแทบระเบิด แต่ภายนอกเขากลับแสร้งยิ้มแห้งๆ พยักหน้ารัวๆ "ถูกต้องๆ ท่านพูดถูกแล้ว"
ผู้ติดตามด้านหลังเป้ยเส้าชิงต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
เจ้านายใหม่เราเป็นใครกันแน่? ดุเจ้านายใหญ่เหมือนดูลูกน้อง แถมท่านเจ้านายใหญ่ยังไม่โกรธอีกต่างหาก
"ข้าขอขอบคุณนายกองธงเล็กเป้ยแทนชาวเมืองทุกคนสำหรับบุญคุณที่ช่วยชีวิต!" นายอำเภอหวังรีบออกมาช่วยแก้สถานการณ์ให้เจิ้งเสวียนเฉิง โค้งตัวคาราวะอย่างซาบซึ้งใจ
"เป็นหน้าที่อยู่แล้ว ไม่กล้ารับความชอบหรอกขอรับ" เป้ยเส้าชิงตอบอย่างถ่อมตน แต่สีหน้าท่าทางกลับไม่ได้ดูถ่อมตนตามคำพูดเลยสักนิด
เจิ้งเสวียนเฉิงหันไปมองเยี่ยหานซวง หญิงสาวร่างสูงใหญ่ใบหน้าเย็นชาที่ยืนอยู่ข้างเป้ยเส้าชิง แล้วยิ้มกล่าวว่า "แม่นางท่านนี้คงเป็นจอมยุทธ์หญิงผู้ผดุงคุณธรรมที่ช่วยปราบโจรสินะ บุคลิกโดดเด่นไม่ธรรมดาจริงๆ"
นังตัวดีที่ชอบแส่เรื่องชาวบ้าน!
"ใต้เท้า นางชื่อเยี่ยหานซวง ต่อไปจะมาเป็นผู้ติดตามข้างกายข้า" เป้ยเส้าชิงแนะนำ
เยี่ยหานซวงพูดน้อยต่อยหนัก "คาราวะใต้เท้า"
"ไม่ต้องมากพิธีๆ นายกองธงเล็กเป้ยได้แม่นางเยี่ยมาช่วยนับเป็นโชค แม่นางเยี่ยได้รับความไว้วางใจจากนายกองธงเล็กเป้ยก็นับเป็นวาสนา น่ายินดีจริงๆ" เจิ้งเสวียนเฉิงพูดจาหวานหู ก่อนจะเงยหน้ามองดวงอาทิตย์แล้วหัวเราะร่า "สายมากแล้ว งานเลี้ยงฉลองเตรียมไว้พร้อม นายกองธงเล็กเป้ย เมื่อคืนเราดื่มกันยังไม่หนำใจ วันนี้ต้องไม่เมาไม่เลิกนะ"
"ด้วยความยินดี! เชิญใต้เท้าก่อนขอรับ" เป้ยเส้าชิงผายมือ
"ไม่ๆๆ ท่านคือตัวเอกของวันนี้ ท่านเชิญก่อน"
เป้ยเส้าชิงก็ไม่เกรงใจ เดินนำหน้าไปทันที
"คนผู้นี้ช่างหยิ่งยโสนัก ดูนายกองร้อยกับนายอำเภอสิ นอบน้อมกับเขาจนผิดปกติ สงสัยคงเป็นลูกหลานตระกูลใหญ่อีกละสิ" ในฝูงชน จ้าวเจ๋อหลานในชุดกระโปรงยาวสีม่วงจ้องมองเป้ยเส้าชิงด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม
เห็นได้ชัดว่านางหมั่นไส้คนรวย
"หลานเอ๋อร์ หุบปาก!" เมื่อเห็นศิษย์ผู้น้องปากพล่อยอีกแล้ว กงซุนอี้ ชายวัยกลางคนหน้าตาดีมีหนวดงามก็โมโหขึ้นมา นานทีปีหนเขาจะดุด่าศิษย์รักที่เลี้ยงมาเหมือนลูกในไส้แบบนี้ "ถ้าเจ้ายังกล้าพูดจาเลอะเทอะไม่ดูเวล่ำเวลาอีก ข้าจะไล่เจ้ากลับสำนักเดี๋ยวนี้ จะได้ไม่ต้องพาสำนักกระบี่เหล็กไปเจอหายนะเพราะปากเสียๆ ของเจ้า!"
"อาจารย์โปรดระงับโทสะ ศิษย์น้องเล็กไม่ได้ตั้งใจขอรับ!" เจียงเย่ไป๋ ศิษย์เอกผู้หล่อเหลาราวหยกแกะสลักรีบออกหน้ารับแทนคนรัก
กงซุนอี้ถลึงตาใส่ศิษย์เอกตัวดี "ก็เจ้านั่นแหละที่ตามใจนางจนเสียคน!"
จ้าวเจ๋อหลานตกใจหน้าซีด ขอบตาแดงระเรื่อ พึมพำเสียงเบา "ท่านอาจารย์ ข้าไม่กล้าแล้วเจ้าค่ะ"
"ฮึ!" กงซุนอี้สะบัดแขนเสื้ออย่างหงุดหงิด
"เอาล่ะ หลานเอ๋อร์ อย่าร้องไห้เลย" หลิวอวี้เหิง ภรรยาของกงซุนอี้หยิบผ้าเช็ดหน้าปักลายกิ่งหลิวออกมาซับน้ำตาให้จ้าวเจ๋อหลาน เอ่ยปลอบโยนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "นายกองแซ่เป้ยนั่นเป็นแค่ขุนนางชั้นผู้น้อย แต่กลับทำให้นายกองร้อยที่เป็นผู้บังคับบัญชาต้องยอมลดตัวลงมาเอาใจขนาดนี้ แสดงว่าชาติตระกูลต้องไม่ธรรมดา คนแบบนี้มักจะเอาแต่ใจ ถ้าเขาเกิดไม่พอใจคำพูดเจ้าขึ้นมา อย่าว่าแต่จุดจบของเจ้าเลย แม้แต่ความอยู่รอดของสำนักกระบี่เหล็กก็ขึ้นอยู่กับคำพูดเพียงคำเดียวของเขา อาจารย์ดุเจ้าก็เพราะหวังดี"
ฟังคำพูดภรรยา กงซุนอี้ก็รู้สึกขมขื่นและจนใจ เขาเป็นถึงยอดฝีมือระดับ 'โหยวหลง' ถ้าวัดกันที่วรยุทธ์ เขาสู้เจิ้งเสวียนเฉิงกับเป้ยเส้าชิงได้ทีละสิบคนสบายๆ แต่เขาก็ยังต้องเกรงใจหน่วยจิ้งอันและทางการ
เพราะเบื้องหลังเจิ้งเสวียนเฉิงและเป้ยเส้าชิงคือราชสำนักต้าโจว คือยอดฝีมือระดับโหยวหลงนับหมื่นคน คือปรมาจารย์ระดับฮว่าจิ้นอีกหลายคน และกองทัพเกราะดำนับแสนนาย
นี่คือความโศกเศร้าของคนในยุทธภพ นอกจากปรมาจารย์ระดับสูงและสำนักใหญ่ไม่กี่แห่ง จอมยุทธ์ที่ว่าแน่ก็เป็นแค่คนธรรมดาในสายตาขุนนาง
โดยเฉพาะครั้งนี้ที่เขาดั้นด้นมาถึงทงโจวก็เพื่อแผนการสำคัญ เกี่ยวพันถึงการฟื้นฟูสำนักกระบี่เหล็ก จึงต้องระมัดระวังตัวแจ ไม่ให้เกิดเรื่องราวแทรกซ้อน
ความวุ่นวายตรงนี้ดึงดูดความสนใจของเป้ยเส้าชิง เขาหันไปมองแวบหนึ่งก็สะดุดตากับหลิวอวี้เหิง หญิงงามวัยกลางคนผู้เพียบพร้อม และจ้าวเจ๋อหลาน สาวน้อยน่ารักบริสุทธิ์
สองคนนี้ช่างงดงามไปคนละแบบ ชวนให้เขาเผลอมองค้างไปชั่วขณะ
หลิวอวี้เหิงรู้สึกตัวว่าถูกจ้องมอง จึงเงยหน้าขึ้นสบตากับเป้ยเส้าชิงพอดี
เป้ยเส้าชิงยิ้มให้นางเล็กน้อยก่อนจะละสายตาไป
แต่หลิวอวี้เหิงกลับรู้สึกไม่สบายใจ สายตาที่เขามองมาเมื่อครู่ทำให้นางรู้สึกเหมือนถูกจับเปลื้องผ้าล่อนจ้อนต่อหน้าธารกำนัล ช่างน่าอับอายยิ่งนัก
คนผู้นี้จิตใจสกปรก ไม่ใช่คนดีแน่
นางตัดสินเขาในใจทันที
และนางก็มองคนแม่นเสียด้วย
......................................................
ในงานเลี้ยงฉลอง เสียงหัวเราะดังระงม แต่ละคนต่างมีแผนการในใจ
เป้ยเส้าชิงผู้เปรียบเสมือนดวงจันทร์ท่ามกลางหมู่ดาว ดูเหมือนจะหลงระเริงไปกับคำเยินยอสรรเสริญ
"ใต้เท้าเจิ้ง" จู่ๆ เป้ยเส้าชิงก็จ้องมองเจิ้งเสวียนเฉิงด้วยสายตาร้อนแรง "ตำแหน่งนายกองธงใหญ่ที่ว่างลงหลังจากสวี่จื้อหย่งตายไป ไม่ทราบว่าท่านวางแผนจะจัดการอย่างไร?"
ทันใดนั้น บรรยากาศที่กำลังคึกคักก็เงียบกริบลง ทุกคนต่างตะลึงงัน ความหมายของเป้ยเส้าชิงชัดเจนมาก... เขาอยากได้ตำแหน่งนี้
นี่มันจะกระหายความก้าวหน้าเกินไปแล้ว! เพิ่งมารับตำแหน่งแค่วันเดียวก็อยากเลื่อนขั้น แถมยังกล้าทวงตำแหน่งจากเจ้านายตรงๆ อีก ช่างกล้าหาญชาญชัยเหลือเกิน!
เจิ้งเสวียนเฉิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะย้อนถามด้วยรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา "แล้วนายกองธงเล็กเป้ยคิดว่าไงล่ะ?"
"โบราณว่ากินเบี้ยหวัดเจ้านายต้องแบ่งเบาภาระเจ้านาย ข้าเกิดใต้ร่มเงาพระบารมี เติบโตในตระกูลขุนนาง ได้รับพระมหากรุณาธิคุณมากกว่าผู้อื่น ดังนั้นข้าจึงคิดว่าข้ามีหน้าที่และความรับผิดชอบที่จะต้องรับตำแหน่งนายกองธงใหญ่นี้ เพื่อตอบแทนพระคุณฝ่าบาท" เป้ยเส้าชิงประสานมือคาราวะไปทางทิศเมืองหลวงด้วยสีหน้าจงรักภักดี กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
หน้าด้าน!
เห็นเขาอ้างเหตุผลขอตำแหน่งได้อย่างหน้าตาเฉย แถมยังยกภูมิหลังมาขู่อีกต่างหาก เจิ้งเสวียนเฉิงและนายอำเภอหวังต่างก่นด่าในใจ
ส่วนคนอื่นๆ ในงานต่างตกตะลึง นึกไม่ถึงว่าเป้ยเส้าชิงจะเป็นลูกหลานขุนนางชั้นสูงจริงๆ!
"หัวใจรักชาติของนายกองธงเล็กเป้ยช่างน่าเลื่อมใสยิ่งนัก จริงๆ แล้วตำแหน่งนายกองธงใหญ่ที่ว่างลงนี้ก็เป็นปัญหาหนักใจของข้าอยู่พอดี โชคดีที่นายกองธงเล็กเป้ยอาสามาช่วยแบ่งเบาภาระ แต่เนื่องจากอำนาจของข้ามีจำกัด ไม่สามารถแต่งตั้งได้โดยตรง ก็คงต้องรบกวนให้นายกองธงเล็กเป้ยรักษาการในตำแหน่งนี้ไปก่อน รอข้าทำเรื่องเสนอไปยังกองพันเพื่อขอคำสั่งแต่งตั้งอย่างเป็นทางการให้" เจิ้งเสวียนเฉิงพูดด้วยรอยยิ้ม
เขาไม่อยากให้เป้ยเส้าชิงได้ดีหรอก แต่ด้วยนิสัยกร่างไม่กลัวใครของไอ้หมอนี่ที่กล้าตีหลานพระสนมตาย ขืนเขาปฏิเสธต่อหน้าคนเยอะแยะแบบนี้ มีหวังได้ผิดใจกันแน่
ตอนนี้ต้องประคองและหลอกล่อเป้ยเส้าชิงไว้ก่อน ตราบใดที่ยังอยู่ทงโจว ก็ไม่มีทางหนีพ้นเงื้อมมือเขาไปได้
พอนึกถึงว่าไอ้หมอนี่ฆ่าลูกน้องคนสนิทของเขา แต่เขากลับต้องเลื่อนตำแหน่งให้มัน เจิ้งเสวียนเฉิงก็รู้สึกแค้นจนอกแทบระเบิด เหมือนโดนสวมเขาแล้วยังต้องช่วยดันก้นให้ชายชู้ เจ็บใจชะมัด!
เป้ยเส้าชิงยิ้มแก้มปริ ยกจอกเหล้าขึ้น "งั้นข้าต้องขอบคุณใต้เท้าเจิ้งมากขอรับ!"
อย่ามาบอกว่าเพิ่งเข้าทำงานก็เลื่อนขั้นมันผิดกฎระเบียบ กฎระเบียบมีไว้ใช้กับคนธรรมดา แต่ตอนนี้เขาคืออภิสิทธิ์ชน ยิ่งไปกว่านั้นตำแหน่งที่เขาขอก็แค่นายกองธงใหญ่เล็กๆ เท่านั้นเอง
"ขอแสดงความยินดีกับใต้เท้าเป้ยที่ได้เลื่อนตำแหน่ง!" คนอื่นๆ ในงานต่างยกจอกร่วมแสดงความยินดีด้วยความรู้สึกปนเป
อำนาจบารมีที่ได้จากพ่อ อิจฉาไปก็เท่านั้น
หลังจากกินดื่มจนอิ่มหนำ เป้ยเส้าชิงแกล้งเมาขอตัวกลับก่อน
"ใต้เท้า ระวังธรณีประตูขอรับ"
ซ่งโหย่วไฉหนุ่มขาวอวบ กับซุนโหย่วเลี่ยงหนุ่มผอมหน้าใส รีบเข้ามาประคองเป้ยเส้าชิงซ้ายขวาอย่างรู้หน้าที่
พอพ้นประตูร้านเหล้า เป้ยเส้าชิงก็เลิกแกล้งเมา ยืดตัวตรงสลัดการเกาะกุมของทั้งสองออก "พอเถอะ พวกเจ้ากลับไปดื่มต่อกับพี่น้องเถอะ ให้หานซวงไปส่งข้าก็พอ"
"เฮะๆ ขาดใต้เท้าไป เหล้าเลิศรสแค่ไหนก็จืดชืดไร้รสชาติ ใต้เท้าเดินดีๆ นะขอรับ ข้าน้อยขอตัวกลับก่อน" ซุนโหย่วเลี่ยงประสานมือคาราวะอย่างนอบน้อม กล่าวด้วยรอยยิ้ม
ซ่งโหย่วไฉรีบเสริม "ข้าก็เหมือนกัน ไม่มีใต้เท้า กินเหล้าก็เหมือนกินเยี่ยว"
"หยาบคาย! พูดจาต่ำช้าต่อหน้าใต้เท้าได้ยังไง!" ซุนโหย่วเลี่ยงมองเขาด้วยสายตาเหยียดหยาม
"ข้ามันคนหยาบ ไม่เหมือนท่านซิ่วไฉที่ทิ้งพู่กันมาจับดาบ อีกอย่างใต้เท้าใจกว้างดั่งมหาสมุทร ไม่ถือสาคนอย่างข้าหรอก" ซ่งโหย่วไฉแขวะกลับ แล้วหันไปยิ้มประจบเป้ยเส้าชิง "จริงไหมขอรับใต้เท้า?"
"ข้าชอบคนตรงไปตรงมาอย่างเจ้านี่แหละ" เป้ยเส้าชิงหัวเราะตบไหล่เขา แล้วหันไปมองซุนโหย่วเลี่ยง "นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะมีดีกรีเป็นถึงซิ่วไฉ ทำไมถึงมาเป็นหน่วยจิ้งอันล่ะ? ดูท่าคงมีเรื่องราวเบื้องหลัง คืนนี้ถ้าว่าง พวกเรามาสังสรรค์กันหน่อย เล่าให้ข้าฟังบ้างสิ"
เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเจิ้งเสวียนเฉิงและนายอำเภอหวังเลย การได้คุยกับซ่งโหย่วไฉและซุนโหย่วเลี่ยงน่าจะช่วยให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง
อีกอย่าง พี่น้องโจรป่าก็กลายเป็นปุ๋ยให้เขาเติบโตไปหมดแล้ว ตอนนี้เขาขาดแคลนคนสนิท จำเป็นต้องหาสมุนคู่ใจมาใช้งานสักสองคน
"เป็นเกียรติอย่างสูงขอรับ ข้าน้อยพร้อมรับใช้ใต้เท้าทุกเมื่อ!" ซ่งโหย่วไฉยิ้มจนแก้มแทบแตก
ซุนโหย่วเลี่ยงผู้มีการศึกษากว่าสงวนท่าทีเล็กน้อย คาราวะอย่างนอบน้อม "รับทราบขอรับ ใต้เท้า"
"ดี งั้นเจอกันยามซวี (ประมาณ 19.00-21.00 น.) ที่หอหงปินที่เดิม ไม่มาไม่เลิก" เป้ยเส้าชิงโบกมือแล้วเดินจากไป
ทั้งสองตะโกนส่งท้าย "น้อมส่งใต้เท้า!"
"พี่ใหญ่ สองคนนี้ดูเป็นพวกประจบสอพลอ เลียแข้งเลียขาเจ้านาย รังแกคนอื่น" พอเดินออกมาไกลหน่อย เยี่ยหานซวงก็พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา แสดงความรังเกียจ
เป้ยเส้าชิงยิ้มจางๆ "หานซวง เจ้าเห็นแต่ความประจบสอพลอของพวกเขา แต่ข้าเห็นความทะเยอทะยาน คนเล็กๆ แบบนี้แหละใช้งานง่าย ยอมทิ้งศักดิ์ศรี ยอมเปื้อนเลือด! ขอแค่ข้าให้ความหวังในการก้าวหน้า พวกเขาก็จะไขว่คว้าไว้อย่างไม่คิดชีวิต และยอมทำทุกอย่างเพื่อข้า"
พูดง่ายๆ ก็คือ พวกเขา "กระหายความก้าวหน้า" จนตัวสั่น
อยากก้าวหน้า ก็ต้องยอมบุกน้ำลุยไฟเพื่อเขา
อีกอย่าง ตัวเขาเองก็ไม่ใช่คนดีเด่อะไร จะให้ไปหาลูกน้องที่เป็นวิญญูชนผู้ทรงธรรมมาใช้งานเหรอ? แบบนั้นเขาคงระแวงตายชัก
(จบตอน)