- หน้าแรก
- เล่ห์ลับฮูหยินยอดรัก
- บทที่ 17 ฝึกผิวหนัง
บทที่ 17 ฝึกผิวหนัง
บทที่ 17 ฝึกผิวหนัง
บทที่ 17 ฝึกผิวหนัง
"ปัง!"
"ปัง! ปัง! ปัง!"
รุ่งสาง แสงแดดสาดส่อง
ลั่วชิงโจวปิดประตูเรือน ขังตัวเองอยู่ข้างในคนเดียว กระหน่ำหมัดใส่ต้นไม้ใหญ่ตรงมุมเรือนไม่ยั้ง
กระแสความร้อนในกายพลุ่งพล่าน
กำปั้น หัวไหล่ ข้อศอก แผ่นหลัง ต้นขา น่อง และส่วนอื่นๆ ที่กระแทกกระทั้นกับลำต้น ต่างเริ่มร้อนผ่าว
ความเจ็บปวดในตอนแรก ถูกชะล้างหายไปอย่างรวดเร็วด้วยกระแสความร้อนภายในร่างกาย
ผิวหนังทั่วเรือนร่าง ภายใต้การเคี่ยวกรำจากการกระแทกและกระแสปราณ เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
จากนุ่มกลายเป็นแข็ง จากแข็งกลับกลายเป็นนุ่ม
ในคัมภีร์กล่าวไว้ว่า หากฝึกผิวหนังจนถึงขีดสุด จะแข็งแกร่งดั่งทองแดง ทนทานต่อหมัดมวย แม้แต่คมดาบธรรมดาก็ยากจะระคายผิว เพิ่มความทนทานต่อการโจมตีได้อย่างมหาศาล
พร้อมกันนั้น พละกำลังก็จะเพิ่มพูนขึ้นเทียบเท่าแรงวัวหนึ่งตัว
ออกหมัดดั่งกีบวัว หมัดเดียวสามารถบดขยี้กระดูกคนธรรมดาให้แหลกละเอียด!
จากการเคี่ยวกรำอย่างต่อเนื่อง ลั่วชิงโจวสัมผัสได้ชัดเจนว่าผิวหนังทั่วร่างเริ่มเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย
จากที่เคยหย่อนยาน ก็เริ่มตึงกระชับและเหนียวแน่นขึ้น
พละกำลังก็ค่อยๆ เพิ่มพูนขึ้นเช่นกัน
เคล็ดวิชาลมปราณผสานกับวิชาฝึกกาย ได้ผลลัพธ์เป็นทวีคูณจริงๆ!
เมื่อสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เขาจึงไม่กล้าเกียจคร้าน รีบกินข้าวกลางวันง่ายๆ ดื่มน้ำ แล้วกลับมาทนเจ็บกระแทกต้นไม้ฝึกผิวหนังต่อ
สองวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ตลอดช่วงเวลานี้ นอกจากเสี่ยวเตี๋ยแล้ว เขาไม่เจอใครอีกเลย
และเขาก็ไม่ได้ก้าวขาออกจากเรือนเล็กเลยแม้แต่ก้าวเดียว
เนื่องจากบ่าวไพร่ต่างรู้ว่าเขาเป็นซิ่วไฉ วันๆ ต้องหมกตัวอ่านหนังสือ จึงไม่มีใครเข้ามารบกวน
บรรยากาศโดยรอบจึงเงียบสงบ
ส่วนเสี่ยวเตี๋ย ช่วงกลางวันนางมักจะออกไปคุยเล่นกับสาวใช้อื่น และเรียนเย็บปักถักร้อย
สองวันที่ผ่านมานี้
กลางวันลั่วชิงโจวฝึกผิวหนัง กลางคืนฝึกลมปราณ
แม้จะเหนื่อยล้า แต่กลับรู้สึกเติมเต็มอย่างบอกไม่ถูก
ด้วยอานิสงส์จากการฝึกลมปราณ ตอนนี้เวลาเขากระแทกต้นไม้ เขาใช้แรงมากขึ้นกว่าเดิม แต่ความเจ็บปวดกลับไม่เพิ่มขึ้น
เมื่อก่อนตอนอยู่จวนตระกูลลั่ว แค่ช่วยเสี่ยวเตี๋ยหิ้วน้ำถังเดียวยังเดินเซ
ตอนนี้ เขาหิ้วน้ำสองถังเดินตัวปลิวจากหน้าเรือนไปถึงห้องครัวได้สบายๆ
เห็นได้ชัดว่าเรี่ยวแรงเพิ่มขึ้นไม่น้อย
เพียงแค่สองวัน ผลลัพธ์ช่างน่าทึ่ง
ต้องยอมรับว่า แม้ชื่อ "คัมภีร์ดอกเหมย" จะฟังดูธรรมดา แต่วิชาข้างในกลับไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
วันนี้
ตะวันลับฟ้า ยามพลบค่ำมาเยือน
ลั่วชิงโจวฝึกวิชาเสร็จ ก็ร่ายรำเพลงหมัดที่แอบจำมาจากลั่วอวี้อีกหลายรอบ จนเหงื่อท่วมตัวถึงหยุด
ขณะกำลังต้มน้ำในครัวเตรียมอาบน้ำ เสียงใสๆ ของไป๋หลิงก็ดังขึ้นหน้าประตู "เขยขวัญ อยู่ไหมเจ้าคะ?"
ลั่วชิงโจวรีบเดินออกจากครัว ขานรับ "อยู่"
เขาเดินไปเปิดประตู
หน้าประตู ไป๋หลิงในชุดสีชมพูยืนเด่นเป็นสง่า ผิวพรรณขาวอมชมพู ลักยิ้มบุ๋มข้างแก้ม ดูสดใสน่ารักราวดอกไม้แรกแย้ม
"เขยขวัญ ทำไมเหงื่อท่วมตัวแบบนี้ล่ะเจ้าคะ? ทำอะไรอยู่ในห้องหรือ?"
ไป๋หลิงชะงักไปครู่หนึ่ง เดินเข้ามาในลานบ้าน สายตามองลอดหน้าต่างเข้าไปในห้อง แล้วถามอย่างมีเลศนัย "เสี่ยวเตี๋ยอยู่ในห้องหรือเจ้าคะ?"
ลั่วชิงโจวตอบ "ไม่อยู่ ข้าเพิ่งต้มน้ำในครัว เตรียมจะอาบน้ำ"
ไป๋หลิงมองไปทางห้องครัว แล้วยิ้มหวาน "มือของเขยขวัญมีไว้จับพู่กันเขียนหนังสือ ไม่ใช่ไว้ผ่าฟืนต้มน้ำนะเจ้าคะ เดี๋ยวข้าจะไปเรียกบ่าวชายมาสักสองคน ไว้ให้เขยขวัญเรียกใช้ ทำงานหนักๆ พวกนี้แทน จะได้ไม่ต้องลงมือเองให้เสียสุขภาพ"
ลั่วชิงโจวรีบปฏิเสธ "ขอบใจแม่นางไป๋หลิง แต่ไม่ต้องหรอก ปกติเสี่ยวเตี๋ยก็ช่วยต้มน้ำให้ งานอื่นๆ นางก็จัดการได้หมด ข้าทำบ้างบางครั้งก็ถือว่าออกกำลังกาย ข้ากับเสี่ยวเตี๋ยชินกับการอยู่กันสองคน ไม่ต้องมีบ่าวไพร่เพิ่มหรอก"
"เขยขวัญไม่ต้องการจริงๆ หรือเจ้าคะ?"
"ไม่ต้องการจริงๆ"
ลั่วชิงโจวยืนยัน
ไป๋หลิงยิ้ม ไม่คะยั้นคะยอต่อ "ก็ได้เจ้าค่ะ เขยขวัญ วันนี้ข้ามาหาท่าน เพื่อจะมาบอกว่าพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้า ไปส่งของขวัญและยกน้ำชาคารวะที่จวนตระกูลลั่วพร้อมคุณหนู เขยขวัญอย่าลืมนะเจ้าคะ"
ลั่วชิงโจวพยักหน้า "ข้าจำได้"
ไป๋หลิงแววตาวูบไหว ยิ้มถาม "เขยขวัญอยากไปไหมเจ้าคะ?"
ลั่วชิงโจวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ตอบตามตรง "ไม่อยาก"
ไป๋หลิงถอนหายใจ ทำหน้าจนใจ "คุณหนูก็ไม่อยากไปเหมือนกันเจ้าค่ะ พวกข้าก็ไม่อยากไป แต่ทำไงได้ มันเป็นธรรมเนียม ขนาดฮูหยินไม่พอใจการแต่งงานครั้งนี้ วันนี้ยังกำชับมาเลย"
ลั่วชิงโจว "ข้าเข้าใจ"
ไป๋หลิงมองเขาอย่างพินิจพิเคราะห์ แล้วเอ่ย "เขยขวัญ งั้นข้าไปนะเจ้าคะ?"
ลั่วชิงโจวพยักหน้า สีหน้าเรียบเฉย
ไป๋หลิงเลิกคิ้ว อดถามไม่ได้ "เขยขวัญ ไม่มีอะไรจะถามข้าหน่อยหรือเจ้าคะ?"
ลั่วชิงโจวส่ายหน้า
ไป๋หลิงกระพริบตาปริบๆ อย่างงุนงง "เขยขวัญไม่ถามถึงคุณหนูของข้าบ้างเลยหรือ? วันนั้นที่ริมทะเลสาบ เขยขวัญมองตาค้าง น้ำลายแทบไหล ไม่เจอกันสองวัน ไม่คิดถึงบ้างหรือเจ้าคะ?"
ลั่วชิงโจวเงียบไปครู่หนึ่ง ตอบ "พูดตามตรง ไม่คิดถึง"
สองวันนี้เขามุ่งมั่นแต่การฝึกวิชา
กลางวันฝึก กลางคืนฝึก หัวถึงหมอนก็หลับเป็นตาย ลืมแม้กระทั่งลูบไล้เท้าเล็กๆ ของเสี่ยวเตี๋ย จะเอาเวลาไหนไปคิดเรื่องอื่น
อีกอย่าง คิดถึงไปก็เปล่าประโยชน์ มีแต่จะกลุ้มใจเปล่าๆ
ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาคือการฝึกวิชา
หากไม่รีบแข็งแกร่งขึ้น อย่าว่าแต่จะเป็นเขยแต่งเข้าอยู่อย่างสงบเลย แค่จะใช้ชีวิตเงียบๆ ให้รอดไปวันๆ ยังยาก
เขาต้องรีบฝึกฝน ห้ามวอกแวกเด็ดขาด
รอให้เขามีพลังแข็งแกร่งอย่างแท้จริงเสียก่อน ถึงจะมีคุณสมบัติและความมั่นใจที่จะครอบครองภรรยาโฉมงามปานเทพธิดาผู้นั้น!
มิเช่นนั้น นอนตายตาไม่หลับแน่
"โกหก!"
ไป๋หลิงเชิดหน้า มั่นใจเต็มเปี่ยม "ได้แต่งงานกับคุณหนูของข้า ถ้าไม่คิดถึงก็แปลกแล้ว ขนาดข้ากับเซี่ยฉานแค่วันเดียวไม่เห็นหน้าคุณหนูยังคิดถึงเลย นับประสาอะไรกับชายหนุ่มอย่างเขยขวัญ"
ลั่วชิงโจวไม่เถียงต่อ
การเถียงกับผู้หญิง เป็นพฤติกรรมที่สิ้นคิด
โดยเฉพาะผู้หญิงที่หลงตัวเอง
"เขยขวัญ มีคำพูดอะไรจะฝากถึงคุณหนูไหมเจ้าคะ? ถ้าไม่มี ข้าจะไปแล้วนะ"
ไป๋หลิงมองดูท้องฟ้า เตรียมตัวกลับ
ลั่วชิงโจวคิดสักพัก แล้วบอก "งั้นฝากบอกนางว่า อากาศเย็น ให้ดื่มน้ำอุ่นเยอะๆ"
ไป๋หลิง "..."
ตอนที่เสี่ยวเตี๋ยยกอาหารกลับมา ก็มืดค่ำแล้ว
"คุณชาย วันนี้บ่าวเรียนปักลายเป็ดคู่ยวนยางด้วยเจ้าค่ะ เดี๋ยวบ่าวจะปักลายบนฉากกั้นให้คุณชาย..."
"คุณชาย วันนี้เสี่ยวเถาถสอนดนตรีให้บ่าวด้วย ทายสิเจ้าคะว่าเครื่องดนตรีอะไร? ไม่ใช่กู่เจิงนะเจ้าคะ แต่เป็นขลุ่ย"
"เสี่ยวเถาเป่าเพราะมากเลยเจ้าค่ะ ไว้บ่าวเป่าเป็นเมื่อไหร่ จะเป่าให้คุณชายฟังนะเจ้าคะ ดีไหม?"
ระหว่างกินข้าว เสี่ยวเตี๋ยเล่าเรื่องราวในวันนี้อย่างตื่นเต้น
ลั่วชิงโจวพยักหน้า "ดีสิ"
กินข้าวเสร็จ
ลั่วชิงโจวอาบน้ำ แล้วเข้าไปในห้องหนังสือข้างๆ ฝึกเดินลมปราณต่อ
จนถึงยามจื่อ (23.00 - 00.59 น.)
เขาถึงยอมเข้านอนตามคำรบเร้าของเสี่ยวเตี๋ย
นายบ่าวยังคงนอนคนละฟากเตียง
พอนึกถึงเรื่องที่จะต้องกลับไปจวนตระกูลลั่วพรุ่งนี้ ลั่วชิงโจวก็ข่มตานอนไม่หลับ มือข้างหนึ่งเผลอไปกุมเท้าเล็กๆ นุ่มนิ่มของเสี่ยวเตี๋ยมาลูบไล้เล่นเพลินๆ ระหว่างใช้ความคิด
เสี่ยวเตี๋ยทนอยู่นาน ในที่สุดก็ทนไม่ไหว หน้าแดงก่ำเอ่ยถามเสียงน้อยใจ "คุณชาย... ท่าน... ท่านชอบแค่เท้าของบ่าว... แค่นั้นเหรอเจ้าคะ?"
ลั่วชิงโจว "..."
"คุณชาย..."
"คร่อก... คร่อก..."
"..."
ราตรีสงัด
ณ จวนตระกูลลั่ว
ในห้องหนังสือของลั่วเหยียนเหนียน แสงไฟยังคงสว่างไสว
ฮูหยินใหญ่สกุลหวังยกน้ำชาร้อนเข้ามา ยืนนิ่งอยู่ข้างๆ สักพัก ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา "นายท่าน ดึกมากแล้ว พักผ่อนเถอะเจ้าค่ะ"
ลั่วเหยียนเหนียนเงยหน้ามองท้องฟ้านอกหน้าต่าง แล้วจึงปิดบัญชี ลุกขึ้นช้าๆ "นั่นสินะ พรุ่งนี้พวกเขาจะมาใช่ไหม?"
สกุลหวังวางถ้วยชาลง พยักหน้า "น่าจะมาเจ้าค่ะ"
ลั่วเหยียนเหนียนถาม "อวี้เอ๋อร์นอนหรือยัง?"
สกุลหวังยิ้มอ่อนโยน "ยังเลยเจ้าค่ะ เมื่อกี้ข้าแวะไปดู ยังอ่านหนังสืออยู่เลย"
ลั่วเหยียนเหนียนพยักหน้า "ฝึกยุทธ์สำคัญก็จริง แต่การอ่านหนังสือก็ต้องไม่ทิ้ง ไม่งั้นไปถึงสำนักมังกรพยัคฆ์ จะโดนคนเขาดูแคลนเอาได้"
สกุลหวังยิ้ม "อวี้เอ๋อร์เหมือนพี่ชายเขา ขยันขันแข็งมาตลอดเจ้าค่ะ"
ลั่วเหยียนเหนียนครุ่นคิดครู่หนึ่ง "พรุ่งนี้อวี้เอ๋อร์ไม่ควรออกมาพบพวกเขานะ"
สกุลหวังขมวดคิ้ว "ทำไมล่ะเจ้าคะ? หรือพวกมันจะกล้าทำหน้าตึงใส่อวี้เอ๋อร์?"
ลั่วเหยียนเหนียนตอบเรียบๆ "คงไม่ถึงขั้นนั้นหรอก แต่ยังไงซะเด็กสาวคนนั้นก็ควรจะได้แต่งกับอวี้เอ๋อร์ พูดกันตามตรง ตระกูลลั่วของเราผิดสัญญา ไม่ให้ทั้งสองเจอกันน่าจะดีที่สุด"
รอยยิ้มบนใบหน้าสกุลหวังจางหายไป นางอดไม่ได้ที่จะเอ่ย "ถ้าคุณหนูตระกูลฉินคนนั้นรู้จักเจียมตัว ก็ไม่ควรโทษตระกูลลั่วของเรา นางมีคุณสมบัติอะไรมาคู่ควรกับอวี้เอ๋อร์ของข้า? แค่คนปัญญาอ่อนคนหนึ่ง ต่อให้ไม่ปัญญาอ่อน ก็มีมลทิน นายท่านไม่เห็นต้องเก็บมาใส่ใจเลย"
ลั่วเหยียนเหนียนถอนหายใจเบาๆ
สกุลหวังปรับน้ำเสียงให้อ่อนโยนลง เอ่ยปลอบ "นายท่านไม่ต้องรู้สึกผิดหรอกเจ้าค่ะ ต่อให้ดวงวิญญาณท่านพ่อรับรู้ ก็คงเห็นด้วยกับการตัดสินใจของเรา อวี้เอ๋อร์มีอนาคตไกล จะต้องสร้างชื่อเสียงให้วงศ์ตระกูลลั่ว เรื่องคู่ครองจะทำแบบขอไปทีไม่ได้เด็ดขาด"
ลั่วเหยียนเหนียนพยักหน้าช้าๆ
"ไปเถอะ พักผ่อนกันได้แล้ว"