- หน้าแรก
- ข้าคือบอสเลเวลตัน เร้นกายเป็นศิษย์ใหม่ในสำนักเซียน
- บทที่ 16 บรรยายธรรม? ไม่สู้ให้ข้าบรรยายเอง
บทที่ 16 บรรยายธรรม? ไม่สู้ให้ข้าบรรยายเอง
บทที่ 16 บรรยายธรรม? ไม่สู้ให้ข้าบรรยายเอง
เหตุการณ์หวังหลงหัวกระแทกขอบบ่อน้ำจนสลบเหมือดประหนึ่งติดปีก แพร่กระจายไปทั่วยอดเขาหลิวอวิ๋นอย่างรวดเร็ว แม้กระทั่งลามไปทั่วทั้งสายใน รายละเอียดถูกเติมสีตีไข่จนยิ่งดูพิสดาร ว่ากันว่าหลี่มู่หยุนผู้นั้นไม่ได้ลงมือเลยแม้แต่น้อย เพียงแค่ชายเสื้อพลิ้วไหว หวังหลงก็ประหนึ่งถูกวิญญาณเข้า พุ่งชนขอบบ่อน้ำจนสลบไปเอง
เรื่องนี้เติมแต้มต่อให้ "ชื่อเสียงด้านความโหด" ของหลี่มู่หยุนอย่างไม่ต้องสงสัย เหล่าศิษย์บนยอดเขาหลิวอวิ๋นในยามนี้ เมื่อเห็นเรือนอักษรปิ่งของเขา ต่างก็เลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่นโดยสัญชาตญาณ ประหนึ่งว่าเรือนหลังนั้นไม่ใช่เรือนพักศิษย์ แต่เป็นเขตต้องห้ามโบราณสักแห่ง
หลี่มู่หยุนสำราญกับความสงบ ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในลานเรือนเล็กๆ ของตนอยู่หลายวัน ทุกวันนอกจากจะปล่อยระบบทิ้งไว้ ก็คือการศึกษาเคล็ดวิชาความรู้เบ็ดเตล็ดนับไม่ถ้วนในระบบ ตั้งแต่ "การเปลี่ยนการกวาดพื้นให้กลายเป็นเพลงกระบี่" ไปจนถึง "การวิเคราะห์ท่าทางการนอนหลับสามสิบหกท่ากับความสัมพันธ์ของกลิ่นอายเต๋า" ก็นับว่าหาความสุขให้ตนเองได้ไม่เลว
วันหนึ่ง ในขณะที่เขากำลังทดลองชักนำพลังแห่งดวงดาวส่วนหนึ่งเข้าไปในขั้นตอนการชงชา (คำแจ้งเตือนจากระบบ: เปิดใช้งาน ‘วิถีชาดาราจักร’ คุณภาพน้ำชาได้รับการยกระดับ เมื่อดื่มแล้วจะช่วยหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณได้เล็กน้อย) ยันต์หยกที่แขวนไว้หน้าเรือนเพื่อรับการแจ้งเตือนจากนิกายก็สั่นสะเทือนเบาๆ
จิตสัมผัสกวาดผ่าน พบว่าเป็นข้อความแจ้งข่าว: พรุ่งนี้ยามเฉิน ณ โถงถ่ายทอดเคล็ดวิชา ผู้อาวุโสอู๋ชิงเฟิงในขอบเขตแก่นทองคำจะมาบรรยายเรื่อง 《สาระสำคัญของเคล็ดวิชาพลังปราณพื้นฐาน》 ศิษย์สายในที่พึ่งเลื่อนขั้นทุกคนต้องมาถึงที่หมาย
"อู๋ชิงเฟิง?" หลี่มู่หยุนนึกออกแล้ว คือผู้อาวุโสเคราขาวที่เคยไปตรวจสอบเขาที่เขตศิษย์รับใช้ แล้วถูกเขาใช้ระบบอัตโนมัติหลอกจนหัวหมุนนั้นเอง
บรรยายธรรม? แถมยังเป็นเรื่องพื้นฐานที่สุดอย่าง 《เคล็ดวิชาพลังปราณพื้นฐาน》?
หลี่มู่หยุนหมดความสนใจในทันที เรื่องพวกนี้หลังจากเขาข้ามมิติมาได้ไม่นาน ระบบก็ทำการวิเคราะห์ ปรับปรุง และการอนุมานไปถึงระดับไหนต่อไหนแล้ว ตอนนี้จะให้เขาไปฟังแบบฉบับพื้นฐานเดิมๆ? นั่นเป็นการดูหมิ่นความเข้าใจระดับจักรพรรดิเทพของเขาชัดเจน
โดยสัญชาตญาณ เขาอยากจะหาเหตุผลที่จะไม่ไป
ทว่า เมื่อลองขยับความคิดดูอีกที ตอนนี้ตนเองก็มีชื่อว่าเป็น "ศิษย์สายใน" พึ่งมาได้ไม่นานหากขาดเรียนการบรรยายธรรมของผู้อาวุโส ดูเหมือนจะไม่ให้เกียรติกันเกินไป และอาจทำให้คนอื่นสงสัยเอาได้
"ช่างเถอะ ถือว่าไปสังหารเวลาแล้วกัน" หลี่มู่หยุนคิดอย่างจนใจ "ถือโอกาสไปดูด้วยว่าท่านผู้อาวุโสอู๋คนนี้ จะมาไม้ไหนอีก"
วันต่อมา ยามเฉิน ณ โถงถ่ายทอดเคล็ดวิชา
นี่คือโถงขนาดใหญ่ที่สามารถจุคนได้นับพันคน ในยามนี้ที่นั่งถูกจับจองจนเต็ม นอกจากศิษย์สายในหลายสิบคนที่ทะลวงขั้นมาพร้อมกับหลี่มู่หยุนแล้ว ยังมีศิษย์เก่าอีกไม่น้อยที่แห่กันมาหาความรู้เพิ่มเติม การที่ผู้อาวุโสขอบเขตแก่นทองคำมาบรรยายสาระสำคัญของเคล็ดวิชาบำเพ็ญพื้นฐานด้วยตนเองเช่นนี้ นับเป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่ง
หลี่มู่หยุนมาถึงตามเวลา เดินทอดน่องเข้าไปในโถงใหญ่ หาที่นั่งตรงมุมที่เงียบที่สุดและไม่สะดุดตาที่สุด เขาก้มหน้าลง พยายามลดการมีตัวตนของตนเอง หวังว่า "การทรมาน" ครั้งนี้จะจบลงโดยเร็ว
ทว่า ทันทีที่เขาเดินเข้าสู่ประตู ผู้อาวุโสอู๋ชิงเฟิงที่หลับตาพักผ่อนอยู่บนแท่นสูงก็ประหนึ่งรับรู้ได้ เขาลืมตาขึ้น ดวงตาส่องประกายประหนึ่งสายฟ้าสองสาย พุ่งเป้าไปที่ตำแหน่งที่เขานั่งอยู่ในทันที
บนใบหน้าของผู้อาวุโสอู๋ยังคงประดับด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น ทว่าลึกเข้าไปในแววตากลับมีประกายแหลมคมพาดผ่าน วันนี้เขาจงใจเลือกบรรยายเรื่อง 《เคล็ดวิชาพลังปราณพื้นฐาน》 ย่อมมีความหมายแฝงในการใช้เคล็ดวิชาบำเพ็ญนี้ทดสอบพื้นฐานของหลี่มู่หยุน เขาอยากจะเห็นนักว่า เจ้าหนูที่อาจจะได้รับมรดกสืบทอดดินแดนลับและชักนำพลังแห่งดวงดาวได้ผู้นี้ จะมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อเคล็ดวิชาบำเพ็ญขั้นพื้นฐานที่สุด
"สงบเงียบ!"
ผู้อาวุโสอู๋เอ่ยขึ้น เสียงไม่ดังนักแต่กลับแว่วเข้าหูศิษย์ทุกคนอย่างชัดเจน แฝงไปด้วยพลังที่ทำให้จิตใจสงบ โถงใหญ่ที่เคยจอแจก็เงียบสงัดลงในพริบตา
"วันนี้ ข้าจะมาบรรยายเรื่อง 《เคล็ดวิชาพลังปราณพื้นฐาน》 ให้พวกเจ้าฟัง..." ผู้อาวุโสอู๋เริ่มบรรยายด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่อธิบายอย่างถ่องแท้ ทั้งเส้นทางการเดินพลัง เทคนิคการเคลื่อนย้ายพลังวิญญาณ อุปสรรคที่พบบ่อย รวมถึงส่วนที่ได้รับการปรับปรุงเล็กน้อย ผู้อาวุโสอู๋ถ่ายทอดออกมาได้อย่างลื่นไหล
ผู้อาวุโสอู๋นับว่าบรรยายได้ดีเยี่ยมทีเดียว สำหรับศิษย์ในขอบเขตกลั่นลมปราณแล้ว คำพูดของเขาดคือนับเป็นถ้อยคำล้ำค่า ศิษย์หลายคนต่างฟังอย่างหลงใหล บางครั้งก็เข้าใจอย่างถ่องแท้ บางครั้งก็ขมวดคิ้วครุ่นคิด
จะมีก็เพียงหลี่มู่หยุนที่อยู่นั่งตรงมุม ที่ฟังไปพลางจะหลับไปพลาง
ไม่ใช่ว่าผู้อาวุโสอู๋บรรยายไม่ดี แต่เป็นเพราะ... เนื้อหานั้นง่ายเกินไป สำหรับเขาการบรรยายนี้เปรียบเสมือนยอดปราชญ์มานั่งฟังทารกบวกเลขหนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสอง แถมยังใช้วิวิธีการคำนวณที่โบราณและเกอะกะที่สุดอีกด้วย
ในหัวของเขาเริ่มทำการอนุมาน ปรับปรุง และถึงขั้นวิพากษ์วิจารณ์เนื้อหาที่ผู้อาวุโสอู๋กำลังบรรยายโดยอัตโนมัติ
【ติ้ง! โฮสต์รับฟังการบรรยาย 《เคล็ดวิชาพลังปราณพื้นฐาน》 เปิดใช้งานผลของ ‘การอนุมานต้นกำเนิดเต๋า’! ทำการเติมเต็มเคล็ดวิชาบำเพ็ญที่ขาดหายโดยอัตโนมัติ ปรับปรุงประสิทธิภาพการเดินพลังวิญญาณขึ้น 300% อนุมานออกมาเป็นเคล็ดวิชาบำเพ็ญขั้นสูง 《เคล็ดวิชาปราณเก้าโคจร》 (ระดับปฐพีขั้นต่ำ)!】
สาระสำคัญของเคล็ดวิชาบำเพ็ญที่สมบูรณ์แบบ ทรงประสิทธิภาพ และตรงไปตรงมาถึงขีดสุดของขอบเขตกลั่นลมปราณไหลเวียนอยู่ในใจของเขา
หลี่มู่หยุนพยายามกลั้นหาวอย่างสุดความสามารถ เพื่อไม่ให้ตนเองหลับไปจริงๆ เขาจึงเริ่มสังเกตสถานะการบำเพ็ญเพียรของศิษย์รอบข้างแก้เบื่อ
ในความรู้สึกของเขา ศิษย์เหล่านี้เดินพลังวิญญาณตามวิธีที่ผู้อาวุโสอู๋บอก ไม่เพียงแต่ประสิทธิภาพจะต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แต่หลายจุดยังเกิดความเข้าใจผิด จนทำให้พลังวิญญาณเดินไม่สะดวก เกิดการติดขัดเล็กน้อยในเส้นลมปราณ หากปล่อยไว้เช่นนี้ไม่เพียงแต่จะส่งผลต่อความเร็วในการบำเพ็ญเพียร แต่ยังอาจทิ้งอาการบาดเจ็บภายในไว้ได้
"ตรงนี้พลังวิญญาณเดินผ่านเส้นลมปราณปอดไท่อิน ควรจะเบี่ยงไปอีกสามส่วน เดินผ่านจุดแยก ‘จุดอวิ๋นเหมิน’ ประสิทธิภาพจะเพิ่มขึ้นหนึ่งส่วน"
"เจ้าอ้วนคนนั้น ตอนควบแน่นพลังวิญญาณในตันเถียนหย่อนยานเกินไป บีบอัดไม่พอ สิ้นเปลืองพลังวิญญาณไปเปล่าๆ ถึงสามส่วน"
"นี่? แม่นางคนนี้เข้าท่ายิ่งนัก... รู้จักคลำทางไปถึงขอบเขตของ ‘ลมปราณดิ่งสู่จุดหยงเฉวียน’ เองได้ เสียดายที่ความพร้อมยังขาดไปมาก เกือบจะทำให้ลมปราณตีกลับแล้ว..."
เขาทำตัวประหนึ่งยอดปราชญ์ผู้มีประสบการณ์โชกโชน นั่งดูเด็กประถมทำการบ้าน เพียงปราดเดียวก็มองเห็นปัญหาและข้อบกพร่องของทุกคน แม้กระทั่งคิดหาวิธีปรับปรุงออกมาได้เป็นสิบๆ วิธีในชั่วพริบตา
เมื่อมองไปเรื่อยๆ เขาก็พลันรู้สึกว่า หากทำตามวิธีที่เขาปรับปรุงในหัว ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของศิษย์เหล่านี้จะเร็วขึ้นอย่างน้อยสามถึงห้าเท่า และรากฐานก็จะมั่นคงยิ่งขึ้น
ทันทีที่ความคิดนี้ผุดขึ้นมา เขาก็รู้สึกว่าตนเองกับโถงถ่ายทอดเคล็ดวิชาแห่งนี้ รวมถึงศิษย์ที่นั่งฟังอยู่เบื้องล่าง ได้เกิดสายสัมพันธ์อันละเอียดอ่อนบางอย่างขึ้น ประหนึ่งว่าเขากลายเป็นร่างจำลองของ "วิถี" ในมิติแห่งนี้ และได้รับสิทธิ์ในการ "ชี้แนะ" และ "ถ่ายทอดเต๋า" บางอย่าง
【ติ้ง! ตรวจพบโฮสต์มีความเข้าใจในเคล็ดวิชาที่เหนือกว่าระดับปัจจุบันอย่างมาก และเกิดเจตนาที่จะ ‘ถ่ายทอดเคล็ดวิชาความรู้’ เปิดใช้งานสถานะพิเศษ ‘การสั่งสอนด้วยวาจาและจรรยา’! โฮสต์สามารถชี้นำผู้ฟังในระยะใกล้ให้บรรลุเต๋าได้ ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับระดับเต๋าของโฮสต์และความเข้าใจของผู้ฟังเอง】
หลี่มู่หยุนชะงักไปเล็กน้อย
มีการเคลื่อนไหวแบบนี้ด้วยหรือ?
เขาจึงลองส่งสาระสำคัญส่วนเล็กๆ ของ 《เคล็ดวิชาปราณเก้าโคจร》 เกี่ยวกับ "การเดินพลังวิญญาณรอบโคจร" ที่อยู่ในโลกแห่งจิตสำนึกของเขา หลอมรวมเข้าไปในสายตา แล้ว... กวาดมองไปยังเหล่าศิษย์เบื้องล่างที่มีความเข้าใจเข้าท่าหน่อย
เขาไม่ได้เอ่ยปาก และไม่ได้ขยับร่างกาย
ทว่าในยามที่สายตาอันแฝงไปด้วยทำนองแห่งวิถีนั้นกวาดผ่าน ศิษย์เจ็ดแปดคนเบื้องล่างก็พลันสั่นสะเทือนไปทั้งร่าง!
พลังวิญญาณที่เดิมทีเดินไปตามระเบียบที่ผู้อาวุโสอู๋บอก ประหนึ่งถูกเติมเต็มด้วยน้ำพุอันใสสะอาด กลายเป็นมีชีวิตชีวาและลื่นไหลในทันที! จุดอุปสรรคบางอย่างที่เคยคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก ประหนึ่งกระดาษหน้าต่างที่ถูกเจาะจนทะลุ ทำให้ตาสว่างแจ้งในทันที! เส้นทางการเดินพลังวิญญาณเกิดการปรับตัวอย่างละเอียดอ่อนแต่สำคัญยิ่งยวดโดยไม่รู้ตัว ประสิทธิภาพพุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน!
"นี่? พลังวิญญาณของข้า... ดูเหมือนจะเร็วขึ้น?" "ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง! จุดอวิ๋นเหมิน! ควรจะเดินผ่านทางนี้!" "นี่... ลื่นไหลมาก! คอขวดเริ่มสั่นคลอนแล้ว!"
ศิษย์เหล่านั้นต่างแสดงสีหน้ายินดีปนกับความงุนงง พวกเขาไม่เข้าใจว่าเกิดอันใดขึ้น เพียงแต่รู้สึกประหนึ่งได้รับพรจากสวรรค์ จนเข้าใจจุดสำคัญบางอย่างแจ้งในพริบตา
การเปลี่ยนแปลงแม้เพียงเล็กน้อยเช่นนี้ มีหรือจะรอดพ้นสายตาของอู๋ชิงเฟิงที่อยู่บนแท่นสูงไปได้?
เขากำลังบรรยายถึงจุดสำคัญ ทว่ากลับสัมผัสได้อย่างฉับไวถึงความผันผวนของพลังวิญญาณที่ผิดปกติในตัวศิษย์หลายคน เส้นทางการเดินพลังเปลี่ยนเป็นลึกซึ้งและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ถึงขั้นก้าวข้ามขอบเขตของ 《เคล็ดวิชาพลังปราณพื้นฐาน》 ที่เขากำลังสอนอยู่อย่างเลือนลาง!
และต้นตอของการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้... ดูเหมือนจะชี้ไปยังหลี่มู่หยุนที่นั่งอยู่ตรงมุม ก้มหน้าประหนึ่งกำลังสัปหงกอยู่ผู้นั้น!
เสียงของผู้อาวุโสอู๋หยุดชะงักลงทันควัน เขาจ้องมองหลี่มู่หยุนเขม็ง รูม่านตาหดเกร็งเล็กน้อย
เมื่อครู่... เขาทำอันใดลงไป?!
ไม่มีความผันผวนของพลังวิญญาณ ไม่มีจิตสัมผัสสื่อสาร แม้แต่หัวก็ยังไม่ได้เงยขึ้นมามอง!
เพียงแค่นั่งอยู่ตรงนั้น ก็สามารถชี้นำให้ศิษย์หลายคนบรรลุได้? ปรับปรุงเคล็ดวิชาบำเพ็ญที่เขากำลังสอนอยู่อย่างนั้นหรือ?!
เป็นไปได้อย่างไร?! นี่คือเคล็ดวิชาอันใดกัน?!
ต่อให้อู๋ชิงเฟิงจะผ่านโลกมามาก ในยามนี้เขาก็ยังรู้สึกหนังหัวชาไปหมด! เรื่องนี้ก้าวข้ามขอบเขตความเข้าใจของเขาไปอย่างสิ้นเชิง!
ศิษย์คนอื่นๆ ในโถงใหญ่ต่างก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ ต่างพากันตื่นจากสภาวะบรรลุเต๋า มองไปยังผู้อาวุโสอู๋ที่หยุดชะงักไปอย่างงุนงง แล้วมองตามสายตาของเขาไปจนถึงหลี่มู่หยุนที่นั่งอยู่ตรงมุม
ชั่วเวลาหนึ่ง โถงใหญ่เงียบสงัดจนได้ยินเสียงเข็มหล่น บรรยากาศเปลี่ยนเป็นแปลกประหลาดถึงขีดสุด
หลี่มู่หยุนเองก็สัมผัสได้ถึงสายตานับไม่ถ้วนที่จับจ้องมาที่เขา เขาจึงเงยหน้าขึ้นอย่างจนใจ บนใบหน้าแสดงความ "ว่างเปล่า" และ "ไร้เดียงสา" ออกมาได้อย่างพอดิบพอดี ประหนึ่งจะถามว่า: เกิดอันใดขึ้น? บรรยายจบแล้วหรือ? กลับได้หรือยัง?
เมื่ออู๋ชิงเฟิงเห็นท่าทางแบบนั้น ก็รู้สึกอึดอัดที่หน้าอกจนแทบจะกระอักเลือดเก่าออกมา
เขาต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อยู่หลายครั้ง ถึงจะพอข่มคลื่นยักษ์ในใจลงได้ เขากระแอมไอทีหนึ่งแล้วพยายามดึงหัวข้อกลับมา: "หืม... สิ่งที่บรรยายไปเมื่อครู่ คือจุดสำคัญเบื้องต้น พวกเจ้าต้องหมั่นทำความเข้าใจให้ดี ต่อไปเราจะพูดถึงส่วนถัดไป..."
ทว่าในการบรรยายช่วงต่อมา ผู้อาวุโออู๋ดูจะจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอย่างเห็นได้ชัด สายตามักจะเหลือบมองไปทางหลี่มู่หยุนอยู่บ่อยครั้ง และการบรรยายก็ไม่ลื่นไหลเป็นธรรมชาติเหมือนเก่า
ส่วนศิษย์ที่อยู่เบื้องล่าง โดยเฉพาะศิษย์หลายคนที่พึ่ง "บรรลุ" มาอย่างงงๆ ยิ่งฟังอย่างไม่มีสมาธิ ต่างแอบลอบมองหลี่มู่หยุนด้วยสายตายำเกรงและอยากรู้อยากเห็นเป็นระยะ
การบรรยายธรรมถ่ายทอดเคล็ดวิชาที่ควรจะเคร่งครัดและจริงจัง กลับต้องจบลงอย่างไม่สวยงามนักเพราะการกระทำที่ไม่ได้ตั้งใจของ "เจ้าคนโกง" บางคน
หลังจบการบรรยาย ผู้อาวุโสอู๋ก็หายตัวไปจากแท่นสูงในทันที เขาต้องรีบไปรายงานสถานการณ์ที่เหนือจินตนาการอย่างสิ้นเชิงในวันนี้ให้เบื้องบนทราบ
ส่วนหลี่มู่หยุน ภายใต้สายตาอันนับไม่ถ้วนที่มองมา เขาก็บิดขี้เกียจทีหนึ่งแล้วลุกขึ้นเดินออกจากโถงไปอย่างช้าๆ
ขณะเดินไป เขาก็บ่นวิพากษ์วิจารณ์อยู่ในใจอย่างจนใจ:
"บรรยายธรรมนี่... ฟังแล้วเหนื่อยจริงๆ"
"รู้อย่างนี้ว่าประสิทธิภาพจะแย่ขนาดนี้ ไม่สู้ให้ข้าบรรยายเองเสียยังดีกว่า..."