- หน้าแรก
- สองแม่ลูกย้อนเวลา พลิกชะตาท้าลิขิต
- บทที่ 12 - หนึ่งคนงัดข้อทั้งบ้าน
บทที่ 12 - หนึ่งคนงัดข้อทั้งบ้าน
บทที่ 12 - หนึ่งคนงัดข้อทั้งบ้าน
เช้าวันรุ่งขึ้น ฟ้าสาง
เหลิ่งฮุ่ยตื่นมาล้างหน้าแปรงฟัน เทฉี่ในถุงทิ้ง ชงนมให้แม่กินเสร็จ ก็บอกกล่าวแล้วรีบแจ้นกลับบ้าน
"นังตัวล้างผลาญ ยังกล้ากลับมาอีกเหรอ!"
พอขึ้นบันไดมาชั้นสอง แม่เฒ่าเหลิ่งที่นั่งหวีผมอยู่หน้าบ้านก็เห็นเธอทันที พอนึกถึงเงินกับตั๋วที่โดนแย่งไปเมื่อวาน ก็โกรธจนควันออกหู
"นี่บ้านฉัน ทำไมฉันจะไม่กล้ากลับ?"
ในวันสิ้นโลก เพื่อข้าวแค่มื้อเดียว บางคนถึงกับกล้าฆ่าคนวางเพลิง ที่บ้านมีข้าวฟรีให้กิน ทำไมเธอจะไม่กลับ?
"เมื่อวานแกแย่งเงินพ่อแกไปทำไม นั่นมันค่ากับข้าวที่พ่อแกต้องให้ฉัน เอาคืนมาเดี๋ยวนี้!"
เหลิ่งฮุ่ยสบถในใจว่าซวยชะมัด เมื่อวานยายแก่ไปบ้านอาเล็ก นึกว่าจะค้างสักหลายคืน ดันกลับมาเร็วกว่าที่คิด
เหลิ่งฮุ่ยอาจลืมไปว่า ยุคนี้ไปเยี่ยมญาติก็ต้องรู้กาละเทศะ ไปกินข้าวบ้านคนอื่นต้องพกเสบียงไปเอง
ยุคปันส่วนอาหาร บ้านไหนก็ไม่มีข้าวเหลือเฟือ
"ได้ยินไหม? เอาเงินมา!"
แม่เฒ่าเหลิ่งถอดรองเท้า ทำท่าจะเอาพื้นรองเท้าฟาด
เจอคนเล่นบทโหด เหลิ่งฮุ่ยโหดกว่า ถลกแขนเสื้อเตรียมบวก "เงินไม่มี มีแต่ชีวิต ดูท่าทางอยากจะลงไม้ลงมือกับฉันเหรอ?"
แม่เฒ่าเหลิ่งแค่ขู่ฟ่อๆ พอเห็นนังเด็กเปรตทำท่าดุร้ายกว่าตัวเอง ใจก็เริ่มฝ่อ แต่กลัวเสียหน้า ไม่รู้จะลงบันไดยังไง
โชคดีที่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนออกมาช่วยกู้สถานการณ์
เหลิ่งหย่งคังได้ยินเสียงโวยวาย ไม่กล้านอนต่อ รีบแต่งตัวออกมา พอดีเห็นเหลิ่งฮุ่ยถลกแขนเสื้อ
เขารีบร้องห้าม "ฮุ่ยฮุ่ย ถลกแขนเสื้อจะทำอะไร? จะตีกับย่าแกหรือไง?"
มันจะบาปกรรมเกินไปแล้ว!
เหลิ่งฮุ่ยเท้าเอว ทำหน้าตาน่าสงสาร "หนูอยู่โรงพยาบาลไม่มีข้าวกิน จะกลับมากินข้าว ยายแก่ก็ทวงแต่เงิน หนูไม่ให้ก็จะเอารองเท้าตบหนู หนูจะไม่ป้องกันตัวได้ไง?"
ใครจะไปรู้ว่าพื้นรองเท้านั่นเหยียบอะไรมาบ้าง
เหลิ่งหย่งคังเถียงไม่ออก "เมื่อวานก็ให้เงินไปแล้ว ไม่พอค่าข้าวกินหรือไง?"
"มีเงินไม่มีตั๋ว จะให้ไปซื้อข้าวที่ไหน? พ่อบอกพิกัดมาสิ เดี๋ยวหนูออกไปกินเลย ข้าวที่บ้านหนูจะถือว่าเทให้หมากิน!"
ฝูง 'หมา' บ้านเหลิ่งที่ตื่นเช้ามา: "..."
เหลิ่งฮุ่ยเห็นหน้าดำหน้าแดงของพวกนั้นแล้วสะใจพิลึก
"โอ๊ย!"
แม่เฒ่าเหลิ่งเจ็บหน้าอก กุมอกทรุดนั่งลงบนม้านั่ง "เจ้าใหญ่! วันนี้แกไปหย่ากับเมียแกเดี๋ยวนี้! แล้วไล่นังลูกทรพีที่มันคลอดออกมาไปให้พ้นๆ บ้านฉันไม่ต้อนรับพวกเนรคุณ ขืนให้อยู่ต่อ ฉันคงอกแตกตายเข้าสักวัน!"
สิ้นคำประกาศ คนที่ร้อนรนที่สุดไม่ใช่พ่อลูกบ้านใหญ่ แต่เป็นผัวเมียบ้านรอง โดยเฉพาะซุนเสี่ยวจวน ถ้าบ้านนี้ขาดเงินเดือนถังหลินไป มีหวังได้กินลมกินแล้งกันหมด
ซุนเสี่ยวจวนตบต้นขาฉาด รีบเข้าไปลูบหลังแม่ผัว "โธ่ คุณแม่ขา เรื่องหย่าร้างจะพูดส่งเดชได้ไง โบราณว่าทุบวัดเจ็ดวัดยังไม่เท่าทำลายการแต่งงานหนึ่งคู่ พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ทำบุญร่วมชาติกันมา จะให้หย่ามันไม่ดีหรอกค่ะ"
"อีกอย่าง คนในครอบครัวลิ้นกับฟันก็ต้องมีกระทบกระทั่งกันบ้าง แม่จะมาโมโหแล้วไล่ให้หย่าแบบนี้ไม่ได้ เกิดพี่ใหญ่พี่สะใภ้เอาจริงขึ้นมา จะทำไง? จะให้พี่ใหญ่เป็นพ่อม่ายไปตลอดชีวิตเหรอคะ?"
แม่เฒ่าเหลิ่งปากแข็ง "ลูกชายฉันไม่มีทางเป็นพ่อม่าย เดี๋ยวพอมันหย่า ฉันจะควักเงินแต่งเมียใหม่ตูดใหญ่ๆ ให้มัน มีลูกชายสักเจ็ดแปดคน คราวนี้ดูซิว่านังถังหลินจะมาเบ่งใส่หน้าฉันได้อีกไหม! ทำเป็นเก่ง นึกว่าโลกนี้ขาดมันแล้วคนอื่นจะอยู่ไม่ได้!"
เหลิ่งหย่งคังร้องขออย่างหมดรูป "แม่... ไหว้ล่ะ อย่าพูดอีกเลย ลูกเต้าโตป่านนี้แล้ว จะหย่าอะไรกัน ผมจะเอาหน้าไปไว้ไหน? ท่านประธานเหมาบอกว่าผู้หญิงแบกฟ้าไว้ครึ่งหนึ่ง ความคิดแม่มันล้าหลังแล้ว ต่อไปอย่าพูดอีกนะ"
ทุกคนช่วยกันกล่อมจนแม่เฒ่าเหลิ่งยอมสงบลง ไม่พูดเรื่องหย่าอีก
แต่พอหันกลับมามองตัวต้นเรื่อง ก็พบว่านังตัวดีตักข้าวต้มกินกับผักดองอย่างเอร็ดอร่อยไปแล้ว
เหลิ่งเหมยมองเหลิ่งฮุ่ยที่นั่งกินอย่างทองไม่รู้ร้อนด้วยความนับถือ แล้วหันไปมองหน้าดำๆ ของพวกผู้ใหญ่ ก่อนจะหดคอลงพยายามทำตัวให้ลีบที่สุด
เหลิ่งฮุ่ยซดข้าวต้มคำสุดท้าย วางตะเกียบแล้วเช็ดปาก "ตกลงกันเสร็จยัง? ถ้าตกลงกันแล้วบอกด้วยนะ ถ้าจะหย่า แม่ฉันอยู่โรงพยาบาลไม่สะดวกมา ฉันดำเนินการแทนให้ได้"
"แกดู! แกดู! ดูไอ้ลูกทรพีที่แกปั้นมา!" แม่เฒ่าเหลิ่งโกรธจนตัวสั่น
"เหลิ่งฮุ่ย!" เหลิ่งหย่งคังแทบกระอักเลือดตายเพราะลูกคนนี้ "แกอยากให้พ่อกับแม่หย่ากันนักเหรอ? หย่าแล้วแกได้ประโยชน์อะไร พูดจาเลอะเทอะ สงสัยจะคันไม้คันมืออยากโดนดี!"
เหลิ่งหย่งคังมองซ้ายมองขวาหาอาวุธ
เหลิ่งเหมยเงียบๆ ยื่นไม้กวาดที่มุมห้องใส่มือลุง
เหลิ่งฮุ่ยเห็นฉากนี้แล้วขำกลิ้ง นางเอกผู้จิตใจดีงาม... ถุย! กินอิ่มแล้ว ไม่หนีก็โง่
"พวกคุณอย่าเพิ่งได้ใจไป ยุยงให้พ่อแม่ฉันหย่ากัน พวกคุณมีส่วนร่วมเต็มๆ ฉันบอกไว้ก่อน หย่าได้ แต่พวกคุณต้องย้ายออกไปให้หมด บ้านนี้เป็นบ้านสวัสดิการจากหน่วยงานแม่ฉัน!"
สิ้นเสียง หน้าประตูไร้เงาเหลิ่งฮุ่ย ได้ยินแต่เสียงฝีเท้า 'ตึงๆๆ' วิ่งลงบันไดไปอย่างไว
ซุนเสี่ยวจวนมองเหลิ่งหย่งคังที่ง้างไม้กวาดค้างกลางอากาศ รีบปลอบแม่ผัว "แม่คะ เป็นผัวเมียกันบุญวาสนาตั้งกี่ชาติ จะให้เลิกง่ายๆ ได้ไง เรารู้ว่าแม่หวังดีกับลูกหลาน แต่คนไม่รู้จะหาว่าแม่ใจร้ายกับเด็กๆ วันหลังอย่าพูดเรื่องนี้อีกเลยค่ะ มาช่วยกันทำมาหากินดีกว่า"
"ใช่แม่ เห็นบ้านช่องวุ่นวายแบบนี้ผมปวดหัว อยากอยู่ก็อยู่ดีๆ เถอะ อย่าให้เกิดศึกในบ้านเลย" เหลิ่งหย่งซิงเสริม แล้วผลักซุนเสี่ยวจวนแรงๆ
ซุนเสี่ยวจวนเซถลา "ยังไม่รีบไปตักข้าวให้แม่อีก ผมกับพี่ใหญ่กินแล้วต้องรีบไปทำงาน เด็กๆ ก็ต้องไปโรงเรียน เดี๋ยวสาย"
ซุนเสี่ยวจวนค้อนขวับ เก็บความโกรธไว้ แล้วหันไปฟาดงวงฟาดงาใส่เหลิ่งเหมย "นั่งบื้ออยู่ทำไม รอให้ฉันประเคนเหรอ? ไปหยิบถ้วยชามมาสิ โตป่านนี้แล้วไม่มีตาดูหูฟัง เสียข้าวสุกจริงๆ"
เหลิ่งเหมยลูบแขนที่โดนตี ก้มหน้าจ้ำอ้าวไปเอาชามในครัว
ส่วนในใจนางจะรู้สึกยังไง ไม่มีใครสน
แม่เฒ่าเหลิ่งรับชามข้าวต้มจากสะใภ้รอง มองค้อนวงใหญ่ใส่ทุกคน "ฉันยอมเป็นคนเลว พวกแกเป็นคนดีกันหมดสิ ที่ฉันอาละวาดเนี่ยเพื่อใคร? ก็เพื่อพวกแกทั้งนั้น ถ้าฉันไม่กดหัวเมียเจ้าใหญ่ไว้ พวกแกจะมีชีวิตสุขสบาย มีข้าวกินอิ่มเหรอ? ค่าใช้จ่ายในบ้านแต่ละวัน พวกแกรู้อยู่แก่ใจ พอเกิดเรื่องก็รุมชี้นิ้วด่าฉัน นี่เหรอคนเป็นลูกเป็นหลาน?"
สองพี่น้องมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่มีใครกล้าพูด
สุดท้ายซุนเสี่ยวจวนต้องรับหน้า "แม่คะ เมื่อกี้พวกเราแค่ไม่อยากให้บรรยากาศมันตึงเครียด ไม่งั้นด้วยนิสัยนังฮุ่ย มันคงไปป่าวประกาศให้รู้กันทั้งแฟลต ถึงตอนนั้นพวกเรานั่นแหละจะขายหน้า"
"พวกจิตใจสกปรก!"
แม่เฒ่าเหลิ่งด่าลอยๆ แล้วก้มหน้าซดข้าวต้ม ไม่รู้ว่าด่าใคร หรือด่ากราดทุกคน
[จบแล้ว]