- หน้าแรก
- อกหักกลับเกาะพร้อมระบบ ทะเลนี้คือขุมทรัพย์ทองคำ
- บทที่ 69 สอบใบขับขี่เรือ
บทที่ 69 สอบใบขับขี่เรือ
บทที่ 69 สอบใบขับขี่เรือ
คนทั้งบ้านนั่งล้อมวงกินกันจนอิ่มหนำสำราญ โดยเฉพาะหลิงหลิงกับว่านว่านที่ดูจะมีความสุขมากเป็นพิเศษ เพราะรสชาติอาหารในร้านนั้นอร่อยถูกปากกว่าฝีมือปลายจวักของคุณแม่หลายเท่าตัวนัก
สองหนูน้อยแทบจะเลียชามซุปนมสดจนเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่หยดเดียวในตอนท้ายมื้อ
เมื่อถึงเวลาจ่ายเงิน เจียงเฟิ่งรีบเดินตามไปยืนเฝ้าอยู่ข้างๆ น้องชายเพื่อคอยดูราคาให้เห็นกับตา
“จานผลไม้รวมทางร้านแถมให้ฟรีค่ะ ทั้งหมดราคาเพียงสองร้อยสามสิบหยวนเท่านั้น”
เมื่อเห็นว่าอาหารกองโตขนาดนั้นเจียงหานจ่ายเงินไปแค่สองร้อยกว่าหยวน เจียงเฟิ่งก็ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
ดูเหมือนว่าสิ่งที่น้องชายบอกจะเป็นเรื่องจริงที่เขาสั่งเฉพาะเมนูที่ทำจากของทะเลที่หามาฝากไว้ และจ่ายเพียงค่าปรุงอาหารเท่านั้น
เธอเริ่มรู้สึกว่าตัวเองคงจะล้าหลังเกินไปจริงๆ วันๆ มัวแต่อยู่แต่บนเกาะจนไม่รู้เลยว่าเรื่องราวในตัวเมืองเขาพัฒนาไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ความคุ้นเคยกับพื้นที่นี้เธอยังแพ้น้องชายที่เพิ่งกลับมาเสียอีก
เจียงเฟิ่งเหลือบมองนาฬิกาแล้วหันไปถามสามี “เหวินซาน นายต้องรีบไปแล้วใช่ไหม”
ขืนชักช้าจนลมทะเลเริ่มแรงขึ้น การจะข้ามฝั่งไปโรงงานก็คงจะลำบาขึ้นอีก เจียงหานรีบเอ่ยขัดขึ้น
“พี่เขยครับ เดี๋ยวพี่รอผมสักแป๊บนะ วันนี้ผมจะข้ามไปส่งพี่เอง”
เจียงเหวินซานนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าตอบรับ
“เอาอย่างนั้นก็ได้” เขามองไปที่ภรรยา “คุณพาลูกกลับบ้านไปก่อนนะ ไปคอยคุมให้พวกแกทำแบบฝึกหัดให้เสร็จด้วย”
เจียงเฟิ่งเห็นดีเห็นงามด้วย เพราะวันนี้เด็กๆ เที่ยวเล่นมานานเกินพอแล้ว ถึงเวลาที่ต้องกลับไปเคร่งครัดเรื่องการเรียนเสียที
เจียงหานที่ยืนฟังอยู่ได้แต่แอบนึกสงสารหลานสาวทั้งสองอยู่ในใจที่ต้องมีตารางชีวิตที่ตึงเครียดขนาดนี้ แต่เขาก็ไม่กล้าเข้าไปสอดแทรกวิธีการสอนลูกของพี่สาว
“พี่เขยครับ เดี๋ยวผมมา”
เจียงหานเดินดุ่มเข้าไปในครัวของร้านอย่างคุ้นเคย เชฟใหญ่ประจำร้านเห็นเขาก็ยกมือทักทายอย่างเป็นกันเอง
เจียงหานหยิบกระปุกโหลแก้วใบใหญ่สองใบที่ปิดผนึกไว้อย่างดีออกมาจากตู้แช่ ใบแรกคือมันปูบดดอง และอีกใบคือหอยกะพงดอง ซึ่งแม้จะไม่ใช่ของล้ำค่าราคาสูงอะไร แต่มันคือของโปรดติดบ้านที่คนบนเกาะขาดไม่ได้ เหมือนกับที่คนในเมืองต้องมีผักดองหรือเครื่องเคียงไว้กินกับข้าวนั่นแหละ
เขายื่นโหลทั้งสองใบให้พี่เขย “พี่เขยครับ นี่คือของที่ผมให้คนในครัวช่วยดองไว้ให้ตั้งแต่วันก่อน พี่พกไปกินที่โรงงานด้วยนะ”
ภาพตรงหน้าทำให้เจียงเหวินซานถึงกับนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง
ในอดีตยามที่เจียงหานต้องไปเรียนหนังสือ พี่สาวมักจะคอยเตรียมของพวกนี้ส่งไปให้เพราะกลัวน้องชายจะกินอาหารที่อื่นไม่ลง แต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับตาลปัตร กลายเป็นเจียงหานที่มาเป็นฝ่ายจัดเตรียมของพวกนี้ให้เขาแทน
คำพูดของภรรยาที่ว่า 'น้องชายโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว' ผุดขึ้นมาในหัวของเขา เจียงเหวินซานรับของมาแล้วเอ่ยสั้นๆ
“ขอบใจนะ”
เขารู้ดีว่าเจียงหานไม่ใช่คนไม่เอาไหน เพียงแต่ความกังวลที่กลัวน้องเมียจะล้มเหลวกับการเป็นชาวประมงยังคงมีอยู่เต็มอก เพราะเขารู้ซึ้งดีว่าอาชีพนี้มันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
เมื่อเจียงหานไปส่งพี่เขยถึงท่าเรือเพื่อข้ามฝั่ง เจียงเหวินซานกำลังจะกล่าวลาแต่กลับเห็นเจียงหานก้าวเท้าตามขึ้นมาบนเรือด้วย
“นายจะเข้าเขตผู่ด้วยเหรอ”
“ผมต้องไปสอบใบขับขี่เรือน่ะครับ ไม่อย่างนั้นเรือที่เพิ่งซื้อมาก็เหมือนมีไว้ตั้งโชว์เฉยๆ ขับไปไหนไม่ได้”
เรื่องสอบใบขับขี่นั้นเจียงเหวินซานไม่นึกห่วงน้องชายเลยสักนิด เพราะอย่างไรเสียเจียงหานก็เป็นถึงระดับนักศึกษามหาวิทยาลัย เรื่องแค่นี้น่าจะผ่านได้สบาย
“ถ้าอย่างนั้นก็สู้ๆ ล่ะ”
“แน่นอนครับพี่”
หลังจากแยกย้ายกันที่ท่าเรือฝั่งเขตผู่ เจียงเหวินซานก็ขึ้นรถเมล์มุ่งหน้าไปยังโรงงาน ส่วนเจียงหานเรียกแท็กซี่เพื่อตรงไปยังโรงแรมที่จองไว้ผ่านแอปพลิเคชัน
เนื่องจากสภาพอากาศทางทะเลนั้นเดาใจลำบาก เขาจึงกลัวว่าหากกลับไปนอนที่เกาะแล้วพรุ่งนี้อากาศแปรปรวน เรืออาจจะออกไม่ได้จนทำให้เขาเสียเวลาสอบ
การสอบและทำเรื่องเอกสารต่างๆ ครั้งนี้ต้องใช้เวลาถึงสองวัน เจียงหานจึงตัดสินใจว่าจะจัดการเรื่องใบอนุญาตทำการประมงและเอกสารอื่นๆ ให้เสร็จสิ้นภายในรวดเดียวไปเลย ทำให้เขาต้องพำนักอยู่ในเขตผู่ถึงสามคืน ซึ่งช่วงเวลาสามวันนี้เองก็เพียงพอที่จะปล่อยให้สีทาเรือที่เขาทาไว้แห้งสนิทจนพร้อมใช้งานพอดี
ยามค่ำคืนในห้องพักโรงแรม เจียงหานไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า เขาต่อสายหาจางไห่ไต้ทันที
“ในเมื่อพวกเรามีเรือเป็นของตัวเองแล้ว นายลองไปแถวหาดเลนดูนะ แล้วขุดเอาไส้เดือนทะเลกลับมาเตรียมไว้สักหน่อย”
จางไห่ไต้ตื่นเต้นมากที่มีงานให้ทำ เขาบุกไปที่หาดเลนทันทีที่น้ำลด แต่หลังจากคุ้ยทรายอยู่นานเขาก็ต้องพบกับความว่างเปล่าจนเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไร้ประโยชน์ เขารีบโทรกลับมาหาเจียงหานด้วยน้ำเสียงหดหู่
“พี่หานครับ ผมหาไม่เจอเลยสักตัว พี่ช่วยกำหนดพิกัดให้ผมหน่อยได้ไหมครับ”
เพราะชินกับการที่เจียงหานคอยบอกตำแหน่งแม่นๆ ให้เสมอ จางไห่ไต้จึงเริ่มมีนิสัยติดการพึ่งพาเจียงหานเข้าเสียแล้ว เจียงหานฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“นายลองเปิดวิดีโอคอลดูสิ”
เขาอยากรู้ว่าระบบสแกนไร้ขีดจำกัดของเขาจะสามารถสแกนผ่านหน้าจอโทรศัพท์ได้หรือไม่ ทว่าความจริงกลับน่าผิดหวัง บนหน้าจอสมาร์ทโฟนของเขาเห็นเพียงภาพหาดเลนธรรมดาๆ ระบบไม่ได้แสดงภาพความร้อนหรือพิกัดสิ่งมีชีวิตใต้ดินออกมาเลยแม้แต่น้อย
“พี่หาน เห็นพิกัดหรือยังครับ ผมต้องขุดตรงไหนถึงจะเจอไส้เดือนทะเล”
เจียงหานหลับตานิ่งเพื่อทบทวนความทรงจำจากการสแกนครั้งก่อนๆ ที่เคยแวะเวียนไปแถวนั้น เขาจำได้ว่าในหาดเลนมีไส้เดือนทะเลอาศัยอยู่ชุกชุม เพียงแต่พวกมันมีรูปร่างที่ดูน่าขยะแขยงเล็กน้อยแถมยังมีขนที่ตัวและเคลื่อนไหวไปมาได้รวดเร็ว ยามที่เขาตั้งหน้าตั้งตาหาของทะเลที่มีราคาสูง เขาจึงมักจะมองข้ามพวกมันไป
แต่ตอนนี้ในเมื่อเขามีเรือและต้องการออกไปตกปลา ไส้เดือนทะเลนี่แหละคือสุดยอดเหยื่อตกปลาครอบจักรวาลที่ได้ผลดีที่สุดในทะเล
“นายลองเดินไปหาดูแถวๆ ที่มีหญ้าทะเลขึ้นหนาๆ ดูนะ”
ภาพจำในหัวของเขาระบุว่าพวกไส้เดือนทะเลมักจะชอบซ่อนตัวอยู่ใต้ดินโคลนที่พันรอบรากหญ้าทะเล
จางไห่ไต้ไม่รอช้าและยังคงศรัทธาในคำพูดของเจียงหานเต็มร้อย เขาใช้พลั่วเหล็กขุดลงไปที่กอหญ้าเพียงครั้งเดียว ไส้เดือนทะเลตัวยาวก็ดีดตัวออกมาจากรากหญ้าทันที
“โอ้โห! พี่หาน พี่สุดยอดจริงๆ ขนาดสั่งการข้ามจังหวัดผ่านหน้าจอพี่ยังแม่นขนาดนี้เลยเหรอครับเนี่ย”
เจียงหานได้แต่ถอนหายใจยาวพลางส่ายหน้า เขาไม่ได้วิเศษขนาดนั้นหรอก เพียงแค่ความจำเขาดีกว่าชาวบ้านทั่วไปก็เท่านั้น
“ขุดเก็บไว้เยอะๆ หน่อยล่ะ แล้วหาที่เก็บให้พ้นแดดด้วย รอฉันกลับไป”
สามวันผ่านไป เอกสารและใบอนุญาตทุกใบก็มานอนอยู่ในมือของเจียงหานจนครบถ้วน เมื่อเขากลับมาถึงเกาะจางไห่ไต้ก็รีบเอาผลงานมาอวดด้วยความดีใจ
“พี่หานครับ ผมขุดไส้เดือนทะเลมาได้เพียบเลย มีตั้งสองโหลใหญ่ๆ น่าจะเกินร้อยตัวได้นะพี่”
เจียงหานมองดูจำนวนเหยื่อแล้วยิ้มออกมา อย่างน้อยหนึ่งร้อยตัวก็เพียงพอที่จะทำมาหากินในทริปแรกได้แล้ว และตอนนี้เขามีเรือที่ไม่ต้องง้อตารางน้ำขึ้นน้ำลงเหมือนตอนเดินหาปลาตามชายหาดอีกต่อไป
“เจียงหาน เรือลำที่ตากสีไว้อยู่นั่นน่ะของแกใช่ไหม” ป้าเหยินที่มองเห็นเขาเดินมาแต่ไกลตะโกนถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ใช่ครับป้า ผมเพิ่งซื้อมาน่ะ”
ป้าเหยินถึงกับอ้าปากค้างด้วยความทึ่ง
“ไอ้หนูนี่มันแน่จริงๆ วุ้ย! ยังหนุ่มอยู่แท้ๆ แต่มีปัญญาซื้อเรือเป็นของตัวเองแล้ว ถ้าพ่อแม่แกยังอยู่บนฟ้าเห็นแบบนี้คงจะดีใจจนเนื้อเต้นแน่ๆ”
เจียงหานยิ้มรับด้วยความสุภาพ “ผมเองก็คิดว่าคงเป็นเพราะพ่อแม่คอยคุ้มครองผมนั่นแหละครับป้า”
แม้พ่อแม่จะจากไปนานแล้ว แต่ลึกๆ เขาก็ยังเชื่อมั่นเสมอว่าพวกเขาไม่ได้จากไปไหนไกล เพียงแต่เฝ้ามองดูความสำเร็จของลูกชายจากเบื้องบนเท่านั้น ป้าหลี่ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ก็รีบปรี่เข้ามาถามไถ่ราคาด้วยอีกคน
“เจียงหาน เรือลำนี้แกได้มาเท่าไหร่ล่ะนั่น”
“พอดีได้มาจากเพื่อนที่เขาอยากรีบปล่อยขายน่ะครับป้า เลยได้มาในราคามิตรภาพหน่อย”
เจียงหานเลี่ยงที่จะบอกราคาตัวเลขจริงๆ เพื่อไม่ให้กลายเป็นขี้ปากชาวบ้านไปมากกว่านี้
ตาเฒ่าจางที่ยืนฟังอยู่ก็มองเรือลำนั้นด้วยสายตาแห่งความถวิลหาอดีต
“เมื่อสามสิบปีก่อน ฉันเองก็เคยเกือบจะมีโอกาสได้เป็นเจ้าของเรือแบบนี้สักลำเหมือนกันนะ”
ชาวบ้านที่อยู่รอบๆ พากันหัวเราะร่าด้วยความขบขัน
“คำว่าเกือบของแกก็คือไม่ได้ซื้อนั่นแหละวะตาจาง! ต้องยอมรับเลยว่าเจียงหานเขาเก่งจริง ไม่เสียแรงที่เรียนจบระดับมหาวิทยาลัยมา ไม่เห็นพูดเห็นบ่นอะไรสักคำ แต่อยู่ดีๆ ก็ขับเรือลำเบ้อเริ่มมาจอดเฉยเลย”
ในขณะนั้นเอง เย่เถียนเถียนก็เดินผ่านมาทางนั้นพอดี เธอหยุดชะงักและมองเจียงหานด้วยสายตาแปลกๆ ก่อนจะถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่มั่นใจนัก
“นี่นาย... ซื้อเรือจริงๆ เหรอ”
เจียงหานไม่ได้ตอบอะไรเธอ แต่ป้าหลี่ที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับเป็นฝ่ายออกตัวตอบให้แทนเสียเอง
“จะของปลอมได้ยังไงล่ะแม่หนูเถียนเถียน ก็เรือที่ตากสีไว้ตรงท่าเรือหมู่บ้านมาหลายวันนั่นแหละของเขา ตอนนี้สีมันแห้งพร้อมลงน้ำแล้วล่ะ”
เย่เถียนเถียนเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะถามต่อ
“เรือลำใหญ่มั้ย... ฉันขอเดินไปดูเรือของนายหน่อยได้ไหม”