- หน้าแรก
- หนึ่งวันต่อหนึ่งปีพลัง เจ้ายังเสียใจอีกหรือ
- บทที่ 53 ไม่ใช่แล้ว แบบนี้มันปกติที่ไหนกันวะ?!
บทที่ 53 ไม่ใช่แล้ว แบบนี้มันปกติที่ไหนกันวะ?!
บทที่ 53 ไม่ใช่แล้ว แบบนี้มันปกติที่ไหนกันวะ?!
พรรคจิ้วปัง
หอประมุขสาขา
"ตามล่าตัวคนได้ไหม?" หลี่เจินหลงหรี่ตาลง เขานั่งอยู่กลางหอด้วยใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์
เขากำลังจ้องมองซากศพสองร่างที่วางอยู่ตรงหน้า บาดแผลบนศพนั้นน่าสยดสยองจนน่าใจหาย
กระดูกขาวโพลนถูกบีบเค้นจนแตกกระจายเป็นรูปดอกไม้อย่างโหดเหี้ยม
เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของพลังเมฆากระเรียนที่ยังหลงเหลืออยู่บนบาดแผลนั้น สีหน้าของเขาพลันเปลี่ยนเป็นประหลาดใจ
กระบวนท่าของหมัดทรงกระเรียน... มีท่าแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
เฉินหรงพยักหน้ารับ "นอกจากคู่พิณขาวดำที่ถูกศิษย์น้องเล็กฆ่าเมื่อคืนแล้ว ยังมีศิษย์จากสิบแปดอาราม และพวกนักฆ่าจากสี่พรรคใหญ่... ทั้งหมดถูกศิษย์จัดการหักแข้งหักขาจนสิ้นฤทธิ์ไปแล้วครับ"
"ศิษย์น้องเล็กนี่ช่างดึงดูดใจคนจริงๆ แค่คืนเดียวกลับมีคนบุกมามากมายขนาดนี้..."
เขาอดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเข้าลึก
นับตั้งแต่เรื่องคู่พิณขาวดำเมื่อคืน เขาก็ไม่กล้าประมาทอีก รีบนำกำลังคนของพรรคจิ้วปังมาประจำการคุ้มกันรอบๆ บ้านของศิษย์น้องเล็กทันที
แต่ใครจะไปนึก ว่านอกจากคู่พิณขาวดำแล้ว ยังมียอดฝีมือที่มีชื่อเสียงอีกหลายคนดาหน้ากันมาเพื่อจะสังหารฮั่วหลิงเฟย
"อืม..." หลี่เจินหลงพยักหน้า "ฆ่าทิ้งให้หมด ตัดหัวพวกมันส่งคืนไปให้ขุมกำลังที่หนุนหลังอยู่ด้วย"
แววตาของเขาเรียบเฉย เขาลุกขึ้นยืนช้าๆ เดินไปหยุดอยู่ที่หน้าศพทั้งสอง มือหนาลูบไล้ไปตามดอกไม้กระดูกนั้น ความประหลาดใจในดวงตาเริ่มทวีความเข้มข้นขึ้น
ศิษย์คนนี้ดูเหมือนจะสร้างความประหลาดใจให้เขาไม่หยุดหย่อนจริงๆ
เขาย่อมมองออกถึงความน่ากลัวของกระบวนท่านี้
การจะบีบกระดูกให้กลายเป็นรูปดอกไม้ได้นั้น อย่างน้อยความเข้าใจในวิชานี้ต้องบรรลุถึงขั้นสูงสุด ท่านี้เกรงว่าเขาคงจะบรรลุขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง...
ไม่ผิดแน่
ความคิดของเขาต่างจากเฉินหรง
เขาสังเกตการฝึกหมัดทรงกระเรียนของฮั่วหลิงเฟยมาโดยตลอด ย่อมรู้ดีว่าศิษย์รักบรรลุพลังเจตจำนงเมื่อไหร่
ด้วยพรสวรรค์ระดับนั้น ท่านี้ต้องเป็นท่าที่เขาคิดค้นขึ้นมาเองแน่นอน...
พอนึกถึงตรงนี้
หัวใจของหลี่เจินหลงก็สั่นไหววูบหนึ่ง ทว่าเขายังคงรักษาท่าทีสงบนิ่งเอาไว้
ไม่นึกเลยว่าพรสวรรค์ของศิษย์คนนี้จะสูงส่งถึงเพียงนี้
ความเข้าใจในหมัดทรงกระเรียนเกรงว่าจะก้าวข้ามยอดฝีมือที่ฝึกสายกรงเล็บมาทั้งชีวิตไปแล้ว
เขาประเมินในใจ
ทว่าแม้จะคิดค้นท่านี้ขึ้นมาเอง แต่พลังเจตจำนงที่ใช้ยังคงเป็นพลังเมฆากระเรียน ยังไม่ได้ก้าวข้ามขอบเขตของหมัดทรงกระเรียนไป...
หากเขาสามารถวิวัฒนาการหมัดทรงกระเรียนจนสร้างเจตจำนงใหม่ขึ้นมาได้จริงๆ เมื่อนั้นแหละที่หลี่เจินหลงคงต้องตกใจจนสติหลุดแน่ๆ
เพราะการไปถึงระดับนั้น หมายความว่าเขาได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของปุถุชน และขึ้นสู่ระดับปรมาจารย์อย่างเต็มตัว!
หลี่เจินหลงดึงสติกลับมา หลังจากสั่งการเฉินหรงเสร็จ เขาก็เตรียมจะไปหาฮั่วหลิงเฟยเสียหน่อย เมื่อวานตอนที่เขาจากมา ศิษย์คนนี้เพิ่งจะบรรลุพลังเจตจำนงของเพลงทวนพิชิตมังกรไปหมาดๆ
แค่นั้นก็นับว่าน่าทึ่งมากพอแล้ว
ทว่าตอนนี้เมื่อเห็นศพสองร่างนี้ เขาก็อดคิดไม่ได้ว่า "ไอ้หนูนี่มันไม่ซื่อเอาเสียเลย เมื่อวานข้าบอกให้มันทุ่มกำลังออกมาให้หมด แต่มันกลับแอบซ่อนคมเอาไว้กับเฒ่าอย่างข้า..."
เขาย่อมไม่รู้ว่าฮั่วหลิงเฟยเพิ่งจะบรรลุวิชานี้มาสดๆ ร้อนๆ จึงทึกทักเอาเองว่าอีกฝ่ายน่าจะก้าวหน้ามานานแล้ว
ในขณะที่เขากำลังจะก้าวเท้าเดินออกไป
ร่างกายของเขาก็ชะงักกึก สายตาจ้องมองไปที่เบื้องหน้าทันที
สิ่งที่เห็นคือ
ร่างของฮั่วหลิงเฟยกำลังค่อยๆ เดินเข้ามา พลังเลือดลมอันมหาศาลที่แผ่ออกมาทำให้เขาถึงกับต้องหรี่ตาลงด้วยความตกตะลึง
"อาจารย์ครับ"
ฮั่วหลิงเฟยเห็นอาจารย์ยืนอยู่ในหอ จึงเอ่ยทักทายขึ้น
"อืม..." หลี่เจินหลงดึงสติกลับมา พยักหน้ารับ ทว่าสีหน้าของเขากลับดูประหลาดไป
ทำไมพลังเลือดลมของลูกศิษย์เขาถึงได้พลุ่งพล่านรุนแรงขนาดนี้ แถมรูปร่างยังดูเหมือนจะขยายใหญ่ขึ้น จนดูราวกับนักรบในระดับอัคคีใจ...
เขานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสะบัดความคิดนั้นทิ้งไป
ศิษย์ของเขายังหลอมผิวไม่สำเร็จด้วยซ้ำ จะมาแผ่กลิ่นอายแบบนักรบระดับอัคคีใจได้อย่างไร
คงเป็นเพราะผลจากการสร้างจิตหอกละมั้ง พลังเลือดลมเลยพุ่งสูงขึ้นชั่วคราว...
"เมื่อคืนปลอดภัยดีใช่ไหม?" เขาปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วเอ่ยถามเรียบๆ
ฮั่วหลิงเฟยก้าวเข้ามาในหอ ปรายตามองซากศพทั้งสองบนพื้นแล้วเอ่ยขึ้น "ต้องขอบคุณศิษย์พี่รองที่ยื่นมือมาช่วยครับ มิฉะนั้นเกรงว่าจะเกิดเรื่องร้ายขึ้นแน่"
"อาจารย์ครับ ศิษย์มีเรื่องอยากจะขอคำชี้แนะสักหน่อย..."
"ข้าเพิ่งจะหลอมเอ็นสำเร็จ แต่ร่างกายกลับขยายใหญ่โตราวกับภูเขาแบบนี้... มันถือว่าปกติไหมครับ?"
"อืม... อาจารย์ได้ยินมาหมดแล้ว ว่าเจ้าเป็นคนฆ่าพวกมันเอง" หลี่เจินหลงส่ายหน้าเบาๆ เมื่อเห็นฮั่วหลิงเฟยถ่อมตัว จึงเอ่ยปากชม
ทว่าวินาทีต่อมา
เมื่อเขาได้ยินประโยคหลังของฮั่วหลิงเฟย ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความตกใจ "หลอมเอ็นสำเร็จแล้วรึ?"
หลี่เจินหลงขมวดคิ้วมุ่น "เจ้าฝึกทั้งหลอมผิวและหลอมเอ็นไปพร้อมกันงั้นรึ?"
"แถมยังหลอมเอ็นจนถึงขั้นสมบูรณ์แล้วด้วย?"
"อาจารย์บอกแล้วไม่ใช่รึ ว่าให้เจ้าหลอมผิวให้เสร็จก่อนค่อยเริ่มหลอมเอ็น แล้วทำไมเจ้าถึง..."
"การหลอมเอ็นสำเร็จแล้วร่างกายขยายใหญ่ขึ้นน่ะมันเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าไม่มีความแข็งแกร่งของระดับหลอมผิวคอยรองรับ เกรงว่าผิวหนังและเนื้อเยื่อของเจ้าจะฉีกขาดเอาได้..."
"อาจารย์ครับ ข้าหลอมผิวจนถึงขั้นสมบูรณ์แล้วครับ"
"เพียงแต่รูปร่างมันดูเปลี่ยนไปนิดหน่อย ข้าเลยไม่แน่ใจว่าสภาพแบบนี้มันปกติหรือเปล่า..."
สิ้นคำพูดของฮั่วหลิงเฟย ร่างกายของเขาก็ขยายใหญ่ขึ้นในพริบตา มวลกล้ามเนื้ออันทรงพลังฉีกกระชากเสื้อท่อนบนจนขาดวิ่น ร่างของเขาพุ่งทะยานขึ้นสู่ความสูงกว่า 2 เมตร
ภายใต้เงาที่ทาบทับลงมา เขาดูราวกับขุนเขาปีศาจที่แผ่แรงกดดันอันมหาศาลออกมาข่มขวัญผู้คน
"แกร็ก—"
วอลนัทในมือของหลี่เจินหลงถูกบีบจนแหลกละเอียดด้วยแรงกดดันที่พุ่งพล่านออกมาโดยไม่รู้ตัว
เขายืนอึ้ง จ้องมองร่างอันน่าเกรงขามของฮั่วหลิงเฟยตรงหน้าด้วยความตกตะลึงสุดขีด
ทีแรกที่ได้ยินว่าหลอมเอ็นสำเร็จ เขานึกว่าอีกฝ่ายยังหลอมผิวไม่เสร็จ เลยตั้งท่าจะดุสั่งสอน
การฝึกหลอมผิวและหลอมเอ็นไปพร้อมกันนั้นทำได้ก็จริง แต่ต้องมีระดับความชำนาญในการหลอมผิวที่มากพอ มิฉะนั้นเมื่อหลอมเอ็นจนสมบูรณ์และร่างกายขยายขนาดขึ้น ผิวหนังย่อมไม่อาจทานทนจนฉีกขาดได้
และถ้าเป็นเช่นนั้น ร่างกายก็คงจะกลายเป็นคนพิการไปในที่สุด
ทว่าตอนนี้...
หลี่เจินหลงยืนตัวแข็งทื่อราวกับรูปปั้น จ้องมองร่างกายที่ทรงพลังอย่างน่าเหลือเชื่อของฮั่วหลิงเฟย ใบหน้าของเขาตกอยู่ในความตะลึงพรึงเพริดจนพูดไม่ออก
ร่างกายของเขาสั่นเทาด้วยความตื่นเต้น
"หลอมผิวสมบูรณ์... หลอมเอ็นสมบูรณ์..."
"เส้นเอ็นมังกร!"
เขาเหมือนมองเห็นสิ่งมหัศจรรย์บางอย่าง ร่างกายเริ่มสั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้น ปากอ้าค้าง ตกอยู่ในความเงียบงันเนิ่นนาน
ในใจของเขาเต็มไปด้วยความสั่นสะเทือนใจอย่างมหาศาล
จนถึงขั้นพูดไม่ออกเลยทีเดียว
"อาจารย์ครับ สภาพแบบนี้มันปกติไหมครับ?"
เขาได้แต่ยืนแข็งทื่ออยู่ที่เดิม จนกระทั่งฮั่วหลิงเฟยเอ่ยถามซ้ำอีกครั้ง ถึงได้ช่วยดึงสติเขากลับคืนมา
"ปกติ... ปกติ..."
"ปกติกับผีน่ะสิ!"
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาหลุดปากสบถออกมา
น้ำลายกระเด็นว่อน ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อสายตา เขามองดูมวลกล้ามเนื้อที่สมบูรณ์แบบราวกับถูกสลักด้วยคมดาบบนร่างของฮั่วหลิงเฟย ร่างกายที่น่าเกรงขามนี้ทำให้เขาแทบจะสงบใจไม่ได้
"ไอ้เจ้าเด็กบ้า เมื่อวานเฒ่าอย่างข้ายังเห็นเจ้าหลอมผิวไม่เสร็จ เอ็นก็ยังไม่ได้เริ่มเกลา แล้วนี่..."
"เมื่อเช้านี้เจ้ากลับบอกว่าหลอมผิวสมบูรณ์ แถมหลอมเอ็นสำเร็จแล้วเนี่ยนะ?"
"แถมที่ทำสำเร็จเนี่ย แม่งเอ๊ย มันคือเส้นเอ็นมังกรชัดๆ?!"
หลี่เจินหลงร่างกายสั่นเทา ต่อให้จะเป็นถึงผู้นำหกประมุขแห่งพรรคจิ้วปังที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานับไม่ถ้วน แต่เมื่อรู้ว่าศิษย์ของตนบรรลุเส้นเอ็นมังกรได้สำเร็จ เขาก็ไม่อาจควบคุมความตื่นเต้นไว้ได้
เขายื่นมือหนาออกไปคว้าหมับเข้าที่ท่อนแขนที่หนาเตอะดุจรากไม้ของฮั่วหลิงเฟย แล้วออกแรงบีบดู
สัมผัสที่ได้มันทั้งแข็งแกร่งและมีแรงสะท้อนกลับที่น่าหวาดหวั่นอย่างยิ่ง
เมื่อเห็นเช่นนั้น ใบหน้าของเขาก็พลันไร้ซึ่งสุ้มเสียงใดๆ
เขาค่อยๆ ปล่อยมือออกจากแขนของฮั่วหลิงเฟยช้าๆ
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาถึงได้ทอดถอนใจออกมาอย่างยาวเหยียด "ตั้งเกิดมาข้าก็เพิ่งเคยเจอนี่แหละ เพิ่งเคยเจอจริงๆ!"
"ศิษย์ของหลี่เจินหลงผู้นี้ กลับสร้างเส้นเอ็นมังกรขึ้นมาได้สำเร็จ!"
สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตกใจระคนยินดีอย่างสุดซึ้ง
เส้นเอ็นมังกร...
ฮั่วหลิงเฟยฟังคำของอาจารย์แล้วมีสีหน้าไม่เข้าใจ "อาจารย์ครับ การหลอมเอ็นสำเร็จก็คือการได้เส้นเอ็นมังกรไม่ใช่หรือครับ..."
"ถุย!" หลี่เจินหลงดึงสติกลับมาได้ก็ถลึงตาใส่ศิษย์รักทันที "การหลอมเอ็นที่คนเขารียกกันว่าเส้นเอ็นมังกรน่ะ มันเป็นแค่คำเปรียบเปรยเว้ย!"
"มันเป็นแค่คำเรียกที่ใช้เปรียบเปรยว่าเส้นเอ็นในระดับนั้นมันแข็งแกร่งผิดมนุษย์มนา แต่มันไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเส้นเอ็นมังกรของจริง!"
"จะมีก็เพียงผู้ที่เส้นเอ็นสามารถยืดหดได้ตามใจนึก มีความสามารถในการเติบโตพัฒนาต่อไปได้ และไม่สร้างความเสียหายแก่ร่างกายเมื่อเปลี่ยนรูป สภาพแบบนั้นต่างหากถึงจะถูกเรียกว่าเส้นเอ็นมังกรของจริง!"
"ไอ้เด็กบ้าเอ๊ย แกดูสารรูปตัวเองตอนนี้สิ นี่แม่งปกติที่ไหนกันวะ?"
หลี่เจินหลงอดไม่ได้ที่จะสบถออกมาอีกรอบ "ระดับเกลาเนื้อกระดูกคนไหนวะ ที่รูปร่างจะขยายใหญ่โตได้ขนาดนี้?"
"ตอบข้ามาสิ!"
.......................
(จบบท)