- หน้าแรก
- หนึ่งวันต่อหนึ่งปีพลัง เจ้ายังเสียใจอีกหรือ
- บทที่ 14 พ่อแม่สะท้าน
บทที่ 14 พ่อแม่สะท้าน
บทที่ 14 พ่อแม่สะท้าน
สิ้นคำพูดนั้น ใบหน้าของฮั่วหยวนพลันนิ่งค้างไป
"พรรคจิ้วปัง?"
"หลี่เจินหลง?"
เขานิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จนดวงตาเบิกกว้าง "หลี่เจินหลงคนนั้นน่ะรึ?!"
แม้แต่ฮั่วหยวนก็ยังเคยได้ยินกิตติศัพท์อันโด่งดังของอสูรหอกหลี่เจินหลง
ยิ่งไปกว่านั้นเขายังไม่ใช่คนอื่นไกล
นี่คือหัวหน้าของหกเจ้าพรรคแห่งพรรคจิ้วปัง จ้าวแห่งเพลงหอกหลี่เจินหลง!
ต่อให้จะอยู่ในสลัม ชื่อนี้ก็ยังดังระเบิดประดุจฟ้าร้อง
แต่ทว่า...
หลังจากฮั่วหยวนตื่นเต้นอยู่ครู่หนึ่ง คิ้วของเขาก็พลันมุ่นเข้าหากัน
ลูกชายบอกเขาว่าได้เข้าพรรคจิ้วปัง และยังกลายเป็นลูกศิษย์ของหลี่เจินหลงอย่างนั้นรึ?
นี่มัน...
หากเป็นเมื่อก่อนเขาอาจจะเชื่อ แต่ตอนนี้...
เขามองดูสีหน้าที่เต็มไปด้วยความมั่นใจของฮั่วหลิงเฟย และแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ
ในใจของเขาก็เริ่มสงสัยในความจริงของคำพูดนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำพูดนี้หลุดออกมาจากปากลูกชายของเขาเอง
การเข้าพรรคจิ้วปังและเป็นลูกศิษย์ของหลี่เจินหลงเนี่ยนะ?!
อีกอย่าง...
ก่อนหน้านี้ไม่นาน ฮั่วหลิงเฟยเพิ่งจะปลิดชีพสุนัขรับใช้ของพรรคจิ้วปังไป แล้วทำไมเพียงพริบตาเดียวถึงได้กลายเป็นลูกศิษย์ของหลี่เจินหลงไปได้...
เกรงว่าคงจะพูดเพื่อปลอบใจเขาเสียมากกว่า
เมื่อคิดได้ดังนั้น
ฮั่วหยวนก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ เขารู้จักนิสัยลูกชายดีว่าไม่อยากให้เขาต้องกังวลมากเกินไป
"เจ้าลูกคนนี้ เก่งจริงๆ เลยนะ ถึงกับได้เป็น... หลี่... หลี่..."
"เป็นลูกศิษย์ของหลี่เจินหลงเชียวรึ?!!"
เขาตั้งใจจะเออออตามน้ำไปก่อน ถือเสียว่าเป็นความกตัญญูของลูกชาย แต่ในพริบตาต่อมา เมื่อฮั่วหลิงเฟยหยิบป้ายคำสั่งพรรคจิ้วปังออกมาวางตรงหน้า ดวงตาของเขาก็พลันเบิกกว้างจนแทบถล่น
จากนั้น เขาก็รีบคว้ป้ายคำสั่งจากมือฮั่วหลิงเฟยมาดูทันที
"เลี่ยมทอง!"
"ของจริงด้วย!"
ฮั่วหยวนถึงกับยืนบื้อใบ้เป็นใบ้ลูบคลำป้ายคำสั่งที่เลี่ยมทองคำแท้ในมือ บนนั้นมีตัวอักษรคำว่า "จิ้ว" สีทองจรัสแสงสลักไว้อย่างสง่างาม
นี่คือป้ายคำสั่งพรรคจิ้วปังของจริง ไม่มีทางทำปลอมได้แน่นอน
และที่สำคัญ...
ต่อให้จะทำปลอม ลูกชายของเขาจะไปเอาเงินมาจากไหนมากมายเพื่อสร้างป้ายทองคำแท้แบบนี้ขึ้นมา?!
ยิ่งไปกว่านั้น ของสิ่งนี้มันอันตรายยิ่งกว่าถ่านร้อน
ในเมืองอวิ๋นไห่ เกรงว่าคงไม่มีใครกล้าทำของเลียนแบบขึ้นมาท้าทายอำนาจพรรคจิ้วปัง ยิ่งคนในสลัมอย่างพวกเขายิ่งไม่มีทางได้รับอนุญาตให้เข้าเมืองไปทำของแบบนี้
ในสลัมแห่งนี้ อย่าว่าแต่ทองคำเลย แม้แต่เงินเพียงชิ้นเดียวก็ถือว่าเป็นสมบัติล้ำค่าแล้ว
และในสลัมก็ไม่มีช่างตีทองที่เก่งกาจขนาดนี้ด้วย
เมื่อคิดได้ดังนั้น
ฮั่วหยวนลูบคลำป้ายคำสั่งในมือไม่หยุด ลมหายใจเริ่มติดขัด "นี่... นี่คือเรื่องจริงอย่างนั้นรึ?!"
เขาจ้องมองฮั่วหลิงเฟยเขม็ง พยายามมองหาพิรุธในแววตาของลูกชาย
เมื่อเห็นเช่นนั้น
ฮั่วหลิงเฟยก็แสยะยิ้มกว้าง "แน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องจริงสิครับพ่อ ตอนนี้ผมเป็นสมาชิกคนหนึ่งของพรรคจิ้วปังแล้ว และยังเป็นลูกศิษย์ของหลี่เจินหลงด้วย!"
"พ่อครับ ต่อไปพ่อเตรียมตัวเสวยสุขได้เลย!"
สิ้นคำพูดนั้น
ฮั่วหยวนดูเหมือนจะสะกดอารมณ์ที่พุ่งพล่านไว้ไม่อยู่ มือของเขาเริ่มสั่นเทา
เขาดูออกว่าท่าทางของลูกชายไม่ได้โกหก เรื่องนี้เขาดูออกชัดเจน
"พ่อครับ แม่ครับ... นี่ครับ เงินอุดหนุนจากพรรคจิ้วปัง เดือนละสามหมื่นเหรียญสหพันธ์ ผมเก็บไว้ใช้ส่วนตัวสี่พัน ที่เหลือมอบให้พ่อกับแม่ไว้เป็นค่าใช้จ่ายในบ้านนะครับ..."
"และทางพรรคจิ้วปังยังจัดสรรบ้านพักให้ผมด้วย ต่อไปพ่อกับแม่ไม่ต้องทนลำบากอยู่ในสลัมอีกแล้ว... ย้ายไปอยู่ในเมืองกับผม ไม่ต้องกังวลเรื่องสถานะพลเมืองอีกต่อไป"
"พรรคจิ้วปังจะช่วยดำเนินการเรื่องการถอดถอนสถานะพลเมืองสลัมให้พวกเราเองครับ..."
ฮั่วหลิงเฟยเห็นพ่อแม่ยังคงอยู่ในอาการมึนงง จึงไม่ลังเลที่จะบอกเล่ารายละเอียดทั้งหมดให้ฟังในคราวเดียว
หากไม่พูดตอนนี้จะรอตอนไหน
พร้อมกันนั้นเขาก็หยิบเงินสามหมื่นเหรียญสหพันธ์ออกมา แบ่งไว้ให้ตัวเองสี่พัน ส่วนที่เหลือนำไปยัดใส่มือพ่อกับแม่คนละส่วน
"นี่... นี่มัน..."
ฮั่วหยวนและสวี่หลานมือสั่นระริก เกิดมาทั้งชีวิตพวกเขาไม่เคยเห็นเงินมากมายขนาดนี้มาก่อน
โดยเฉพาะฮั่วหยวนที่ยังคงตกตะลึงกับความจริงที่ลูกชายบอก
พอเห็นเงินที่ถูกยัดใส่มือ เขาก็เชื่อเรื่องนี้อย่างสนิทใจร้อยเปอร์เซ็นต์
และยิ่งได้ยินประโยคหลังของฮั่วหลิงเฟย เขาก็ถึงกับตะลึงจนพูดไม่ออก
"ถอดถอนสถานะพลเมืองสลัม?"
"ย้ายไปอยู่ในเมืองอย่างนั้นรึ?!"
ฮั่วหยวนทวนคำพูดของลูกชายซ้ำๆ ราวกับเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่ตกร่อง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความอึ้งค้าง
สิ่งที่ลูกชายมอบให้นั้นมันเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการไปไกลลิบโลก
ในเวลาเพียงวันเดียว
ลูกชายไม่เพียงแต่ได้เป็นศิษย์ของหลี่เจินหลงแห่งพรรคจิ้วปัง แต่ยังบอกว่าจะพาพวกเขาเข้าเมืองและลบมลทินจากการเป็นคนสลัมอีกด้วย!
ไม่ว่าใครได้ยินก็ต้องยืนแข็งทื่อเป็นหินเหมือนเขาทั้งนั้น
ต้องรู้ว่า
สถานะคนสลัมมันเหมือนกับตรายางที่ประทับแน่นอยู่บนร่างกายของพวกเขา
แม้แต่เถ้าแก่หลี่ที่เป็นเจ้าของร้านที่เขาทำงานอยู่ การจะหลุดพ้นจากสถานะคนสลัมยังเป็นได้เพียงแค่ความฝัน
ต่อให้เป็นนักรบ ก็ใช่ว่าจะสลัดสถานะนี้หลุดได้ง่ายๆ
พวกเขาชินชากับมันมานานแสนนานแล้ว
ทว่าตอนนี้...
ลูกชายกลับบอกว่า จะพาพวกเขาหลุดพ้นจากสถานะคนสลัมอย่างนั้นรึ?!
นี่มันเป็นข่าวที่สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นเพียงใด
และเป็นสิ่งที่ผู้คนนับหมื่นนับแสนต่างถวิลหามาทั้งชีวิต
เมื่อคิดได้ดังนั้น
ในใจของฮั่วหยวนก็ไม่อาจสงบลงได้เลย โดยเฉพาะเมื่อมองดูเงินจำนวนมหาศาลในมือ เขาก็เชื่อเรื่องนี้อย่างหมดหัวใจ
ทางด้านสวี่หลานก็ไม่ต่างจากฮั่วหยวน เธอตกตะลึงกับข่าวนี้จนตัวแข็งทื่อ
ถึงเธออาจจะไม่รู้จักชื่อของหลี่เจินหลงว่ายิ่งใหญ่แค่ไหน
แต่เธอไม่มีทางไม่รู้จักค่าของเงินในมือ
เงินมากมายขนาดนี้ คือเงินจำนวนมากที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมาในชีวิตนี้
"ดี! ดี! ดีมากจริงๆ!!"
ฮั่วหยวนค่อยๆ สงบสติอารมณ์ลง เขาตะโกนคำว่าดีออกมาซ้ำๆ อย่างไม่อาจบรรยายความรู้สึกตื้นตันในใจได้หมด "เจ้าลูกคนนี้ ลูกไปทำยังไงถึงได้เป็นศิษย์ของหลี่เจินหลงได้ล่ะ?"
จู่ๆ เขาก็นึกขึ้นมาได้จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
ฮั่วหลิงเฟยไม่ได้ปิดบังอะไร เขาเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ฟังอย่างละเอียด
ยกเว้นเพียงเรื่องพรสวรรค์ที่เหนือมนุษย์ของเขาที่เขาพยายามเล่าให้ดูเบาลงหน่อย ส่วนเรื่องอื่นๆ เขาบอกความจริงไปทั้งหมด
เมื่อได้ยินสิ่งที่ลูกชายเล่า มือหนาของฮั่วหยวนก็ลูบลงบนไหล่ของฮั่วหลิงเฟยด้วยความภาคภูมิใจ "เจ้าลูกชาย พ่อคนนี้ไม่เคยถามถึงความก้าวหน้าด้านวรยุทธ์ของลูกเลย ไม่นึกเลยว่าลูกจะทำได้ถึงขนาดนี้!"
เมื่อได้ยินว่าหลี่เจินหลงถึงกับตะลึงในพรสวรรค์ของลูกชาย ใบหน้าของเขาก็เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม
ตระกูลฮั่วของเขาบัดนี้มีมังกรมาจุติแล้วจริงๆ
ช่างสร้างชื่อเสียงให้พ่อคนนี้เหลือเกิน!
"เงินมากมายขนาดนี้... เปิดหูเปิดตาพ่อจริงๆ"
ฮั่วหยวนพยายามสะกดกลั้นความตื่นเต้น ก่อนจะมองดูเงินในมือแล้วรำพึงออกมา
ต่อให้เขาทำงานหนักติดต่อกันเป็นสิบปี ก็คงไม่มีทางหาเงินได้มากขนาดนี้
เงินเดือนของเขาเพียงไม่กี่ร้อยเหรียญเท่านั้น
ไหนจะค่ากินค่าใช้ ไหนจะค่าเล่าเรียนที่ต้องเก็บหอมรอมริบไว้ให้ลูกชาย แทบจะไม่เหลือเงินติดตัวเลย
ทว่าตอนนี้...
มองดูเงินในมือ ทั้งคู่ต่างก็พยายามจะส่งคืนให้ลูกชายตามสัญชาตญาณ
"พ่อครับ แม่ครับ รับไว้เถอะครับ ผมเก็บไว้เองแล้วตั้งสี่พัน"
ฮั่วหลิงเฟยไม่ยอมรับคืน แต่กลับยัดเงินเหล่านั้นใส่กลับเข้าไปในกระเป๋าเสื้อของพวกท่านอย่างหนักแน่น
เมื่อเป็นเช่นนั้น
พวกเขาก็จำต้องยอมรับไว้ พร้อมกับเอ่ยชมไม่ขาดปากว่า ลูกชายของพวกเขานั้นช่างได้ดีจริงๆ
(จบบท)