- หน้าแรก
- หนึ่งวันต่อหนึ่งปีพลัง เจ้ายังเสียใจอีกหรือ
- บทที่ 13 ฝึกสำเร็จ!
บทที่ 13 ฝึกสำเร็จ!
บทที่ 13 ฝึกสำเร็จ!
"ฟึ่บ ฟึ่บ ฟึ่บ——"
พู่แดงบนปลายทวนสะบัดไหว คมทวนพุ่งออกไปอย่างรวดเร็วปานสายฟ้า ก่อนจะรับขันน้ำไว้ได้อย่างลื่นไหลไร้ที่ติ ตามด้วยการรองน้ำที่สาดกระจายกลับเข้าขันได้ทั้งหมด
เขากระทำเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่อเนื่องกันหลายครั้ง
น้ำในขันยังคงเต็มเปี่ยม ไม่รั่วไหลออกมาแม้เพียงหยดเดียว
ด้ามทวนมั่นคงนิ่งสนิท ไร้ซึ่งอาการสั่นไหวแม้แต่น้อย
ฮั่วหลิงเฟยเห็นดังนั้น ใบหน้าพลันปรากฏรอยยิ้มแห่งความยินดี หลังตรากตรำฝึกฝนติดต่อกันเกือบหนึ่งวันเต็ม ในที่สุดเขาก็เกิดความชำนาญจนก้าวเข้าสู่สภาวะ "คนรวมเป็นหนึ่งกับทวน" ได้สำเร็จ
ยามถือทวนยาวในมือ เขาสามารถกวัดแกว่งมันได้ตามใจปรารถนาอย่างคล่องแคล่ว
ไม่ว่าจะโยนขันขึ้นไปในท่าทางไหน เขาก็สามารถใช้ทวนรับไว้ได้ทุกครั้ง แม้แต่การพลิกแพลงท่าทางที่ซับซ้อนดุจเดียวกับหลี่เจินหลง เขาก็ทำได้อย่างง่ายดาย
เมื่อเห็นผลลัพธ์เช่นนี้
ฮั่วหลิงเฟยก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ
สำเร็จแล้ว!
การฝึกฝนอย่างไม่หยุดพักเป็นเวลาหนึ่งวันเต็ม และการทำขันแตกไปนับไม่ถ้วน ในที่สุดเขาก็ทำได้ถึงขนาดนี้!
และทั้งหมดนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับพรสวรรค์ของเขา
การฝึกเพียงหนึ่งวัน หากคำนวณตามพรสวรรค์แล้ว เท่ากับเขาได้ฝึกฝนมาไม่ต่ำกว่าหนึ่งปีเต็ม
ถึงจะสามารถบรรลุเคล็ดวิชานี้ได้
"ไม่รู้ว่าศิษย์พี่หญิงและศิษย์พี่ชายต้องใช้เวลาและหยาดเหงื่อไปมากเท่าไหร่กว่าจะเชี่ยวชาญขนาดนี้..."
เขาเก็บทวนยาวลง ร่างกายของเขาเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ ทว่าดวงตายังคงทอประกายสดใส
เวลาหนึ่งวันไม่เพียงทำให้เขาฝึกเคล็ดวิชานี้จนสำเร็จ
แต่ทว่า...
ฮั่วหลิงเฟยยกมือขึ้น เส้นเอ็นปูดโปน ภายในร่างกายดูเหมือนจะมีพลังมหาศาลพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย
เขาสัมผัสถึงชีพจรทั้งยี่สิบสามสายในร่างกาย เขารู้สึกว่ามีพละกำลังล้นเหลือจนใช้ไม่หมด
ภายในร่างกายมีชีพจรที่ถูกทะลวงเพิ่มขึ้นอีกสิบสายในคราวเดียว!
ตอนนี้เหลือชีพจรอีกเพียงสิบสามสายสุดท้าย ก็จะทะลวงครบทั้งสามสิบหกสายโดยสมบูรณ์...
"พรุ่งนี้... ก็น่าจะสร้างพลังเถื่อนได้สำเร็จแล้ว"
ฮั่วหลิงเฟยสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
การสร้างพลังเถื่อนได้ภายในสามวัน สำหรับเขาแล้วมันยังไม่เพียงพอ นับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่สำนักและได้เห็นความแข็งแกร่งของศิษย์พี่ทั้งหลาย เขาก็ไม่เคยหยุดพอใจเพียงเท่านี้
เพราะเขาได้ยินอาจารย์บอกว่า ศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์พี่รองของเขา ล้วนติดอันดับในสิบแปดวีรชนพรรคจิ้วปัง!
ต่อให้ก่อนหน้านี้เขาจะไม่เคยฝึกยุทธ์ แต่เขาก็รู้จักกิตติศัพท์ของสิบแปดวีรชนพรรคจิ้วปังเป็นอย่างดี
ผู้ที่ติดอันดับวีรชนทั้งสิบแปดได้ ย่อมต้องมีความแข็งแกร่งในระดับสูงสุด และถือเป็นหน้าตาของพรรคจิ้วปังทั้งหมด
นี่เพียงพอจะพิสูจน์ได้ว่าศิษย์พี่ทั้งสองของเขานั้นน่าหวาดหวั่นเพียงใด!
พวกเขาทั้งคู่ต่างอยู่ในระดับสะพานใจด้วยกันทั้งสิ้น!
เมื่อคิดได้ดังนั้น
เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงความกดดัน ภายใต้สำนักของอาจารย์ เกรงว่าเขาจะเป็นคนที่อ่อนแอที่สุด
ศิษย์พี่หญิงและศิษย์พี่ชายที่ได้รับเลือกจากอาจารย์ ย่อมต้องมีสิ่งที่ไม่ธรรมดา บางทีพรสวรรค์ด้านวรยุทธ์อาจจะเหนือกว่าเขาก็เป็นได้
ยิ่งเป็นเรื่องพื้นฐานพรรค์นี้ พวกเขาคงจะฝึกจนชำนาญมาตั้งแต่เด็กแล้ว
การจะเป็นสิบแปดวีรชนได้ รากฐานย่อมต้องมั่นคงอย่างยิ่ง
ลำพังเพียงการสร้างพลังเถื่อนนั้นยังไม่พอ!
เขาต้องเกลาเนื้อกระดูก จุดอัคคีใจ และสร้างสะพานใจ เพื่อก้าวขึ้นเป็นนักรบหยวนกังให้ได้!
จากนั้นในวันที่เจ็ด... ข้าจะขยี้พวกเจ้าให้แหลก!
"ต้องรีบฝึกหมัดทรงกระเรียนให้ถึงขั้นบรรลุโดยเร็วที่สุด!"
ฮั่วหลิงเฟยเก็บทวนพู่แดงเข้าที่ให้เรียบร้อย เขามองดูท้องฟ้าที่ยังไม่มืดค่ำสนิท ยังพอมีเวลาเหลืออยู่บ้าง เขาจึงตัดสินใจฝึกหมัดทรงกระเรียนต่ออีกสักพัก
แม้ในสายตาของอาจารย์มันจะเป็นเพียงวิชาพื้นฐาน แต่หากฝึกจนถึงขั้นบรรลุ อย่างน้อยมันก็น่าจะมีอานุภาพที่ใช้การได้บ้าง
"ย้าก!"
เขาเดินไปยังหุ่นไม้จำลองภายในโถงใหญ่ แยกเท้าตั้งท่าเตรียมพร้อม ก่อนจะคำรามออกมา หมัดทรงกระเรียนถูกร่ายรำออกมาอย่างดุดัน ซัดเข้าใส่หุ่นไม้จำลองไม่ยั้ง
"หมัดทรงกระเรียน (121/360) ขั้นบรรลุ"
"หมัดทรงกระเรียน (122/360) ขั้นบรรลุ"
"หมัดทรงกระเรียน (123/360) ขั้นบรรลุ"
"..."
ในห้วงสมอง ค่าความเชี่ยวชาญของหมัดทรงกระเรียนพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เวลาไหลผ่านไปทีละนิด
ในช่วงเวลานั้น หลี่เจินหลงแวะมาดูครั้งหนึ่ง เขามองฮั่วหลิงเฟยแล้วมุ่นคิ้วเล็กน้อย "ทำไมไม่ฝึกเคล็ดสมดุลขันน้ำต่อล่ะ?"
เขาหันไปถามคนรับใช้ข้างกายว่าฮั่วหลิงเฟยทำขันแตกไปกี่ใบแล้ว ก่อนจะส่ายหัวออกมาเบาๆ "เจ้าหนูนี่คงต้องเคี่ยวกรำความอดทนอีกสักหน่อย"
"ทำขันแตกไปแค่นี้ก็หมดความอดทนจะฝึกต่อเสียแล้ว... นึกถึงสมัยก่อน ข้าทำแตกติดต่อกันตั้งครึ่งปีกว่าจะทำได้..."
แต่เขาก็ไม่ได้สั่งให้ฮั่วหลิงเฟยกลับไปฝึกต่อ แม้ในสายตาของเขา วันนี้ฮั่วหลิงเฟยจะยังฝึกได้ไม่หนักพอ
เพราะศิษย์พี่หญิงและศิษย์พี่ชายของเขานั้น ในวันแรกต่างฝึกกันแบบไม่กินไม่นอนไม่หยุดพักเลยแม้แต่วินาทีเดียว
แต่เห็นแก่ผลงานเมื่อเช้าที่ทำให้เขาพึงพอใจมาก เขาจึงไม่ได้ดุดันใส่ "ข้าจะเว้นโทษให้เจ้าวันหนึ่ง พรุ่งนี้เช้าเตรียมตัวรับศึกหนักได้เลย..."
เขาแสยะยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะสั่งความกับคนรับใช้ไม่กี่ประโยคแล้วเดินจากไป
ฮั่วหลิงเฟยยังคงฝึกต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งดวงตะวันลับขอบฟ้า ท้องฟ้ามืดมิดไร้แสงสว่าง เขาจึงค่อยๆ หยุดมือลง
"หมัดทรงกระเรียน (210/360) ขั้นบรรลุ"
ค่าความเชี่ยวชาญของหมัดทรงกระเรียนมาถึง 210 แล้ว ขาดอีกเพียงร้อยกว่าแต้มก็จะถึงขั้นบรรลุโดยสมบูรณ์
"กลับไปฝึกต่อที่บ้าน... พรุ่งนี้ต้องบรรลุหมัดทรงกระเรียนขั้นสูงสุดให้ได้!"
เขารับผ้าขนหนูจากคนรับใช้มาเช็ดเหงื่อบนใบหน้า ก่อนจะบีบนวดมือเบาๆ
แม้จะผ่านการฝึกฝนมาทั้งวันจนเส้นเอ็นและกระดูกเริ่มปวดหนึบและอ่อนแรง แต่เขาก็ไม่มีความคิดที่จะพักผ่อนเลยแม้แต่น้อย
เขากลับตั้งใจจะกลับไปฝึกต่อที่บ้าน
"ท่านผู้สูงส่ง ตามคำสั่งของเจ้าพรรคหลี่ ยาโอสถสำหรับการแช่ตัวของท่านเตรียมพร้อมเรียบร้อยแล้วครับ"
ฮั่วหลิงเฟยพักหายใจได้ครู่หนึ่ง ขณะกำลังจะเดินออกจากพรรค ก็มีคนเดินเข้ามาเรียกเขาไว้
"แช่ยาโอสถ?"
เขาชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินคำนั้น เขาจำได้ว่าไม่ได้สั่งให้ใครเตรียมยาไว้ให้?
แต่พอได้ยินว่าเป็นคำสั่งของอาจารย์ เขาก็เข้าใจในทันที
เขาเดินตามคนรับใช้ไปยังสระยาโอสถ
กลิ่นหอมกรุ่นของตัวยนานาชนิดพุ่งเข้าปะทะจมูกอย่างจัง
ท่ามกลางไอน้ำที่ลอยคลุ้ง ดูเหมือนจะมองเห็นสมุนไพรล้ำค่าหลากหลายชนิดลอยอยู่ในสระยา
เพียงแค่ได้กลิ่นตัวยาเหล่านั้น เลือดลมในร่างกายของฮั่วหลิงเฟยก็พลันพุ่งพล่านราวกับถูกกระตุ้นขึ้นมาเองโดยธรรมชาติ
มีคนเตรียมผ้าเช็ดตัววางไว้บนชั้นวางของข้างๆ ก่อนจะล่าถอยออกไปอย่างรู้ความ
เมื่อเห็นเช่นนั้น
ฮั่วหลิงเฟยก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามสะกดกลั้นเลือดลมในกายไว้ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาจะได้แช่ยาโอสถ
เขาสอบถามคนนำทางจนแน่ใจแล้วว่า
ยาโอสถครั้งนี้อาจารย์เป็นคนจัดการให้ และจะไม่ไปตัดยอดสิทธิ์การแช่ยาประจำเดือนของเขา
ขอให้เขาสบายใจและใช้มันให้เต็มที่
"มีเพียงท่านอาจารย์เท่านั้นที่ใจป้ำขนาดนี้..." ฮั่วหลิงเฟยเผยให้เห็นแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม ก่อนจะค่อยๆ ก้าวลงไปในสระยา "ถ้าให้ข้าควักกระเป๋าเอง แช่เพียงครั้งเดียวข้าคงล้มละลายแน่ๆ..."
สมุนไพรในสระนี้เขารู้จักเพียงไม่กี่อย่าง แต่ทุกอย่างล้วนมีราคาแพงลิบลิ่ว
ต่อให้ตอนนี้เขาจะเซ็นสัญญากับพรรคจิ้วปังและได้เงินอุดหนุนเดือนละสามหมื่นเหรียญสหพันธ์ แต่มันก็คงไม่พอสำหรับการแช่ยาเช่นนี้บ่อยๆ แน่นอน
ทันทีที่ก้าวลงสู่สระยา รูขุมขนทั่วร่างก็พลันเปิดออก ดูดซับตัวยาจากในสระอย่างบ้าคลั่ง แม้แต่ความเหนื่อยล้าและความเจ็บปวดทั่วร่างก็ค่อยๆ มลายหายไปในพริบตา
"สมกับเป็นยาโอสถจริงๆ..." เขาค่อยๆ หลับตาลง สัมผัสได้ว่าพละกำลังและวิญญาณที่สูญเสียไปจากการฝึกยุทธ์ กำลังถูกเติมเต็มกลับมาผ่านการแช่ยาโอสถนี้อย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่เขาเคยฝันถึงจนแทบไม่อาจเอื้อม บัดนี้กลับอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว
จากจุดต่ำสุดของสลัม จนมาถึงการเป็นศิษย์ของหลี่เจินหลงแห่งพรรคจิ้วปัง เขาได้ก้าวข้ามผ่านโชคชะตาไปอย่างสิ้นเชิง
แม้กระทั่งในตอนนี้
เขาก็ยังรู้สึกเหมือนเป็นเพียงภาพลวงตา ราวกับว่าสิ่งที่เห็นทั้งหมดไม่มีอยู่จริง
เขายังคงติดอยู่ในสลัม เป็นเด็กหนุ่มที่ถูกฉินหยวนไล่ออกจากชั้นเรียนวรยุทธ์และสิ้นหวังในชีวิต
แต่ทว่า...
พละกำลังที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายทำให้เขารู้แจ้งว่า ทั้งหมดนี้คือเรื่องจริง
เขาจะไม่ยอมกลับไปสู่วันเวลาที่ถูกผู้อื่นรังแกและเหยียดหยามเยี่ยงสุนัขข้างถนนอีกต่อไป
....................
....................
หลังจากแช่ยาโอสถเสร็จสิ้น
ฮั่วหลิงเฟยรู้สึกปลอดโปร่งไปทั่วร่าง ความเหนื่อยล้าถูกกำจัดจนหมดสิ้น ร่างกายเปี่ยมด้วยพลัง เลือดลมพลุ่งพล่านถึงขีดสุด
เขาสัมผัสได้ว่าชีพจรอีกสายหนึ่งกำลังจะถูกทะลวงผ่านไปในไม่ช้า
เมื่อเห็นผลลัพธ์เช่นนี้
เขาก็อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา "การฝึกยุทธ์นี่ใช้เงินมหาศาลจริงๆ"
นี่ขนาดเขาเพิ่งแช่ยาไปเพียงครั้งเดียวยังเห็นผลชัดเจนขนาดนี้ หากเป็นพวกลูกหลานตระกูลใหญ่ที่แช่ยาเป็นประจำทุกวัน ความเร็วในการก้าวหน้าของพวกนั้นคงจะเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้
เมื่อคิดได้ดังนั้น
ฮั่วหลิงเฟยก็ดึงสติกลับมา แต่ในเมื่อตอนนี้เขามีพรสวรรค์ที่ยิ่งใหญ่ ขอเพียงเวลาอีกไม่นาน เขาย่อมสามารถไล่ตามและก้าวข้ามพวกนั้นไปได้แน่นอน!
เขาจัดการสวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อย
ฤทธิ์ของยาในสระถูกเขาดูดซับไปจนหมดสิ้น น้ำในสระที่เคยขุ่นข้นด้วยตัวยากลายเป็นน้ำใสสะอาดอย่างที่เห็น
จากนั้น
ฮั่วหลิงเฟยไม่ลังเลที่จะเดินไปหาเจ้าหน้าที่ของพรรคจิ้วปัง เมื่อเช้าเขาเพิ่งดำเนินการเรื่องเข้าพรรคเสร็จสิ้น แต่ยังไม่ได้รับเงินอุดหนุนประจำเดือน
ส่วนเรื่องการย้ายสถานะพลเมืองของเขาและครอบครัวออกจากสลัมนั้นต้องใช้เวลาอีกสักนิด
พรรคจิ้วปังกำลังดำเนินการให้อยู่
ภายใต้การนำทาง เขาก็ได้รับเงินอุดหนุนจำนวนสามหมื่นเหรียญสหพันธ์มาครอง
ฮั่วหลิงเฟยจ้องมองธนบัตรสหพันธ์สามปึกหนาในมือด้วยความรู้สึกมึนงง นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาได้เห็นเงินมากมายขนาดนี้
จากนั้นเขาก็รีบหาผ้ามาพันห่อเงินไว้อย่างแน่นหนา ด้วยเกรงว่าจะมีใครมาเห็นเข้า
เขายังถือโอกาสสอบถามเรื่องที่พักสำหรับครอบครัวสมาชิกพรรคด้วย
หลังจากเข้าพรรคจิ้วปังแล้ว เขาได้รับสิทธิ์ในที่พักอาศัยที่ทั้งสงบและมีความปลอดภัยสูง
"ต้องหาโอกาสบอกพ่อกับแม่เรื่องนี้" ฮั่วหลิงเฟยนึกในใจ
ในเมื่อตอนนี้เขาได้เข้าพรรคจิ้วปังอย่างเป็นทางการแล้ว ย่อมไม่มีทางปล่อยให้พ่อแม่ทนลำบากอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนั้นอีก
บ้านที่ไม่มีแม้แต่ประตูดีๆ มีเพียงแผ่นไม้ผุๆ กั้นไว้ ในเมื่อตอนนี้เขามีความสามารถแล้ว เรื่องการย้ายบ้านย่อมเป็นสิ่งที่ต้องรีบจัดการเป็นอันดับแรก
ระหว่างทางกลับบ้าน
ฮั่วหลิงเฟยแวะซื้อเนื้อและผักสดติดมือไปด้วย ตอนนี้เขามีเงินแล้ว ย่อมไม่อาจปล่อยให้คนในบ้านต้องกินอยู่อย่างอดๆ อยากๆ อีกต่อไป
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เขาฝึกยุทธ์ทำให้ความต้องการอาหารเพิ่มขึ้นมาก จากเดิมที่ต้องทนกินผักเหี่ยวๆ และเนื้อที่เริ่มมีกลิ่นบูดเพราะความยากจน
และน้องสาวตัวน้อยของเขาก็กำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโต ยิ่งต้องได้รับสารอาหารที่เพียงพอ
ท้องฟ้ามืดมิดลงแล้ว
ฮั่วหลิงเฟยเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเพียงพริบตาก็กลับมาถึงบ้าน
สวี่หลาน แม่ของเขา และน้องสาวอยู่กันอย่างปลอดภัย เมื่อเห็นฮั่วหลิงเฟยหิ้วของพะรุงพะรังกลับมาก็พากันตกตะลึง
"เสี่ยวเฟย ลูก... นี่มัน..."
"ว้าว... พี่ใหญ่ซื้อของกินอร่อยๆ มาเยอะแยะเลย!"
ฮั่วหยางจ้องมองของในมือฮั่วหลิงเฟยด้วยตาเป็นประกาย "พี่ใหญ่กอดหนูหน่อย!"
"แม่ครับ... น้องเล็ก แล้วพ่อล่ะครับ?" ฮั่วหลิงเฟยวางของลงแล้วอุ้มน้องสาวขึ้นมา เมื่อไม่เห็นพ่อจึงเอ่ยถาม
ตอนนี้ค่ำมืดแล้ว พ่อควรจะกลับมาถึงบ้านได้แล้ว
"คงจะมีงานด่วนน่ะลูก... เสี่ยวเฟย ของพวกนี้ลูกไปเอามาจากไหน?"
สวี่หลานถามด้วยความสงสัย
"แม่ครับ นี่คือเงินอุดหนุนครับ ตอนนี้ลูกชายแม่เป็นนักรบแล้ว ซื้อของพวกนี้มาปรับปรุงอาหารการกินในบ้านบ้างคงไม่เป็นไร..."
ฮั่วหลิงเฟยพยักหน้าตอบแม่ ก่อนจะหิ้วของเตรียมไปทำกับข้าว
สิ้นคำพูดของเขา
สวี่หลานนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบพูด "ลูกเอ๊ย ของพวกนี้แพงมากไม่ใช่เหรอ ต่อให้เป็นเงินอุดหนุนก็ต้องเก็บไว้ใช้ประหยัดๆ สิ ของพวกนี้เก็บไว้ให้ลูกกินเถอะ แม่กับเสี่ยวหยางไม่กินหรอก ลูกฝึกยุทธ์ต้องใช้พลังงานเยอะ..."
เธอพยายามจะปฏิเสธตามสัญชาตญาณ
แต่ฮั่วหลิงเฟยกลับบอกว่า "ไม่เป็นไรหรอกครับแม่ เราจะกินแต่เศษผักเหี่ยวๆ ไปตลอดไม่ได้..."
เขาไม่ฟังคำทัดทานของแม่ และหันไปจัดการทำอาหารทันที
วัตถุดิบที่ฮั่วหลิงเฟยซื้อมาถูกนำมาปรุงอาหารไปเกือบครึ่ง
หลังจากแช่ยาโอสถมา พลังงานในร่างกายเขาสูงมากแต่ความหิวก็พุ่งสูงตามไปด้วย ตอนที่ฝึกอยู่ยังไม่รู้สึกเท่าไหร่ แต่พอหยุดพัก เขารู้สึกหิวจนแทบจะอยากกัดแทะเปลือกไม้กิน
เขาอดทนมาจนถึงตอนนี้ เมื่อเห็นว่าพ่อยังไม่กลับมา เขาจึงตักข้าวให้ตัวเองก่อนหนึ่งชาม
แล้วลงมือทานอย่างรวดเร็วราวกับพายุบุแคม
สวี่หลานเห็นดังนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจ "ลูกคนนี้... ค่อยๆ กินสิ"
เธอรู้ดีว่าตอนนี้ลูกชายกลายเป็นนักรบแล้ว การฝึกยุทธ์ย่อมต้องใช้พลังงานมาก จึงได้แต่บอกให้เขาค่อยๆ กิน
"แม่ครับ วัตถุดิบที่เหลือเก็บไว้ให้แม่กับน้องกินพรุ่งนี้นะครับ..."
ฮั่วหลิงเฟยยังคงตักข้าวเข้าปากไม่หยุด พลางพูดไปด้วย เขาซื้อของมาเผื่อไว้หลายวัน
เพื่อให้แม่และน้องสาวได้บำรุงร่างกายบ้าง
"ลูกคนนี้... เก็บไว้ให้ลูกกับพ่อกินเถอะ..."
สวี่หลานพยายามจะปฏิเสธอีกครั้ง แต่จู่ๆ เธอก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่หน้าประตู "พ่อเขากลับมาแล้ว"
ฮั่วหลิงเฟยเงยหน้าขึ้นมองตาม
เห็นฮั่วหยวนเดินเข้ามาด้วยสีหน้าที่ดูเหนื่อยล้า เมื่อเห็นทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า เขาก็ฝืนยิ้มออกมา "กลับมาแล้ว..."
ฮั่วหลิงเฟยพยักหน้ายิ้มรับ ก่อนจะลุกขึ้นไปนำกับข้าวและเนื้อที่เตรียมไว้มาวางบนโต๊ะ และตักข้าวเพิ่มให้อีกหลายชาม
"พ่อครับ วันนี้ผมซื้อเนื้อกับผักมาเยอะเลย มาบำรุงร่างกายกันหน่อย ต่อไปพวกเราไม่ต้องทนกินผักเหี่ยวเนื้อบูดอีกแล้วนะ..."
ได้ยินดังนั้น
ฮั่วหยวนมองดูอาหารบนโต๊ะด้วยความตกตะลึง "ลูกไปเอาเงินมาจากไหนซื้อของพวกนี้เยอะแยะ?"
เขาคลำเงินในอกเสื้อที่ฮั่วหลิงเฟยให้เขาเมื่อเช้า เขาแอบนับดูแล้ว มันคือเงินค่าเข้าชั้นเรียนวรยุทธ์ที่รวบรวมมาให้ฮั่วหลิงเฟยในตอนแรกนั่นเอง
แต่นี่มันถูกนำกลับมาคืนครบทุกบาททุกสตางค์
นี่พิสูจน์ได้ว่า ลูกชายของเขาถูกไล่ออกจากชั้นเรียนวรยุทธ์แล้วจริงๆ
แม้จะรู้อยู่เต็มอก แต่เมื่อความจริงปรากฏชัดเช่นนี้ ในใจของเขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดหวัง
แต่การที่ลูกชายกลายเป็นนักรบ ก็นับว่าเป็นสิ่งปลอบประโลมใจที่ดีที่สุด
เมื่อเช้าตอนเขาไปทำงาน แม้แต่เถ้าแก่หลี่ก็ยังมีท่าทีเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ
เมื่อคิดได้ดังนั้น
ฮั่วหยวนก็ลอบประหลาดใจ
ในเมื่อลูกชายไม่ได้อยู่ในชั้นเรียนวรยุทธ์แล้ว เขาจะไปเอาเงินมาจากไหนมากมายมาซื้อเนื้อและผักพวกนี้?
และดูจากปริมาณแล้ว มันไม่ใช่น้อยๆ เลย!
ฮั่วหลิงเฟยได้ยินดังนั้นก็แสยะยิ้มกว้าง "พ่อครับ ผมมีเรื่องจะบอก... ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พ่อไม่ต้องไปทำงานที่ร้านนั่นอีกแล้วนะครับ!"
"ตอนนี้ลูกชายของพ่อได้เข้าพรรคจิ้วปัง และได้กราบอสูรหอกหลี่เจินหลงเป็นอาจารย์แล้ว!"
(จบบท)