- หน้าแรก
- ข้าเปิดร้านอาหารในดินแดนโต่วหลัว เหล่าวิญญาญจารย์ขอเหมาจ่ายรายเดือน
- บทที่ 385 จื่อจีบรรลุแล้ว: ไม่มีเงินรึ? ก็แค่ปล้นสักคนก็สิ้นเรื่อง!
บทที่ 385 จื่อจีบรรลุแล้ว: ไม่มีเงินรึ? ก็แค่ปล้นสักคนก็สิ้นเรื่อง!
บทที่ 385 จื่อจีบรรลุแล้ว: ไม่มีเงินรึ? ก็แค่ปล้นสักคนก็สิ้นเรื่อง!
บทที่ 385 จื่อจีบรรลุแล้ว: ไม่มีเงินรึ? ก็แค่ปล้นสักคนก็สิ้นเรื่อง!
หลิ่วเอ้อหลงมองตามทิศทางที่นิ้วของไต้เทียนเฟิงชี้ไป
เพียงแค่มองแวบเดียว นางก็หันขวับกลับมา จ้องเขม็งไปที่ไต้เทียนเฟิงอย่างดุร้าย
“ไสหัวไป! อย่ามายุ่งเรื่องของข้า!”
นางถ่มน้ำลายปนเลือดออกมาคำหนึ่ง เสียงพูดอู้อี้เพราะแก้มที่บวมเป่ง
“โอ้อวดไม่เจียมตัว! นังเฒ่าปี่ปี่ตงนั่น อายุคราวเดียวกับข้า! จะเป็นเด็กสาวได้อย่างไร!”
ความหวังดีบนใบหน้าของไต้เทียนเฟิงพลันมืดทะมึนลงในทันที
เอาเถิด
ความหวังดีของเขากลับถูกมองเป็นเรื่องไร้สาระ
ไม่เชื่อคำเตือนใช่ไหม?
เจ้ารอวันตายได้เลย!
ในขณะนั้นเอง
ปี่ปี่ตงวัยสาวที่ถูกหลิ่วเอ้อหลงมองว่าเป็น “เด็กสาว” มาตลอด ในที่สุดก็ทนดูต่อไปไม่ไหว
นางกระแอมเบาๆ ลุกขึ้นนั่งตัวตรงจากอ้อมแขนของหลินเฟิง บารมีแห่งความเป็นประมุข บัดนี้ได้หวนคืนสู่ร่างของนางอีกครา
นัยน์ตาสีม่วงอเมทิสต์คู่นั้น มองลงมาจากที่สูงจับจ้องไปยังร่างของหลิ่วเอ้อหลง
“หลิ่วเอ้อหลง”
น้ำเสียงของนางเจือไปด้วยความขบขัน แต่กลับดังกังวานไปทั่วทั้งโรงเตี๊ยม
“ข้าผู้นี้ คือปี่ปี่ตง”
น้ำเสียงนี้ หลิ่วเอ้อหลงคุ้นเคยเป็นอย่างดี
นางทั้งร่างแข็งทื่อ หันขวับกลับไป จ้องเขม็งไปยังเด็กสาวที่พิงอยู่ในอ้อมแขนของหลินเฟิง
เพียงแต่เทียบกับความตกตะลึง ในดวงตาของนางกลับเต็มไปด้วยความสงสัยมากกว่า
เป็นไปได้อย่างไร?
น้ำเสียงนี้คือปี่ปี่ตงไม่ผิดแน่ แต่ใบหน้านี้... ก็อ่อนเยาว์เกินไปแล้ว!
เมื่อเห็นสีหน้าที่แสดงออกว่า “เจ้าคิดว่าข้าโง่รึ” ของหลิ่วเอ้อหลง หนิงเฟิงจื้อก็ถอนหายใจ วางตะเกียบลง ลุกขึ้นยืน แล้วโค้งคำนับให้หลิ่วเอ้อหลงเล็กน้อย
“อธิการหลิ่ว ท่านนี้... คือท่านประมุขเหมี่ยนเซี่ยอย่างแท้จริง”
หนิงเฟิงจื้อเป็นผู้ใด?
ประมุขสำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติ เป็นคนดีมีชื่อเสียงในสามสำนักชั้นยอด ความน่าเชื่อถือเต็มเปี่ยม
พอเขาเอ่ยปาก ต่อให้หลิ่วเอ้อหลงจะไม่เชื่อเพียงใด ก็จำต้องเชื่อ
ความบ้าคลั่งบนใบหน้าของนางจางหายไป สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือความงุนงงสับสน
นางมองใบหน้าที่อ่อนเยาว์เกินเหตุของปี่ปี่ตง ความรู้สึกอิจฉาริษยาที่มิอาจบรรยายได้ก็ผุดขึ้นจากก้นบึ้งของหัวใจอย่างบ้าคลั่ง
เมื่อเห็นว่าในที่สุดหลิ่วเอ้อหลงก็เชื่อแล้ว ไต้เทียนเฟิงก็สติแตกโดยสิ้นเชิง
เขาตบโต๊ะดังปัง ชี้หน้าด่าหลิ่วเอ้อหลง
“เจ้าบ้าเอ๊ย! ข้าบอกเจ้า เจ้าไม่เชื่อ พอหนิงเฟิงจื้อพูดเจ้ากลับเชื่อ? อย่างไรกัน ข้าหน้าเหมือนคนหลอกลวงขนาดนั้นเลยรึ?!”
ยังไม่ทันที่หลิ่วเอ้อหลงจะได้โต้ตอบ ก็มีเสียงเรียบๆ ดังขึ้นจากด้านข้าง
เสวี่ยเปิงเงยหน้าขึ้น เหลือบมองไต้เทียนเฟิงที่กำลังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แล้วเอ่ยขึ้นอย่างสงบ
“อาจเป็นเพราะท่านหน้าตาเหมือนตัวประกอบเกินไปกระมัง เลยไม่มีความน่าเชื่อถือ”
ไต้เทียนเฟิง: ...
เขาสะอึกจนหายใจไม่ออก กุมหน้าอก รู้สึกว่าพลังวิญญาณอันมหาศาลที่เพิ่งเลื่อนขั้นเป็นราชทินนามพรหมยุทธ์ของตน แทบจะถูกไอ้ลูกเต่าสารเลวผู้นี้ทำให้ตีกลับจนย้อนศรแล้ว
ส่วนหลิ่วเอ้อหลง หลังจากยืนยันตัวตนได้แล้ว นางก็พลันมีเป้าหมายให้ระบายอารมณ์ทันที
ในขณะเดียวกัน นางก็สังเกตเห็นท่าทีที่สนิทสนมเกินเหตุระหว่างปี่ปี่ตงและหลินเฟิง
เปลวเพลิงแห่งความอิจฉาริษยาพลันระเบิดสติของนางจนแหลกละเอียด
“เหอะ ปี่ปี่ตง! ข้าก็นึกว่าเรื่องอันใดกัน!”
หลิ่วเอ้อหลงแสยะยิ้มอย่างดูแคลน
“มิน่าเล่าเจ้าถึงได้ปฏิบัติต่อเสี่ยวกังเช่นนั้น ที่แท้ก็ไปคว้าคนใหม่มาแล้วนี่เอง!”
“นังหญิงใจง่ายดั่งน้ำ! เพื่อไอ้หน้าอ่อนเช่นนี้ ถึงกับทอดทิ้งเสี่ยวกังที่ยอดเยี่ยมถึงเพียงนั้น”
วาจานี้ของนางดังขึ้น
อุณหภูมิภายในเฟิงหร่านถิง พลันลดต่ำลงถึงจุดเยือกแข็งในบัดดล
ผู้คนที่เดิมทีเพียงชมดูเรื่องสนุก สีหน้าพลันเย็นชาลงในทันที
แม้แต่หลินเฟิงเองก็ยังหรี่ตาลงเล็กน้อย
พูดตามตรง ตั้งแต่มายังทวีปโต่วหลัว นี่เป็นครั้งแรกที่เขาบังเกิดจิตสังหารต่อผู้ใดผู้หนึ่งอย่างแท้จริง
แต่ในวินาทีที่หลินเฟิงยกมือขึ้น มือของปี่ปี่ตงก็กดลงบนมือของเขาเบาๆ
ปี่ปี่ตงเงยหน้าขึ้น ส่งยิ้มปลอบประโลมให้แก่เขา
หลินเฟิงจึงค่อยวางมือลงอีกครั้ง
จากนั้น ปี่ปี่ตงจึงหันสายตาอันเย็นเยียบดุจคมมีดกลับไปจับจ้องหลิ่วเอ้อหลงอีกครา
ปี่ปี่ตงยิ้ม รอยยิ้มนั้นเปี่ยมไปด้วยการดูแคลนอย่างถึงที่สุด
“หลิ่วเอ้อหลง สมองของเจ้าเคยถูกสัตว์วิญญาณเตะมาก่อนรึ?”
“เจ้าเอาคนไร้ค่าอย่างอวี้เสี่ยวกัง มาเทียบกับบุรุษของข้ารึ?”
นางกางนิ้วออก แล้วเริ่มนับอย่างช้าๆ ต่อหน้าทุกคน
“เมื่อว่ากันด้วยรูปลักษณ์ บุรุษของข้าหล่อเหลาสง่างาม ใบหน้าตายด้านของอวี้เสี่ยวกังนั่น แม้แต่จะถือรองเท้าให้เขาก็ยังไม่คู่ควร”
“เมื่อว่ากันด้วยฝีมือ บุรุษของข้ามีวาจาสิทธิ์ เพียงดีดนิ้วก็สามารถสร้างราชทินนามพรหมยุทธ์ขึ้นมาได้ แล้วอวี้เสี่ยวกังเล่า? คนไร้ค่าที่แม้แต่ระดับสามสิบก็ยังมิอาจทะลวงผ่านได้ ยังคู่ควรถูกเรียกว่าวิญญาจารย์อีกรึ?”
“เมื่อว่ากันด้วยความรับผิดชอบ บุรุษของข้าคอยปกป้องข้าจากลมฝน สามารถขจัดอุปสรรคทั้งปวงให้ข้าได้ แล้วอวี้เสี่ยวกังเล่า? คนขี้ขลาดที่เมื่อประสบปัญหาก็เอาแต่หลีกหนี!”
“ส่วนคุณธรรมนั้น อวี้เสี่ยวกังถือตนว่าสูงส่ง เสแสร้งเป็นที่สุด เห็นชัดว่าเป็นคนไร้ค่า แต่กลับทำท่าทีน่ารังเกียจราวกับตนเป็นปรมาจารย์ทฤษฎีอันดับหนึ่งของโลก!”
ทุกครั้งที่ปี่ปี่ตงเอ่ยจบหนึ่งประโยค ใบหน้าของหลิ่วเอ้อหลงก็จะซีดเผือดลงหนึ่งส่วน
จนสุดท้าย ปี่ปี่ตงมองใบหน้าที่ซีดขาวไร้สีเลือดของนาง แล้วซัดหมัดเด็ดสุดท้ายออกไป
“ยิ่งไปกว่านั้น อวี้เสี่ยวกังเป็นตัวอะไร? เห็นได้ชัดว่าได้เข้าพิธีวิวาห์กับเจ้าแล้ว แต่กลับกังวลเรื่องชื่อเสียงของตนเอง จึงได้หลบหน้าเจ้าไปยี่สิบปีเต็ม... ไอ้ขยะพรรค์นั้น!”
“ส่วนเจ้า หลิ่วเอ้อหลง”
ในน้ำเสียงของปี่ปี่ตง เต็มไปด้วยความเวทนา
“เจ้าคนโง่เง่า ยังจะวิ่งเข้าไปหามันอีก”
“เจ้าบอกมาสิว่าเจ้ามันน่าสมเพชหรือไม่?”
“อ๊าาาาา! ปี่ปี่ตง! เจ้าหุบปากให้ข้า!”
หลิ่วเอ้อหลงคลุ้มคลั่งโดยสมบูรณ์ นางกรีดร้อง ปลดปล่อยวิญญาณยุทธ์ในทันที แขนทั้งสองข้างกลายเป็นกรงเล็บมังกรอันน่าสะพรึงกลัว พุ่งเข้าใส่ปี่ปี่ตงอย่างไม่คิดชีวิต!
“คืนเสี่ยวกังมาให้ข้า!”
ทว่า นางเพิ่งจะพุ่งออกไปได้ก้าวเดียว
ร่างสีม่วงสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นขวางหน้านางในทันที
คือจื่อจี!
อสูรร้ายที่เมื่อครู่ยังคงยื่นบั้นท้าย รอให้หลินเฟิง “ชดใช้หนี้”!
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใด บนใบหน้าของนางประดับด้วยความยินดีอย่างบ้าคลั่งราวกับ “ข้าบรรลุแล้ว”
ในวินาทีที่หลิ่วเอ้อหลงพุ่งเข้าใส่ปี่ปี่ตง นางตบฉาดเดียวส่งหลิ่วเอ้อหลงกระเด็นกลับไปทางเดิม เสียงดัง “ตุ้บ” ใบหน้าจมกองกับพื้น แน่นิ่งไป
ครานี้ หลิ่วเอ้อหลงถึงกับสลบไปโดยตรงโดยที่ฟันยังไม่ทันร่วง นอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้น ไม่รับรู้อันใดอีก
นี่ยังไม่จบ จื่อจีตบหลิ่วเอ้อหลงจนสลบไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้หยุด
นางย่อตัวลง คลำหาของบนตัวหลิ่วเอ้อหลงอย่างรวดเร็ว ท่าทางนั้นชำนาญราวกับเคยทำมาแล้วหลายร้อยครั้ง
ในไม่ช้า นางก็ดึงกำไลอุปกรณ์นำทางวิญญาณอันงดงามบนข้อมือของหลิ่วเอ้อหลงออกมา
จื่อจีถือของที่ริบมาได้ วิ่งกลับไปหาปี้จีอย่างลิงโลด
นางเทของทั้งหมดในกำไลออกมาบนโต๊ะ
ครืด—
เหรียญทองวิญญาณที่ส่องประกายระยิบระยับ กองรวมกันเป็นภูเขาลูกเล็ก
ข้างๆ ยังมีบัตรเหรียญทองวิญญาณมูลค่าสูงอีกหลายใบกระจัดกระจายอยู่
ในฐานะอธิการของสถาบันหลานป้า ทรัพย์สินของหลิ่วเอ้อหลงเรียกได้ว่าไม่น้อยเลยทีเดียว
“พี่!”
จื่อจีมองกองเงินนั้น ดวงตาเป็นประกาย นางคว้าแขนของปี้จีอย่างตื่นเต้น
“พวกเรามีเงินจ่ายค่าอาหารแล้ว!!”
ภายในโรงเตี๊ยม ทุกคนต่างตกตะลึงกับการกระทำเยี่ยงโจรที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้
นี่... นี่มันกลางวันแสกๆ ปล้นกันต่อหน้าธารกำนัล?
แถมยังปล้นได้อย่างชอบธรรมถึงเพียงนี้?
พฤติกรรมเช่นนี้ ไม่ใช่เป็นการละเมิดกฎของร้านท่านผู้อาวุโสอย่างร้ายแรงหรอกรึ?
ท่านผู้อาวุโสไม่ลงมือลงโทษนางรึ?
สายตาของทุกคน เผลอหันไปยังหลินเฟิงที่อยู่หลังเคาน์เตอร์พร้อมกันโดยไม่รู้ตัว
ผลลัพธ์คือ พวกเขากลับเห็นว่า
หลินเฟิงกำลังก้มหน้าอยู่ บางครั้งก็ดึงถุงน่องดำนิรันดร์บนขาของปี่ปี่ตง ราวกับกำลังศึกษาวิจัย
ทุกคน: “...”
พวกเขาเข้าใจในทันที
การกระทำของจื่อจีนั้นย่อมเป็นการละเมิดกฎของร้านอย่างแน่นอน ทว่า... หลิ่วเอ้อหลงผู้ถูกปล้น เมื่อครู่เพิ่งจะทำตัวราวกับหญิงถ่อย ชี้หน้าด่าทออิสตรีของท่านผู้อาวุโส ทั้งยังคิดจะลงมืออีกด้วย
บัดนี้ท่านผู้อาวุโสไม่ลงมือบดขยี้ร่างนางจนเป็นผุยผงด้วยตนเอง ก็นับว่าอารมณ์ดีมากแล้ว
ปล่อยให้นางถูกปล้นรึ?
คาดว่าในใจของท่านผู้อาวุโสคงจะดีใจจนเนื้อเต้นแล้วกระมัง!
นี่หาใช่การปล้นที่ใดกัน?
นี่มันคือการลงทัณฑ์แทนสวรรค์ชัดๆ