- หน้าแรก
- ข้าเปิดร้านอาหารในดินแดนโต่วหลัว เหล่าวิญญาญจารย์ขอเหมาจ่ายรายเดือน
- บทที่ 330 เพื่อข้าวผัดไข่! พรหมยุทธ์ม้าน้ำ ดิ่งพสุธา!
บทที่ 330 เพื่อข้าวผัดไข่! พรหมยุทธ์ม้าน้ำ ดิ่งพสุธา!
บทที่ 330 เพื่อข้าวผัดไข่! พรหมยุทธ์ม้าน้ำ ดิ่งพสุธา!
บทที่ 330 เพื่อข้าวผัดไข่! พรหมยุทธ์ม้าน้ำ ดิ่งพสุธา!
เหล่าผู้คนที่เมื่อครู่ยังคงดื่มด่ำกับอารมณ์ชมละครกินเผือกอยู่ หัวใจพลันกระตุกวูบ เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสูงพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
เมื่อมองขึ้นไป ม่านตาของทุกคนก็พลันหดเล็กลง!
บนท้องฟ้าที่แจ่มใส มีลำแสงสีครามที่คุ้นเคยสายหนึ่ง กำลังดิ่งลงมาอย่างบ้าคลั่งราวกับจะตกกระแทกพื้นมุ่งสู่ทิศทางของเฟิงหร่านถิง!
นั่นไม่ใช่ความสง่างามน่าเกรงขามเหมือนตอนที่จากไป เหลือเพียงความแตกตื่นและน่าสังเวชอย่างไม่สิ้นสุด!
“ตู๋กูป๋อ!”
พรหมยุทธ์เบญจมาศอุทานออกมาอย่างตกใจ ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ
นี่เพิ่งจะผ่านไปนานเท่าใดกัน?
ปีศาจเฒ่าผู้นี้ที่เพิ่งจะได้รับวาสนาอันยิ่งใหญ่ วิญญาณยุทธ์วิวัฒนาการเป็น ‘มังกรคราม’ ที่เหนือกว่าระดับเทพไปไกล เหตุใดจึงตกอยู่ในสภาพน่าสังเวชเช่นนี้?
ยังไม่ทันที่ทุกคนจะได้ขบคิด
ลำแสงสีครามนั้นก็มาพร้อมกับเสียงโซนิคบูมอันแสบแก้วหู ร่วงลงมาอย่างหนักหน่วงที่หน้าประตูของ
เฟิงหร่านถิง กระแทกพื้นหินแกรนิตอันแข็งแกร่งจนเป็นหลุมตื้นๆ
ควันฝุ่นจางหายไป ร่างของตู๋กูป๋อพลันปรากฏขึ้น
เขาคุกเข่าข้างหนึ่ง หอบหายใจอย่างหนักหน่วง ใบหน้าที่เพิ่งจะกลับมาหล่อเหลา บัดนี้เต็มไปด้วยความขวัญเสีย
ทว่า แม้จะอยู่ในสภาพที่น่าสังเวชเช่นนี้ เขาก็ยังคงปกป้องเด็กสาวสองคนไว้ในอ้อมแขนอย่างแน่นหนา ไม่ยอมให้พวกนางได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย
คนหนึ่งมีผมยาวสีเงินราวกับความฝัน บนใบหน้าสวมผ้าคลุมสีดำ มองไม่เห็นใบหน้า แต่ดวงตาที่เผยออกมานั้นราวกับอัญมณีที่บริสุทธิ์ที่สุด บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
อีกคนหนึ่งมีผมสีม่วงสว่าง ตาสีเขียวมรกตเหมือนกับตู๋กูป๋อคนก่อนไม่มีผิดเพี้ยน นางคือหลานสาวของเขา ตู๋กูเยี่ยน
ในขณะนี้ บนใบหน้าของเด็กสาวทั้งสอง ต่างก็เปี่ยมไปด้วยความหวาดกลัว จ้องเขม็งไปยังทิศทางที่พวกนางจากมา
“ท่านปู่!”
เสียงของตู๋กูเยี่ยนสั่นเทา
แต่ตู๋กูป๋อไม่ได้ตอบ เขาเพียงแค่ปกป้องเด็กสาวทั้งสองอย่างแน่นหนา จากนั้นก็ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี กู่ร้องขอความช่วยเหลือไปยังทิศทางของร้านอาหาร
“ท่านผู้อาวุโสช่วยข้าด้วย!”
สิ้นเสียง
ลำแสงสีดำสนิทที่ราวกับจะกลืนกินทุกสรรพแสง ประดุจอุกกาบาตนอกพิภพ ฉีกกระชากหมู่เมฆา พร้อมด้วยพลังอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวที่มิอาจต้านทาน พุ่งตรงมายังทิศทางของเฟิงหร่านถิง!
กลิ่นอายนั้น เย็นเยียบ กร้าวกระด้าง เต็มไปด้วยเจตนาที่จะทำลายล้างทุกสิ่ง!
เพียงแค่คลื่นพลังที่เล็ดลอดออกมา ก็ทำให้ราชทินนามพรหมยุทธ์ทุกคน ณ ที่นั้น ยกเว้นเพียงไม่กี่คน รู้สึกสั่นสะท้านจากก้นบึ้งของจิตวิญญาณ!
“ช่างเป็นกลิ่นอายที่แข็งแกร่งยิ่งนัก!”
สีหน้าของพรหมยุทธ์จระเข้ทองคำพลันเคร่งขรึมถึงขีดสุด
พลังนี้ ได้บรรลุถึงระดับพรหมยุทธ์ไร้เทียมทานแล้วอย่างแน่นอน! และยังไม่ใช่พรหมยุทธ์ไร้เทียมทานธรรมดา!
ผู้มาไม่ประสงค์ดี!
ในชั่วพริบตาแห่งความเป็นความตายนี้เอง
“หึ!”
เสียงแค่นเย็นชาสองสายที่แฝงไว้ด้วยอำนาจบารมีอันสูงส่ง ดังขึ้นพร้อมกัน!
ลำแสงสีทองอร่ามสายหนึ่ง กับลำแสงสีครามกว้างใหญ่ไพศาลอีกสายหนึ่ง พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า!
ร่างของเชียนเต้าหลิวและโปไซซี กลายเป็นลำแสงสองสาย พุ่งเข้าปะทะกับกระแสธารสีดำอันน่าสะพรึงกลัวนั้นโดยไม่ลังเล!
บนใบหน้าของคนทั้งสอง ไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัวแม้แต่น้อย
มีเพียงความเคร่งขรึมอย่างที่สุด และ... ความโกรธแค้นที่อำนาจถูกท้าทาย!
เรื่องตลกสิ้นดี!
พรหมยุทธ์ไร้เทียมทานผู้สูงส่งอย่างพวกข้าสองคน มายืนเป็นผู้รักษาการณ์อยู่ที่นี่!
เจ้าตัวอะไรก็ไม่รู้ที่โผล่มาจากไหน กล้าลงมือที่หน้าประตูร้านของท่านผู้อาวุโสรึ?
นี่มันดูถูกใครกัน?!
นี่คือการทุบหม้อข้าวของพวกเรา!
การปกป้องร้านของท่านผู้อาวุโส ก็คือการปกป้องหม้อข้าวของพวกเรา!
นี่คือ... หน้าที่ของผู้รักษาการณ์!
“นี่...”
ในฐานะ “ผู้รักษาการณ์ฝึกหัด” คนใหม่ พรหมยุทธ์ม้าน้ำมองลำแสงสีดำที่ราวกับจะทำลายล้างฟ้าดิน ก็รู้สึกเพียงแค่หนังศีรษะชา ขาสั่นพั่บๆ
แต่เมื่อเขานึกถึงข้าวผัดไข่ที่ได้ลิ้มรสเมื่อกลางวัน อันเป็นรสชาติที่ยากจะลืมเลือนไปชั่วชีวิต
ความกล้าหาญอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ก็ผุดขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจอย่างบ้าคลั่ง!
เขากัดฟัน กระทืบเท้า ในดวงตาฉายแววเด็ดเดี่ยว!
ลุย!
แม้ความสามารถของตนจะต่ำต้อย แต่บุญคุณของท่านผู้อาวุโส มิอาจไม่ตอบแทน!
เพื่อข้าวผัดไข่!
“ข้าจะสู้กับพวกเจ้าให้ตายไปข้างหนึ่ง!”
ราชทินนามพรหมยุทธ์จากเกาะเทพสมุทรผู้นี้ ถึงกับเตรียมที่จะปลดปล่อยวิญญาณยุทธ์ พุ่งตามผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองไปจริงๆ!
ต้องบอกว่า พอมีเรื่อง เขาก็กล้าลุยจริงๆ!
ทว่า เขายังเพิ่งจะลอยขึ้นจากพื้นได้ไม่ถึงครึ่งเมตร
ข้อศอกที่ราวกับค้อนทุบประตูเมือง พร้อมด้วยพลังมหาศาลที่มิอาจต้านทาน ก็กระแทกเข้าที่ใบหน้าด้านข้างของเขาอย่างแรง
“เฮ้! เจ้าหนูอย่าทำอะไรโง่ๆ!”
เสียงห้ามปรามอันทุ้มต่ำของพรหมยุทธ์หมีอสูรดังขึ้นข้างหูเขา
“เจ้าขึ้นไปก็มีแต่จะเป็นตัวถ่วง”
น่าเสียดายที่การโจมตีด้วยข้อศอกครั้งนี้ของเขา ดูเหมือนจะ... แรงไปนิดหน่อย
พรหมยุทธ์ม้าน้ำรู้สึกเพียงแค่ว่าเบื้องหน้ามืดดับ ความรู้สึกวิงเวียนที่มิอาจต้านทานพุ่งขึ้นสู่กลางกระหม่อม
เขายังไม่ทันได้ส่งเสียงร้องแม้แต่แอะเดียว ตาก็เหลือกขาว แล้วร่วงหล่นลงมาจากกลางอากาศทั้งอย่างนั้น
เรียกสั้นๆ ว่า: ตกเครื่อง!
พรหมยุทธ์หมีอสูรรับเขาไว้อย่างทุลักทุเล เกาศีรษะใหญ่โตของตนเอง ใบหน้าเต็มไปด้วยความไร้เดียงสาอย่างบริสุทธิ์
“ข้าก็แค่ใช้ข้อศอกกระทุ้งเขาเบาๆ เองนะ ไหงถึงสลบไปได้ล่ะ?”
ทุกคน: “...”
นั่นท่านเรียกว่า “เบาๆ” รึ?
และในชั่วพริบตานั้นเอง
กลางอากาศ ลำแสงสองสายที่เป็นตัวแทนของพลังต่อสู้สูงสุดในยุคปัจจุบัน ได้เข้าปะทะกับกระแสธารสีดำอันน่าสะพรึงกลัวนั้นอย่างจัง!
ตูม—!!!
เสียงระเบิดอันน่าสะพรึงกลัวดังขึ้นบนท้องฟ้าสูง!
คลื่นพลังงานกระแทกอันบ้าคลั่ง ราวกับสึนามิซัดสาดไปทั่วทุกทิศทุกทาง!
หมู่เมฆบนท้องฟ้า ถูกกวาดล้างจนหมดสิ้นในทันที!
ลำแสงสีดำที่หยิ่งผยองนั้น ภายใต้การโจมตีขนาบข้างของทั้งสองคน ถึงกับชะงักไปชั่วครู่!
ทว่า เพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น
“ไสหัวไป!”
เสียงตวาดอันเย็นชาและกร้าวกระด้างดังออกมาจากแสงสีดำ
วินาทีถัดมา พลังที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าก็ระเบิดออกมาอย่างกึกก้อง!
ปัง! ปัง!
ร่างของเชียนเต้าหลิวและโปไซซีถึงกับส่งเสียงครางอู้อี้ออกมาพร้อมกัน ราวกับถูกค้อนยักษ์ทุบ กระเด็นถอยหลังไปหลายสิบเมตร จึงจะสามารถทรงตัวไว้ได้อย่างยากลำบาก!
บนใบหน้าของทั้งสองคน ปรากฏความตกตะลึงขึ้นมาพร้อมกัน
แข็งแกร่งมาก!
ส่วนแสงสีดำนั้น หลังจากผลักทั้งสองคนถอยไปแล้ว ก็ค่อยๆ หยุดนิ่ง ในที่สุดก็เผยร่างออกมา
นั่นคือชายลึกลับร่างสูงกว่าสองเมตร สวมชุดคลุมแบบโบราณ บนใบหน้าถูกปกคลุมด้วยหมอกสีดำชั้นหนึ่ง มองไม่เห็นใบหน้าที่แท้จริง
เขาลอยอยู่กลางอากาศ รอบกายไม่มีคลื่นพลังวิญญาณใดๆ แต่กลับราวกับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับฟ้าดิน แผ่พลังกดดันที่ทำให้หายใจไม่ออกออกมา
ดูเหมือนเขาจะมิได้ใส่ใจพรหมยุทธ์ไร้เทียมทานทั้งสองคนที่เพิ่งถูกตนผลักถอยไปแม้แต่น้อย เขาเพียงเอียงศีรษะเล็กน้อย กวาดสายตามองเชียนเต้าหลิวและโปไซซีด้วยน้ำเสียงที่แฝงความประหลาดใจอันยากจะสังเกตเห็น
“พรหมยุทธ์ไร้เทียมทาน?”
“แถมยังสองคน?”
“วิญญาจารย์มนุษย์ในยุคนี้... ความสามารถโดยรวมแข็งแกร่งขึ้นถึงเพียงนี้เชียวรึ?”
ในมือของเชียนเต้าหลิวก่อเกิดดาบศักดิ์สิทธิ์เทวทูตที่ลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิงสีทอง ชี้ไปยังอีกฝ่ายจากระยะไกล แล้วเอ่ยถามเสียงเย็น
“ท่านเป็นผู้ใดกันแน่!”
“โจมตีคนของตำหนักวิญญาณยุทธ์ของข้าอย่างเปิดเผย มิหนำซ้ำยังพยายามจะบุกเข้าไปในเฟิงหร่านถิงอีก!”
ในใจของเชียนเต้าหลิวลุกเป็นไฟ
แม้ว่าตู๋กูป๋อจะยังไม่ได้เข้าร่วมตำหนักวิญญาณยุทธ์อย่างเป็นทางการ แต่ในสายตาของเขา ขอเพียงเป็นผู้ที่ติดตามท่านผู้อาวุโส ก็คือคนของตนเอง!
เป็นคนของเฟิงหร่านถิง!
จะตีสุนัขก็ต้องดูเจ้าของ!
ทว่า ชายในชุดคลุมดำนั้นขี้เกียจแม้แต่จะมองเขากับโปไซซี
สายตาของเขา ทะลุผ่านคนทั้งสองไปโดยตรง จับจ้องไปที่ตู๋กูป๋อบนพื้นดินที่เพิ่งจะหนีมาอยู่ข้างกายหลินเฟิงด้วยสภาพน่าสังเวช
“ข้าผู้นี้ไม่สนใจจะใส่ใจพวกเจ้า”
ชายในชุดคลุมดำเอ่ยด้วยน้ำเสียงรำคาญ ราวกับกำลังขับไล่แมลงวันที่น่ารำคาญสองตัว
“เพียงแค่จับคนผู้นั้นคนเดียวก็พอ”
“หากไม่อยากตาย ก็ไสหัวไป!”