- หน้าแรก
- ข้าเปิดร้านอาหารในดินแดนโต่วหลัว เหล่าวิญญาญจารย์ขอเหมาจ่ายรายเดือน
- บทที่ 250 เรื่องฉาวสะเทือนฟ้า? ไม่ใช่หรอก นั่นมันเรื่องปกติ ขอบคุณ!
บทที่ 250 เรื่องฉาวสะเทือนฟ้า? ไม่ใช่หรอก นั่นมันเรื่องปกติ ขอบคุณ!
บทที่ 250 เรื่องฉาวสะเทือนฟ้า? ไม่ใช่หรอก นั่นมันเรื่องปกติ ขอบคุณ!
บทที่ 250 เรื่องฉาวสะเทือนฟ้า? ไม่ใช่หรอก นั่นมันเรื่องปกติ ขอบคุณ!
เมื่อเห็นสีหน้าอันไม่เปลี่ยนแปลงของปี่ปี่ตง อวี้เสี่ยวกังก็กลืนน้ำลายลงคออย่างแรง
ไม่ถูกต้อง
ปฏิกิริยานี้ไม่ถูกต้อง
นางไม่ควรมีปฏิกิริยาเช่นนี้!
นางควรจะตื่นตระหนก ควรจะลนลาน ควรจะรีบพุ่งเข้ามาปิดปากของตนเอง!
เหตุใดนางยังคงสงบนิ่งเช่นนี้ได้?
หรือว่า... ตนคาดเดาผิดไป?
ไม่! เป็นไปไม่ได้!
อวี้เสี่ยวกังรีบส่ายศีรษะ สลัดความสงสัยในตนเองที่แวบเข้ามาในหัวออกไป
ต้องเป็นเพราะตนเองคิดไม่ลึกซึ้งพอ!
นางกำลังฝืนทนอยู่!
ใช่! นางต้องกำลังเดิมพัน! เดิมพันว่าตนเองไม่กล้าพูดเรื่องนี้ออกมาต่อหน้าธารกำนัล!
เพราะอย่างไรเสีย ไฟในอย่านำออก ไฟนอกอย่านำเข้า ปี่ปี่ตงผู้สูงศักดิ์ในฐานะประมุข ย่อมต้องเข้าใจหลักการนี้ดีกว่าผู้ใด!
เมื่อคิดทะลุปรุโปร่งถึงขั้นนี้ ความเชื่อมั่นที่เพิ่งจะสั่นคลอนไปเล็กน้อยของอวี้เสี่ยวกัง ก็พลันกลับมามั่นคงอย่างหาที่เปรียบมิได้อีกครั้ง
เขาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว น้ำเสียงพลันแหลมสูงขึ้นด้วยความตื่นเต้น
“ปี่ปี่ตง ข้าจะให้โอกาสเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย!”
“บัดนี้ จงสั่งให้เขาทันที ให้ซ่อมแซมวิญญาณยุทธ์ให้ข้า ช่วยข้าทะลวงผ่านพันธนาการ!”
“พรวด—”
หนิงเฟิงจื้อพ่นน้ำชาออกมาเต็มปาก สำลักจนใบหน้าแก่ชราแดงก่ำ ไอออกมาอย่างรุนแรง
คนอื่นๆ ก็ใบหน้ากระตุกเช่นกัน สายตาที่มองอวี้เสี่ยวกังนั้น ไม่ใช่การมองคนโง่อีกต่อไปแล้ว
กลับเหมือนกำลังชื่นชมสมบัติล้ำค่าหายากชิ้นหนึ่งเสียมากกว่า
ให้ปี่ปี่ตงสั่งท่านอาวุโสทำงานรึ?
เจ้าบ้าเอ๊ย คงจะสมองกลับไปแล้วกระมัง?
อวี้เสี่ยวกังไม่ได้สังเกตเห็นบรรยากาศที่ประหลาดจนน่าขนลุกรอบข้างเลยแม้แต่น้อย กลับยังคงเปล่งเสียงให้ดังขึ้น เปี่ยมไปด้วยเจตนาข่มขู่
“เพียงแค่เจ้าตกลง เห็นแก่ไมตรีในวันวาน เรื่องในวันนี้ ข้าจะถือเสียว่าไม่เคยเกิดขึ้น ความลับนี้ ข้าจะเก็บไว้ในท้องไปจนวันตาย!”
“แต่ถ้าหากเจ้าไม่ตกลง...”
เขายิ้มอย่างเย็นชา รอยยิ้มนั้นประกอบกับใบหน้าที่บวมเป่งของเขา ดูตลกขบขันและน่าเกลียดอย่างหาที่เปรียบมิได้
“เช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้าอวี้เสี่ยวกัง ไม่ไว้หน้า เปิดโปงความลับของเจ้าต่อหน้าทุกคน!”
หนิงเฟิงจื้อและไต้เทียนเฟิงที่ไม่รู้เรื่องราวในอดีตของคนทั้งสอง มุมปากเริ่มกระตุกอย่างบ้าคลั่ง เกือบจะอดหัวเราะออกมาไม่ได้
ไมตรีในวันวานรึ?
เจ้าคนไร้ค่าที่ถูกขับออกจากสำนักมังกรอัสนีน้ำเงินคราม จะมีไมตรีบ้าบออะไรกับท่านประมุขแห่งตำหนักวิญญาณยุทธ์?
ส่วน “ผู้รู้เห็นเหตุการณ์” อย่างพรหมยุทธ์จระเข้ทองคำและภูตเบญจมาศ ยิ่งรู้สึกว่าสติปัญญาของตนเองถูกดูหมิ่น
นางเพิ่งจะเปลี่ยนร่างเป็นเด็กสาวอายุสิบแปดปี ตั้งแต่ปลายผมจรดปลายเท้าล้วนเขียนไว้ว่า “ไสหัวไปไกลๆ อย่าเข้ามาใกล้” เจ้าไปเอาความมั่นหน้ามาจากที่ใดถึงกล้าเอ่ยคำว่า “ไมตรี”?
อย่าว่าแต่ไมตรีเลย
ด้วยความหลงใหลที่ท่านประมุขมีต่อท่านอาวุโสในตอนนี้ เจ้าแซ่อวี้ผู้นี้ในใจของท่านประมุข เกรงว่าจะเทียบไม่ได้แม้แต่กับอุจจาระที่เพิ่งออกมาใหม่ๆ ด้วยซ้ำ
แม้พรหมยุทธ์จระเข้ทองคำและคนอื่นๆ จะรู้สึกว่าอวี้เสี่ยวกังสมองมีปัญหา แต่ในใจกลับถูกกระตุ้นให้เกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาเล็กน้อย
พวกเขาก็อยากรู้เช่นกันว่า เจ้าคนไร้ค่าผู้นี้กุม “ความลับ” อะไรไว้ ถึงได้กล้าที่จะ “เปิดโปง” กับท่านประมุขระดับเก้าสิบเก้า
ภายในโถงใหญ่ สายตาของทุกคนต่างจับจ้องมาเป็นจุดเดียว
ครึ่งหนึ่งจับจ้องไปที่อวี้เสี่ยวกัง อยากจะดูว่าเขายังจะสร้างเรื่องอะไรได้อีก
อีกครึ่งหนึ่ง ก็หันไปทางปี่ปี่ตง รอคอยปฏิกิริยาของ “ประมุขสาว” ผู้นี้
ภายใต้สายตาของทุกคน ในที่สุดปี่ปี่ตงก็ขยับตัว
นางก้าวลงบันไดทีละก้าว เรียวขาที่ตรงสวยซึ่งห่อหุ้มด้วยถุงน่องดำนิรันดร์ ทุกย่างก้าวราวกับเหยียบย่ำลงบนจังหวะการเต้นของหัวใจของทุกคน
“โอ้?”
พยางค์ง่ายๆ พยางค์หนึ่ง แต่กลับแฝงไปด้วยความดูถูกเหยียดหยามอย่างถึงที่สุด
สายตาของปี่ปี่ตง ราวกับกำลังพิจารณามดปลวกตัวหนึ่งที่อยู่แทบเท้า
“ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกัน”
“เจ้าคนไร้ค่าที่ตลอดชีวิตมิอาจทะลวงผ่านระดับยี่สิบเก้าได้...”
“จะเปิดโปงข้าได้อย่างไร?”
คำพูดประโยคเดียวของปี่ปี่ตง แทงเข้าไปในปอดของอวี้เสี่ยวกังอย่างจัง!
ระดับยี่สิบเก้า!
นี่คือความอัปยศอดสูตลอดชีวิตของเขา! คือบาดแผลในใจที่ไม่มีวันรักษาหาย!
ในยามนี้ กลับถูกสตรีนางนี้ นำมาเปิดโปงต่อหน้าธารกำนัลด้วยท่าทีที่ดูเหมือนไม่ใส่ใจ แต่กลับโหดร้ายถึงที่สุด!
“เจ้า... เจ้า...”
ร่างกายของอวี้เสี่ยวกังส่ั่นสะท้านอย่างรุนแรง เขายกมือขึ้น ชี้ไปยังใบหน้าที่งดงามไร้ที่ติของปี่ปี่ตงอย่างสั่นเทา เพราะความโกรธอย่างถึงขีดสุด ใบหน้าทั้งใบจึงกลายเป็นสีม่วงคล้ำ
“นี่เจ้าบีบข้านะ!!”
“เจ้าบีบข้าเองนะ!!!”
“เจ้ารอไว้เลย! วันนี้ข้าจะทำให้เจ้าชื่อเสียงป่นปี้!”
กล่าวจบ อวี้เสี่ยวกังก็พลันหันกลับไป เผชิญหน้ากับผู้ชมทุกคนในโถงใหญ่ ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีคำรามลั่น
“ทุกท่าน!!”
“พวกท่านยังไม่รู้สินะ!”
เสียงตะโกนนี้ ดึงดูดความสนใจของทุกคนได้สำเร็จ
พรหมยุทธ์จระเข้ทองคำหยุดการสบตากับพรหมยุทธ์ชิงหลวน
ไต้เทียนเฟิงก็หยุดหัวเราะเยาะ โผล่ศีรษะออกมาจากใต้รักแร้ของราชทินนามพรหมยุทธ์ทั้งสองอีกเล็กน้อย เกรงว่าจะพลาดรายละเอียดเด็ดๆ ไป
“เอ๊ะ? เกิดอะไรขึ้นรึ?”
แม้แต่หนิงหรงหรงที่นอนหลับอยู่บนโต๊ะ ก็ถูกเสียงคำรามนี้ปลุกให้ตื่นขึ้น ขยี้ตาอย่างงัวเงีย
ภายใต้สายตาของทุกคน
ท่ามกลางสายตานับไม่ถ้วนที่บ้างก็อยากรู้อยากเห็น บ้างก็ขบขัน บ้างก็เวทนา
อวี้เสี่ยวกังยกมือที่สั่นเทานั้นขึ้น พลันชี้ไปยังหลินเฟิงที่ยืนอยู่ด้านข้างตั้งแต่ต้นจนจบ คิ้วยังไม่ขยับแม้แต่น้อย!
เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ ใช้ท่าทีอันน่าเวทนาประหนึ่งกำลังเปิดโปงเรื่องอื้อฉาวสะเทือนฟ้า กล่าวออกมาด้วยเสียงหนักแน่นว่า:
“ประมุขปี่ปี่ตง กับคนผู้นี้! มีความสัมพันธ์ที่ไม่กระจ่างชัดกันอย่างแน่นอน!”
“อีกทั้ง! แทบจะแน่นอนว่าเป็นนางปี่ปี่ตงที่เสนอตัวเข้าไปหาเอง!”
สุดท้ายเขาใช้ท่าทีที่สรุปความ กล่าวหาอย่างถึงที่สุด
“เมื่อครู่นี้ก่อนที่พวกเขาจะลงมาจากชั้นบน บางทีอาจจะกำลังแอบทำเรื่องที่มิอาจให้ผู้ใดล่วงรู้กันอยู่ก็เป็นได้!”
สิ้นเสียงลง
เสียงฮือฮา ความตกตะลึง การวิพากษ์วิจารณ์อย่างที่คาดไว้ กลับไม่ปรากฏ
เฟิงหร่านถิงทั้งหลัง กลับตกอยู่ในความเงียบงันที่ประหลาดถึงขีดสุดอีกครั้ง
ทุกคนเบิกตากว้าง มองดูอวี้เสี่ยวกังที่ดูราวกับคนบ้า
สายตานั้น...
เหมือนกำลังมองคนโง่ที่สติปัญญาพัฒนาบกพร่องอย่างรุนแรง
พรหมยุทธ์จระเข้ทองคำแคะหู หันไปถามพรหมยุทธ์ชิงหลวนที่อยู่ข้างๆ “เมื่อครู่เขาพูดว่ากระไร? ข้าแก่แล้ว ฟังไม่ชัด”
พรหมยุทธ์ชิงหลวนทำหน้าไร้อารมณ์ “เขาบอกว่า ท่านประมุขชอบท่านอาวุโส”
พรหมยุทธ์จระเข้ทองคำ: “...อ้อ แล้วอย่างไรต่อ?”
พรหมยุทธ์ชิงหลวน: “หมดแล้ว”
พรหมยุทธ์จระเข้ทองคำ: “...”
ไต้เทียนเฟิงยิ่งทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก
แค่นี้เนี่ยนะ?
เขาอยากจะพุ่งเข้าไป งัดสมองของอวี้เสี่ยวกังออกมาดูจริงๆ ว่าข้างในบรรจุแต่กากถั่วเหลืองหรือไร
เจ้าบ้าเอ๊ย ทั้งข่มขู่ทั้งคำราม ทั้ง “ความลับสะเทือนฟ้า” ทั้ง “เปิดโปง” ปูเรื่องมาตั้งนาน ให้ข้าดูแค่นี้เนี่ยนะ?
ปี่ปี่ตงชอบท่านอาวุโสหลินเฟิง นี่มันไม่ใช่เรื่องที่เห็นได้ชัดหรอกรึ?
คนตาบอดก็ดูออกไหมล่ะ!
นี่มันนับเป็นความลับประเภทไหนกัน? นี่มันคือเรื่องปกติของเฟิงหร่านถิงโว้ย!
ยังต้องให้เจ้าหัวหมูนี่กระโดดออกมาเห่าหอนอีกรึ?
ส่วนเรื่องที่ว่าปี่ปี่ตงกับหลินเฟิงแอบทำเรื่องมิดีมิร้ายกันบนชั้นบนเมื่อครู่นี้...
ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเราอยู่ในร้านตั้งแต่ต้นจนจบ ได้ยินกับหูว่าท่านอาวุโสจะ “เปลี่ยนร่าง” ให้ท่านประมุข พวกข้าก็คงจะหลงเชื่อคำพูดไร้สาระของเจ้าแล้ว!
ไต้เทียนเฟิงยิ่งหดศีรษะกลับเข้าไปใต้รักแร้ของพรหมยุทธ์จระเข้ทองคำและพรหมยุทธ์กระดูก รู้สึกว่าฝ่ามือไม่กี่ฉาดที่ตนตบอวี้เสี่ยวกังไปเมื่อครู่นั้น ช่างดูไร้ค่าสิ้นดี
อาหารที่ปรุงออกมา มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก!
รางวัลที่มอบให้ตามใจก็เป็นสมุนไพรวิเศษไร้เทียมทาน กระดูกวิญญาณหายาก
แม้กระทั่งประมุขแห่งตำหนักวิญญาณยุทธ์ เขาก็ยังสามารถสร้างร่างใหม่ให้ได้ ทำให้นางกลับคืนสู่ความเยาว์วัย
การดำรงอยู่เช่นนี้ จะกล่าวว่าเป็นเทพเจ้าที่เดินดินอยู่ก็ไม่เกินจริง!
ประมุขปี่ปี่ตงชอบการดำรงอยู่เช่นนี้ มีปัญหาอะไรรึ?
ไม่มีปัญหาเลยสักนิด!
อย่าว่าแต่ท่านประมุขเลย
พรหมยุทธ์จระเข้ทองคำลูบใบหน้าของตนเอง พึมพำในใจ หากตนเป็นสตรี ตนคงจะรุกหนักกว่าปี่ปี่ตงเสียอีก!
ความคิดนี้ เกือบจะสะท้อนก้องขึ้นในใจของผู้ยิ่งใหญ่แห่งตำหนักวิญญาณยุทธ์ทุกคนในเวลาเดียวกัน
แต่ในขณะนั้นเอง
ความคิดประหลาดหนึ่ง ก็ผุดขึ้นมาในสมองของทุกคนโดยพร้อมเพรียงกัน
เดี๋ยวก่อน...
ว่ากันตามจริงแล้ว ในบรรดาคนที่อยู่ที่นี่... มีข้อยกเว้นอยู่จริงๆ หรือเปล่า?
พรึ่บ—!
พรหมยุทธ์จระเข้ทองคำ พรหมยุทธ์ภูต พรหมยุทธ์หมีอสูร... ราชทินนามพรหมยุทธ์ชายทั้งหมดของตำหนักวิญญาณยุทธ์
การเคลื่อนไหวราวกับซักซ้อมกันมาล่วงหน้า สายตาจับจ้องไปที่ร่างหนึ่งในทีมอย่างแม่นยำ พร้อมเพรียงกัน