- หน้าแรก
- ผู้ตรวจการแดนเถื่อน ระบบกู้ซากอารยธรรม
- บทที่ 1 - เมืองแห่งความสุข ทางรอดเดียวในยุคสิ้นโลก!
บทที่ 1 - เมืองแห่งความสุข ทางรอดเดียวในยุคสิ้นโลก!
บทที่ 1 - เมืองแห่งความสุข ทางรอดเดียวในยุคสิ้นโลก!
เดือนกรกฎาคม กลางฤดูร้อน แดดร้อนระอุจนแทบละลาย
ถนนยางมะตอยบิดเบี้ยวจากความร้อนจนดูเหมือนเกล็ดปลา รอยแตกทุกรอยมีเถาวัลย์หนาหน้าตาน่ากลัวแทรกตัวงอกออกมา
ชายหนุ่มถือมีดสั้น ฟันฝ่าเถาวัลย์ที่ขวางทางอย่างทุลักทุเล พลางเดินตามป้ายบอกทางข้างถนนไปเรื่อยๆ
"เมืองแห่งความสุข ทางรอดอันดับหนึ่งในแดนร้างของคุณ!"
"เมืองแห่งความสุข ความหวังแห่งยุคใหม่ของมนุษยชาติ!"
"เมืองแห่งความสุข เรามีอาหารกินไม่หมดและพลังงานใช้ไม่จำกัด!"
"เมืองแห่งความสุข ที่ที่ทุกคนจะได้รับความเคารพ!"
"สุข..."
ยิ่งเดินลึกเข้าไป ป้ายคำขวัญข้างทางก็ยิ่งถี่ขึ้น มันถูกตอกไว้บนเสาไฟฟ้าที่เอียงกระเท่เร่ พ่นอยู่บนกำแพงธนาคารที่พังถล่ม หรือแม้แต่สลักไว้บนป้ายร้านค้าที่ผุพังตามกาลเวลา
ราวกับมนต์สะกดบางอย่าง ชายหนุ่มที่เหนื่อยล้าจนแทบขาดใจ จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนมีแรงฮึดขึ้นมา ขาที่สั่นเทาดูจะก้าวได้เบาขึ้นอย่างประหลาด
เมื่อเลี้ยวผ่านโค้งตามป้ายบอกทาง เงาของซากเมืองที่ทาบทับก็จางหายไป แสงแดดจ้าสาดส่องลงมา เส้นแบ่งของแสงและเงาแยกซากปรักหักพังไว้เบื้องหลังอย่างชัดเจน
แม้เสียงตามสายจะบรรยายถึงเมืองแห่งความสุขไว้อย่างเว่อร์วัง แต่เมื่อได้เห็นของจริงกับตา ชายหนุ่มก็ยังอดไม่ได้ที่จะอ้าปากค้างด้วยความตะลึง
สิ่งแรกที่กระแทกตาคือ 'กำแพงแห่งความสุข' ในตำนาน!
ตามคำบรรยาย กำแพงนี้สูงถึงสามสิบเมตร ทอดยาวกว่าสิบกิโลเมตร โอบล้อมพื้นที่อยู่อาศัยขนาดมหึมากว่าสิบตารางกิโลเมตรเอาไว้
แต่ของจริงน่าจะใหญ่กว่านั้น เพราะกำแพงเป็นรูปวงรีที่ไม่สม่ำเสมอ
หากคำนวณจากความหนาแน่นของประชากรในแดนร้าง ข้างในนั้นน่าจะจุคนได้เป็นล้าน!
หน้ากำแพงยักษ์คือโซนกันชนที่ทุกเมืองต้องมี
แต่ที่ต่างออกไปคือ โซนกันชนของเมืองแห่งความสุขนั้นใหญ่โตและเป็นระเบียบพอๆ กับกำแพงเมือง มันยาวนับสิบกิโลเมตรและกว้างถึงห้ากิโลเมตร
แม้ข้างในจะเต็มไปด้วยตึกเก่าจากยุคก่อน และมีถนนคนเดินสภาพทรุดโทรมแทรกอยู่บ้าง แต่ด่านตรวจที่ตั้งอยู่หน้าสุดกลับแผ่รังสีอำนาจที่ทำให้คนใจสั่น
ด่านตรวจถูกแบ่งด้วยรั้วเหล็กเป็นระเบียบ แบ่งเป็นโซนหน้า กลาง และหลัง สำหรับการคัดกรองเบื้องต้น กักตัวสังเกตอาการ และทำเรื่องเป็นพลเมือง ตามลำดับ
ในโซนคัดกรอง ผู้รอดชีวิตต้องผ่านประตูเหล็กบานใหญ่ เข้าไปในกรงเหล็กที่ตั้งอยู่บนสายพาน ซึ่งจะลำเลียงพวกเขาไปหยุดหน้าเจ้าหน้าที่ตรวจสอบที่ช่องต่างๆ เพื่อตรวจหาโรคระบาด
ใครที่ผ่านการตรวจและยืนยันว่าปลอดเชื้อ ก็จะได้เข้าไปทำเรื่องเป็นพลเมืองในโซนด้านหลังทันที
ส่วนใครที่น่าสงสัย จะต้องถูกส่งไปโซนกลางเพื่อกักตัวในเต็นท์ผ้าใบเป็นเวลาสามวัน
[ท่านได้เข้าสู่เขตหวงห้ามเมืองแห่งความสุข]
[กรุณาเดินตามเส้นสีเหลืองเพื่อรับการตรวจ]
[ผู้บุกรุกจะถูกสังหารทันที]
เมื่อเข้าใกล้โซนกันชน ป้ายบอกทางก็เปลี่ยนข้อความไปในทางข่มขู่มากขึ้น
ชายหนุ่มกลืนน้ำลายอย่างประหม่า กระชับเป้สะพายหลังแล้วเดินปะปนไปกับฝูงคนที่ต่อแถวอยู่
"กรุณาเข้าแถวให้เป็นระเบียบ อย่าเบียดเสียด ให้เข้าไปในกรงตรวจทีละครอบครัว!"
เสียงสังเคราะห์แหบพร่ายังก้องอยู่เหนือลานคัดกรอง ป้อมปืนทรงรังนกแปดป้อมตั้งตระหง่านเหมือนสัตว์ร้าย ลำโพงบนผนังคอยย้ำคำสั่งเดิมซ้ำๆ
เหล่าผู้รอดชีวิตก้มหน้าก้มตา ขยับเท้าเดินไปข้างหน้าอย่างเงียบเชียบภายใต้ปากกระบอกปืนกลหนักที่จ้องมองมา
แต่เมื่อถึงคิวขึ้นกรงเหล็ก พวกเขามีสิทธิ์เลือกเจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้หนึ่งครั้ง
จากเลข 1 ถึง 8 สายพานสนิมเขรอะแปดสายทอดตัวเรียงราย นำไปสู่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบแปดคนที่มีอายุและเพศต่างกัน
ชายหนุ่มสายตาลอกแลก แกล้งทำเป็นมองผ่านๆ ไปยังช่องต่างๆ ก่อนจะล็อคเป้าไปที่เจ้าหน้าที่หมายเลข 8 มุมปากยกยิ้มเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น
แม้เจ้าหน้าที่ทุกคนจะสวมหน้ากาก แต่ดูจากผิวที่ลำคอก็รู้ได้ทันทีว่าหมายเลข 8 อายุน้อยที่สุด และโดยธรรมชาติแล้ว... เด็กมักจะหลอกง่ายที่สุด
"ชื่อ?"
"เอ็ดมันด์ เลค"
"มาจากไหน?"
"เมืองสหพันธ์ซัค"
ต่อหน้าชายหนุ่ม เจ้าหน้าที่หมายเลข 8 กางแผนที่ออก มองหาอยู่นานก่อนจะร้องด้วยความแปลกใจ "หือ? ที่นั่นห่างจากเมืองแห่งความสุขตั้งเกือบสามพันกิโล คุณมาได้ยังไง?"
"ผมนั่งรถไฟขนส่ง ต่อรถยนต์ แล้วก็นั่งเรือช่วงสั้นๆ จากนั้นก็เดินเท้าอีกสามร้อยกิโลจนมาถึงที่นี่ครับ"
"โอเค เดินทางมาไกลน่าดู เห็นเครื่องวัดอุณหภูมิเครื่องแรกบนโต๊ะตรงหน้าไหม หยิบมันขึ้นมา จ่อที่หน้าผากแล้วกด จากนั้นบอกตัวเลขที่ขึ้นมาให้ผมทราบ"
"รับทราบ"
ในกรงเหล็กแต่ละกรงจะมีโต๊ะเล็กๆ ยึดติดกับพื้น บนนั้นมีอุปกรณ์ตรวจวัดสามอย่างวางอยู่
เอ็ดมันด์ทำตามคำสั่ง หยิบเครื่องวัดอุณหภูมิขึ้นมา ไม่นานหน้าจอก็แสดงตัวเลขสองหลัก
47.02
"คุณเจ้าหน้าที่ เครื่องนี้น่าจะพังนะครับ อุณหภูมิผมจะเป็น 47 องศาได้ยังไง?"
"งั้นเหรอ?"
เจ้าหน้าที่หมายเลข 8 ชะโงกหน้าออกมาดูด้วยความสงสัย เมื่อเห็นตัวเลขก็พยักหน้า
"ดูเหมือนเครื่องจะรวนจริงๆ ไม่เป็นไร งั้นเรามาเข้าช่วงถามตอบกันเลย ถ้าผ่านแล้วคุณก็ไปทำเรื่องลงทะเบียนข้างหลังได้"
"เยี่ยมเลยครับ เชิญถามมาได้เลย"
"ระหว่างเมืองสหพันธ์ซัคกับเมืองแห่งความสุข คุณใช้เส้นทางน้ำช่วงไหน?"
"น่าจะเป็นแม่น้ำสาขาหลินเจียง?" เอ็ดมันด์พยายามนึก "เมืองอวิ๋นมีฝูงผู้ติดเชื้อระบาดหนัก ผมเลยต้องอ้อมทางน้ำช่วงนั้น"
"เวลาที่แน่นอนล่ะ?"
"วันที่ 15 มิถุนายน"
"จำแม่นจังนะ?"
"แน่นอนครับ วันนั้นเป็นวันก่อตั้งเมืองแห่งความสุข ผมนั่งฟังถ่ายทอดสดงานฉลองผ่านวิทยุตั้งสามชั่วโมง" เมื่อนึกถึงเสียงระฆังอันกังวานและเสียงโห่ร้องยินดีที่ดังแทรกผ่านเสียงซ่าของคลื่นวิทยุ ใบหน้าของเอ็ดมันด์ก็ฉายแววเปี่ยมสุข
เห็นได้ชัดว่าตลอดการเดินทางอันยาวนาน เสียงวิทยุของเมืองแห่งความสุขคือสิ่งที่หล่อเลี้ยงใจเขา
"อืม ดี งั้นคุณจำประกาศเรื่องภัยพิบัติรอบนอกหลังจงานฉลองได้ไหม?"
"มีช่วงนั้นด้วยเหรอ?"
รอยยิ้มของเอ็ดมันด์แข็งค้าง รูม่านตาหดเกร็งวูบไหวในเงามืด "ผมจำไม่ได้เลย สงสัยจะประกาศดึกไปหน่อย?"
"คุณไม่มีทางจำได้หรอก"
เสียงโลหะเสียดสีบาดหู เจ้าหน้าที่หมายเลข 8 ดึงลิ้นชักออกแล้วโยนรูปถ่ายปึกหนึ่งลงบนโต๊ะ
ในรูปคือแม่น้ำที่เกรี้ยวกราดเหมือนงูยักษ์ขุ่นคลั่ก ทะลักออกจากฝั่งเข้าท่วมพื้นที่รกร้างเป็นวงกว้าง
"วันที่ 14 มิถุนายน แม่น้ำสาขาหลินเจียงเกิดน้ำป่าไหลหลากตอนเช้ามืด ระดับน้ำสูงขึ้นเจ็ดเมตร ศพของผู้ลี้ภัยทางน้ำทั้งหมดไปติดอยู่ที่สะพานขาดห่างจากเมืองอวิ๋นไปสามสิบกิโล"
"และตารางการเดินทางของคุณ... มันช้ากว่าพญามัจจุราชไปตั้งยี่สิบสี่ชั่วโมง"
"อะไรนะ?"
เหมือนมีใครไปกดปุ่มสวิตช์ เอ็ดมันด์ลุกพรวดขึ้น สีหน้าซีดเผือดในพริบตา เครื่องหน้าบิดเบี้ยวกลายเป็นรอยย่นสีเทาหม่นเหมือนเห็ดหูหนูที่แช่น้ำมาหลายวัน
"น้ำป่า... สะพานขาด... ฉัน..."
รูม่านตาของเอ็ดมันด์ขยายกว้าง คางหลุดห้อยลงมาถึงหน้าอก ทันใดนั้นหนวดสีม่วงเทาสามเส้นก็พุ่งทะลุออกมาจากลำคอ ผิวของมันเต็มไปด้วยปุ่มดูดน่าขยะแขยง
แต่ยังไม่ทันที่หนวดเส้นแรกจะลอดผ่านซี่กรงเหล็กออกมา จุดเลเซอร์สีแดงเล็กๆ ก็ปรากฏขึ้นที่กลางหน้าผาก
ปัง!
กระสุนขนาด 7.62 มม. ที่มีฤทธิ์ "ขับมาร" ทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม มันฉีกกระชากหนวดพวกนั้นขาดกระจุยพร้อมกับระเบิดหัวไปครึ่งซีก
ร่างท่อนบนของเอ็ดมันด์หงายหลังกระเด็น เผยให้เห็นก้อนเนื้อที่ยังดิ้นขลุกขลักอยู่ตรงท้ายทอย ที่น่าสยองคือใบหน้าที่เหลืออีกครึ่งซีกยังคงฉีกยิ้มบิดเบี้ยว หลอดลมที่ฉีกขาดส่งเสียงหวีดหวิวออกมาไม่หยุด "ของปลอม... ความสุข... ปลอม"
"รหัส--หนวดมรณะ ระดับการติดเชื้อ: ระยะสอง ถูกกำจัดโดยเจ้าหน้าที่ฝึกหัด 'เฉิงเย่' ร่วมกับพลซุ่มยิงบนหอคอย"
เมื่อเงยหน้าขึ้นเห็นพลซุ่มยิงทำมือเป็นสัญลักษณ์ OK เฉิงเย่ก็ถอนหายใจ กดวิทยุสื่อสารเพื่อรายงานสถานการณ์
ไม่นานปลายสายก็ตอบกลับมา "รับทราบ หน่วยเก็บกวาดจะไปถึงในสามนาที ขอให้เจ้าหน้าที่คุมสถานการณ์ต่อไป!"
คุมสถานการณ์?
เฉิงเย่วางสาย กลั้นความรู้สึกอยากจะอ้วกที่ตีตื้นขึ้นมา แล้วมองไปรอบๆ
ผู้รอดชีวิตบนสายพานอีกเจ็ดสายดูเหมือนจะชินชากับภาพนี้ไปแล้ว พวกเขาแค่หันมามองตามสัญชาตญาณตอนได้ยินเสียงปืน ไม่มีใครตกใจกับสภาพศพของเอ็ดมันด์หรือหนวดประหลาดนั่นเลย
ส่วนเจ้าหน้าที่อีกเจ็ดคนยิ่งนิ่งจนน่ากลัว ไม่มีใครหันมามองด้วยซ้ำตอนเสียงปืนดัง
ถ้าจะบอกว่าต้องคุมสถานการณ์... ก็คงมีแค่ตัวเขาเองนี่แหละ เจ้าหน้าที่ฝึกหัดที่เพิ่งทะลุมิติมาได้แค่สองเดือน ที่ต้องการความสงบทางใจที่สุด
[จบแล้ว]