เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 27 เทพแห่งไฟในโลกอนาคต

ตอนที่ 27 เทพแห่งไฟในโลกอนาคต

ตอนที่ 27 เทพแห่งไฟในโลกอนาคต


ตอนที่ 27 เทพแห่งไฟในโลกอนาคต

ขณะที่ทั้งสามกำลังงุนงงกับเสียงขันของไก่กลายพันธุ์อยู่นั้น ก็เกิดเสียงระเบิดดังขึ้นอย่างรุนแรง “ตู้ม!” ซ่งเจิงโผล่หัวออกไปดูสถานการณ์ทันที

เขาสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังหนาแน่นปกคลุมอยู่ทั่วบริเวณจนรู้สึกเหมือนถูกกดทับ เด็กหนุ่มยกมือขึ้นกุมหัว นี่มันอะไรกัน! ปวดหัว… ปวดหัวชะมัด!

ทันใดนั้นร่างที่มีเปลวเพลิงลุกท่วมก็พุ่งออกมา ลิงผอมยกดาบยาวขึ้นป้องกันตัว ส่วนพี่ใหญ่กุ้ยเห็นซ่งเจิงอาการไม่ดีจึงรีบลากอีกฝ่ายให้มาหลบอยู่ข้างหลัง ก่อนคว้ามีดสปาร์ตาขึ้นมายืนอยู่หน้าสุด

เงาร่างนั้นกวาดสายตามองรอบตัว จนเหลือบไปเห็นคนทั้งสามยืนอยู่ห่างออกไปสิบเมตร

“พรึ่บ!” ไฟบนตัวของมันลุกโชนขึ้นทันที พี่ใหญ่กุ้ยและลิงผอมมีสีหน้าเคร่งเครียดพลางกระชับอาวุธในมืออย่างเงียบเชียบ

เมื่อเวลาผ่านไปครู่ใหญ่ เงาร่างนั้นยังคงยืนนิ่งไร้การขยับเขยื้อน พี่ใหญ่กุ้ยพยายามคิดเสียว่ามันเป็นแค่ดอกไม้ไฟ ก่อนใช้มีดสปาร์ตาฟาดฟันทันที!

ร่างนั้นถอยหลังหลบการโจมตีอย่างชาญฉลาด พี่ใหญ่กุ้ยรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาเมื่อเห็นว่าคู่ต่อสู้สามารถหลบหลีกและตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว เขากำอาวุธในมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ก่อนกัดฟันพุ่งเข้าไปอีกครั้ง ส่วนลิงผอมเปิดฉากโจมตีด้วยการปากริชสามเล่มออกไปในอากาศ

การโจมตีของพวกเขาสอดประสานกันเกิดเป็นพลังรุนแรง แต่เงานั้นกลับไม่หลบเลี่ยงและรับมีดสปาร์ตาของพี่ใหญ่กุ้ยไว้ด้วยมือเดียว ซ้ำร้ายกริชอีกสามเล่มยังหายวับไปราวกับแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ!

เงานั้นหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง “เจ้าพวกโง่! ฉันเป็นคนโว้ย!” เปลวไฟที่อยู่บนร่างค่อยๆเลือนหายไปในอากาศ ลิงผอมและพี่ใหญ่กุ้ยมองดูเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความงุนงง

เปลวไฟที่มอดไปเผยให้เห็นเส้นผมสีแดง ตาสีแดง ผิวขาวซีด รวมถึงเสื้อผ้าสีดำแดง มือทั้งสองข้างสวมถุงมือเปิดนิ้วสีเข้ม ท่อนล่างสวมใส่กางเกงยีนสีดำและรองเท้าผ้าใบสีแดง

เด็กหนุ่มดูท่าทางอายุไม่เยอะมากนักราวๆยี่สิบปี ใบหน้าของเขาหล่อเหลาหาตัวจับยาก แต่สิ่งที่น่าแปลกคือดวงตาทั้งสองข้างเป็นสีแดงราวกับมีกองไฟลุกโหมอยู่ตลอดเวลา

เปลวเพลิงในแววตานั้นสั่นระริกราวกับพร้อมเผาผลาญอธรรมและความชั่วร้ายทั้งหมดบนโลกให้มอดไหม้

พี่ใหญ่กุ้ยมองเข้าไปในดวงตาคู่นั้นก่อนจะหัวเราะออกมา “โถ่… ที่แท้ก็เป็นไอ้เด็กที่ไหนไม่รู้ นึกว่าเจอสัตว์ประหลาดเข้าแล้วซะอีก”

เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายไม่พอใจนัก เด็กหนุ่มยกมือขึ้นกอดอกพลางส่งเสียงขึ้นจมูก “ฉันชื่อฉู่อี้ ไม่ใช่เด็กที่ไหนก็ไม่รู้ซะหน่อย!”

ลิงผอมตบไหล่พี่ใหญ่กุ้ยเป็นเชิงบอกให้ถอยไป ก่อนจะยกกำปั้นที่มีกริชซ่อนอยู่ขึ้น “ไม่ทราบว่านายมาทำอะไรที่นี่?”

ฉู่อี้ย่นจมูกใส่คำถามนั้นอย่างดูถูกเหยียดหยาม แต่แล้วจู่ๆก็ร้องโวยวายขึ้นมา “แย่แล้ว! แย่แล้ว! วิ่งเร็ว!” สิ้นเสียงเด็กหนุ่มก็ออกวิ่งผ่านซ่งเจิงไป

ซ่งเจิงเห็นดังนั้นก็รีบยกมือสกัดกั้นอีกฝ่ายเอาไว้เพื่อถามไถ่ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เข้าใจ แต่โชคร้ายที่ฉู่อี้เป็นคนตัวเล็กจึงหลบการขัดขวางของซ่งเจิงไปอย่างง่ายดาย ทั้งสามมองตามเด็กหนุ่มที่วิ่งหายไปกับฝุ่นด้วยความสับสน เด็กนั่นกินอะไรผิดสำแดงมาหรือไงถึงได้ตื่นตระหนกแบบนี้?

ขณะที่พวกเขากำลังตกอยู่ในความงุนงงนั้นก็ได้ยินเสียงคำรามต่ำดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เมื่อหันไปมองจึงตกใจจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง ครั้งที่แล้วพวกเขาถูกฝูงซอมบี้ราวโหลหนึ่งไล่ล่า แต่ครั้งนี้… คลื่นซอมบี้มากมายนับไม่ถ้วนกำลังหลั่งไหลมา!

แววตาสีแดงฉานที่ส่งมาทักทายทำให้พวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากต้องวิ่งหนีเท่านั้น! ทั้งสามใส่เกียร์ห้าวิ่งหน้าตั้งอย่างไม่คิดชีวิต ถ้าเปรียบเป็นรถเมล์คงได้เรียกประกันอย่างแน่นอน!

พวกเขาวิ่งอย่างบ้าคลั่งสุดแรงเกิดตามฉู่อี้ไปติดๆ จนไล่ตามได้ทันในเวลาไม่นาน ซ่งเจิงอ้าปากร้องตะโกน “ไอ้คนข้างหน้าน่ะ! รอพวกเราด้วย!” ลมตีเข้าปาก จนรู้สึกไม่สบายอย่างไรชอบกล

ฉู่อี้หันมามองด้วยท่าทีเริงร่าเมื่อเห็นทั้งสามกำลังวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน! “เรื่องอะไรจะรอให้โง่ล่ะ! แน่จริงก็ตามให้ทันสิ!”

ซ่งเจิงเห็นรอยยิ้มของฉู่อี้แล้วอดรู้สึกขำไม่ได้ พี่ใหญ่กุ้ยและลิงผอมก็ไม่ต่างกัน พวกเขาพากันหัวเราะจนแทบหายใจไม่ทัน ฉู่อี้มองดูพวกเขาด้วยความแปลกใจก่อนจะก่นด่าออกมา "พวกคนเสียสติ!"

อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าหมู่บ้านแห่งนี้มีหนทางคดเคี้ยวมากมายทำให้ผู้คนที่สัญจรไปมามึนงงได้ง่าย… “โครม!” ฉู่อี้ที่เพิ่งหันกลับไปมองทางชนเข้ากับกำแพงเต็มๆ ชักสงสัยว่าคนเราต้องใช้แรงมากแค่ไหนถึงจะพังทลายกำแพงด้วยใบหน้าได้?!

สามสหายวิ่งผ่านบ้านหลังนั้นไป เมื่อเห็นว่าฉู่อี้พุ่งทะลุออกมาจึงหัวเราะไม่หยุด ซ่งเจิงร้องตะโกนด้วยความขบขัน “สุดยอด! หนังหนาชะมัด! ใช้หน้าพังกำแพงได้ด้วย!” เสียงหัวเราะอย่างไม่เกรงใจทำลายความมั่นใจอันเปราะบางของเด็กหนุ่มวัยรุ่นไปจนหมดสิ้น

ฉู่อี้หน้าแดงก่ำ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็เอาชนะคนไร้ยางอายอย่างพวกของซ่งเจิงไม่ได้ ว่ากันว่า ต้นไม้อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเปลือก แต่พวกคนไร้ยางอายกลับอยู่ยงคงกระพัน! ฉู่อี้ตะโกนด้วยความโมโหและอับอายสุดขีด “พวกคนหน้าไม่อาย!”

เสียงของเขาบังเอิญดังเข้าหูฝูงซอมบี้ข้างหลัง พวกมันอ้าปากกว้างจนน้ำลายน่าขยะแขยงกระเด็นว่อนในอากาศ ซอมบี้ตัวหนึ่งร้องคำรามเรียกพรรคพวกให้มารวมตัวกัน ซ่งเจิงหน้าซีดด้วยความตื่นตระหนก ก่อนตะโกนให้กำลังใจตัวเอง

“ลูกผู้ชายที่แท้จริง ไม่หันหลังกลับไปมองซอมบี้กันหรอก!”

ฉู่อี้ที่วิ่งนำหน้าชะลอความเร็วลงมาอยู่ข้างซ่งเจิงก่อนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ลูกผู้ชายงั้นเหรอ? ถ้านายแน่จริงก็ต้องหันกลับไปมองได้สิ! ตลกชะมัด!”

ซ่งเจิงไม่สนใจคำเยาะเย้ยของฉู่อี้ เขากัดฟันออกแรงวิ่งด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี จนกระทั่งฉู่อี้ค่อยๆตกไปอยู่ท้ายขบวน

ซ่งเจิงเห็นว่าฉู่อี้อยู่รั้งท้ายก็อดไม่ได้ที่จะตะโกนเยาะเย้ย "ไอ้… ไอ้หนู! วิ่ง… ไม่ไหวแล้วหรือไง!" เสียงกระท่อนกระแท่นขาดหายฟังดูเหมือนเสียงคนแก่ใกล้สิ้นลม

แม้จะปากเสีย แต่ซ่งเจิงก็ยื่นมือออกไปช่วยอีกฝ่ายอย่างจริงใจ

ฉู่อี้มองดูมือของซ่งเจิงที่ยื่นมาให้แล้วนิ่งอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ขณะที่ซ่งเจิงมองมาอย่างร้อนใจ “เจ้าโง่! จับมือฉันไว้เร็วเข้า!”

แววตาของฉู่อี้สั่นไหวเล็กน้อย เขาแยกเขี้ยวเห็นฟันขาวครบทุกซี่ก่อนเหยียดแขนออกไป “พรึ่บ! พรึ่บ! พรึ่บ!” เปลวไฟปะทุออกมาราวกับกลองศึก! ฉู่อี้สะบัดร่างไปทางด้านหลัง “ตู้ม!” ลูกไฟขยายใหญ่ขึ้นตามสายลม ก่อนลอยไปปะทะกับฝูงซอมบี้อย่างรุนแรง!ฃ

ฉู่อี้ยิงฟันให้ซ่งเจิงอีกครั้ง แต่… ครั้งนี้ดูเหมือนจะมีบางอย่างแตกต่างออกไป ซ่งเจิงตกตะลึง นี่มัน… รอยยิ้มเยาะ!

“โครม!” ประวัติศาสตร์มักจะซ้ำรอยเสมอและมีเพียงคนฉลาดเท่านั้นที่จะไม่ผิดพลาดแบบเดิมซ้ำสอง แน่นอนว่าคนฉลาดย่อมไม่รวมซ่งเจิงที่ชนเข้ากับกำแพงอย่างจัง!

ซ่งเจิงทะลุกำแพงออกมาด้วยน้ำตาคลอเบ้า เป็นอย่างที่คิดไว้… ฉู่อี้และคนอื่นๆกำลังหัวเราะสุดเสียงอย่างไร้ยางอาย...

น้ำเสียงมีชีวิตชีวาและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังของฉู่อี้ลอยมากับสายลม “นี่มันศิลปะแห่งสวรรค์! ศิลปะแห่งสวรรค์! งดงามจริง! ฮ่าๆๆ”

หากหลายปีต่อมามีคนถามซ่งเจิงว่า “ลุงซ่ง คำพูดที่ดีที่สุดที่ท่านเทพแห่งไฟเคยพูดกับลุงคืออะไรเหรอ?”

ซ่งเจิงจะตอบไปว่า “เขาสรรเสริญผลงานของฉันยังไงล่ะ!”

จบบทที่ ตอนที่ 27 เทพแห่งไฟในโลกอนาคต

คัดลอกลิงก์แล้ว