เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 9 การยั่วยุของตู่หมิง

ตอนที่ 9 การยั่วยุของตู่หมิง

ตอนที่ 9 การยั่วยุของตู่หมิง


ตอนที่ 9 การยั่วยุของตู่หมิง

เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูห้อง ซ่งเจิงได้ยินเสียงเอะอะดังออกมาจากข้างใน เหมือนว่าจะเป็นเสียงอ้อนวอนของหลี่ว่านหลู “นาย… เข้ามาที่นี่ได้ยังไง นี่ห้องของซ่งเจิงนะ!”

เสียงผู้ชายดังขึ้น “ซ่งเจิงงั้นเหรอ? คนที่มัวแต่มุดหัวอยู่ในครัวของโรงแรมน่ะนะ? ฉันว่าเธอก็สวยใช่ย่อยแต่ไม่คิดว่าสเปคของเธอจะต่ำแบบนี้… มีผู้ชายตั้งเยอะแยะแต่กลับพลีกายให้ไอ้เวรนั่นเหรอ? มันมีดีอะไรเธอถึงยอมวิ่งเข้าหาอ้อมกอดมันน่ะ?”

หลี่ว่านหลูไม่ตอบอะไรพร้อมกับถอยไปด้านหลัง

ก่อนหน้านี้ซ่งเจิงมอบขนมเปี๊ยะทอดให้กับเธอ… ซึ่งขนมเปี๊ยะทอดครึ่งชิ้นนั้นคู่ควรที่จะได้รับความบริสุทธิ์ของเธอไป ถ้าเรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นในโลกสมัยยังรุ่งเรืองอยู่คงเป็นเรื่องขบขันไม่น้อย แต่ในวันสิ้นโลกอย่างนี้ทุกคนรู้ดีว่าอาหารมีค่ากว่าสิ่งใด

หลี่ว่านหลูไม่รู้ความลับของกระทะเหล็ก แต่เธอได้เห็นขนมเปี๊ยะทอดของซ่งเจิง และไม่ว่ามันจะมาจากที่ไหน หากข่าวนี้แพร่กระจายออกไปซ่งเจิงคงจะต้องตกอยู่ในอันตรายแน่

ในตอนนี้หลี่ว่านหลูจึงทำได้เพียงเงียบและถอยหลังหนีเท่านั้น

แต่เพราะท่าทีของเธอทำให้ชายตรงหน้าเข้าใจผิด เขาเผยรอยยิ้มเย็นชาพร้อมกล่าวต่อ “อ้อ ฉันเข้าใจแล้วนังผู้หญิงชั่วช้า เธอก็แค่ต้องการผู้ชายสินะ… เมื่อก่อนฉันน่ะหลงคิดว่าเธอคือผู้หญิงที่ดีเลิศ แต่สุดท้ายก็เป็นแค่สินค้า ในเมื่อเป็นแบบนี้ก็มานอนกับฉันบ้างสิ ฉันสามารถทำให้เธออยู่ที่นี่อย่างสุขสบายได้นะ ส่วนคนอย่างซ่งเจิงมันให้อะไรเธอบ้าง? เชื่อไหมว่าฉันสามารถขยี้มันได้ด้วยการใช้นิ้วโป้งข้างเดียว!”

“หุบปากเดี๋ยวนี้นะ!”  หลี่ว่านหลูตะคอก

แต่ในขณะนั้นเองประตูเปิดออกพร้อมกับเสียงชายคนหนึ่งดังขึ้น “แต่ฉันไม่เชื่อ…”

คนๆนั้นคือซ่งเจิง

เมื่อก้าวเข้ามาจึงมองเห็นสถานการณ์ทุกอย่างชัดเจน หลี่ว่านหลูยืนตัวสั่นอยู่ที่มุมห้อง ตรงหน้าของเธอมีชายร่างสูงใหญ่กำยำยืนอยู่ ใบหน้าเย้ยหยันนั้นชัดเจนจนน่าหมั่นไส้

ตู่หมิง!

ซ่งเจิงรู้จักเขาเพราะเขาคือหนึ่งในสมาชิกทีมสำรวจโรงแรมฟู่คัง ก่อนจะถึงวันสิ้นโลกเขาคือผู้จัดการบริษัทแห่งหนึ่ง ดวงตาคู่นั้นดุร้ายจนเกินกว่าซ่งเจิงคนก่อนจะกล้าพูดคุยด้วย

“อ้อ ก็นึกว่าใคร… เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมน่ะเอง ว่าแต่เมื่อกี้แกพูดว่าอะไรนะ?”

ตู่หมิงเผยสีหน้าเหยียดหยามออกมา เขาไม่เคยสนใจไอ้หนุ่มตรงหน้านี้เลย จึงไม่คิดเกรงกลัว

ส่วนซ่งเจิงมองชายตรงหน้าด้วยใบหน้าเรียบเฉย เขากล่าวตอบเสียงเย็นชา “ผมพูดว่าไม่เชื่อ… อยากจะขยี้ผมด้วยนิ้วโป้งข้างเดียวงั้นเหรอ? ลองดูสิ!”

คำพูดที่ไร้ความเกรงกลัวอีกทั้งยังเย้ยหยันทำให้ใบหน้าของตู่หมิงบิดเบี้ยวอย่างน่าเกลียด!

สายตาคู่นั้นมองเหยียดพร้อมกล่าวตอบ “หึ ไม่คิดเลยว่าเด็กน้อยขี้ขลาดอย่างแกยังมีศักดิ์ศรีเหลืออยู่บ้าง แกคิดจะมีเรื่องกับฉันงั้นเหรอ? ได้ ฉันจะสั่งสอนบทเรียนให้ ถ้าพ่อแม่แกไม่เคยสอน!”

หลังพูดจบ ตู่หมิงปล่อยหมัดตรงออกไปทันที

หลี่ว่านหลูที่ยืนหลบอยู่แม้จะหวาดกลัวมากแต่เมื่อเห็นแบบนี้ก็รีบร้องตะโกน “หยุดได้แล้ว เลิกก่อความวุ่นวายสักที กฎของที่นี่เป็นยังไงทุกคนรู้ดี ถ้าคุณลงมือกับซ่งเจิง หัวหน้าเฉินต้องลงโทษคุณแน่!”

ตู่หมิงยกยิ้มเย็นชา “กฎงั้นเหรอ? ไร้สาระสิ้นดี ฉันคือสมาชิกของทีมสำรวจที่สามารถจัดการกับพวกคนธรรมดาอย่างแกได้แค่ดีดนิ้ว ฉันไม่เชื่อหรอกว่าหัวหน้าเฉินจะเข้าข้างเด็กน้อยอย่างแก!”

ซ่งเจิงยังคงเงียบ

จริงๆแล้วโรงแรมมีกฎมากมาย ผู้รอดชีวิตทั้งหมดห้ามลงมือทำร้ายกันและห้ามก่อความวุ่นวายโดยเด็ดขาด

มีผู้รอดชีวิตกว่าสองร้อยคน จึงไม่ง่ายเลยที่จะไม่มีเรื่องเสียดสีหรือบาดหมาง แต่เพราะมีกฎตั้งไว้จึงไม่มีใครกล้าลงมือโดยพลการ

แต่สำหรับสมาชิกทีมสำรวจ สถานะของพวกเขาอยู่สูงกว่าผู้รอดชีวิตทั่วไป ถ้าเกิดว่าคู่ต่อสู้เป็นแค่คนธรรมดา แน่นอนว่าอีกฝ่ายย่อมเหนือกว่ามาก

การเป็นสมาชิกทีมสำรวจนั้นไม่เพียงแค่มีพละกำลังเท่านั้น คนพวกนี้ยังได้รับอาหารที่ดีกว่าผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ เช่นนี้จึงไม่แปลกเลยที่เหล่าคนอดข้าวจะไม่สามารถเอาชนะทีมสำรวจได้

เจ้าหนุ่มน้อยคนนี้แกว่งเท้าหาเสี้ยนซะแล้ว

เมื่อเห็นว่าซ่งเจิงเงียบไป ตู่หมิงทึกทักเอาเองว่าอีกฝ่ายคงเริ่มกลัว เสียงหัวเราะดังออกมาอย่างบ้าคลั่ง “ฮ่าฮ่า! เป็นไงล่ะ รู้สึกขาสั่นขึ้นมาแล้วใช่ไหม? ฉันจะให้นายยืนหัวหดอยู่ตรงนั้นแหละ แล้วจงดูซะว่าหลี่ว่านหลูนี่สวยขนาดไหน เธอไม่ใช่ดอกไม้ที่คนอย่างแกจะเด็ดดมได้… หลีกไปซะ ฉันจะพาเธอกลับไปที่ห้อง!”

ขณะที่ตู่หมิงพูดอย่างนั้นเขายื่นมือผลักหน้าอกของซ่งเจิงเบาๆ พร้อมใบหน้าเหยียดหยาม

ทันใดนั้นเองเป็นซ่งเจิงที่คว้าข้อมือของอีกฝ่ายไว้อย่างแน่นหนา

“เฮ้ย! แกคิดจะ…” ตู่หมิงพยายามกระชากมือกลับแต่ไม่สามารถทำได้ นิ้วทั้งห้าของอีกฝ่ายราวกับคีมเหล็กที่ไม่ยอมให้เขาหนีไปไหน

“ไสหัวออกไปซะ!”

ซ่งเจิงผลักอีกฝ่ายออกจนตู่หมิงเกือบจะล้มลงบนพื้น แววตาเย็นชาปรากฏบนใบหน้าชายหนุ่มหลังจากคำรามเสียงดัง

ตู่หมิงรู้สึกเสียหน้ามาก เขามองอีกฝ่ายอย่างพิจารณาพร้อมกับยกยิ้มเย้ยหยัน “หึ คิดไม่ถึงว่าแกจะมีเรี่ยวแรงขนาดนี้ แต่พลังแค่นี้ไม่พอที่จะจัดการฉันหรอก แค่คิดว่าจะเอาชนะฉันได้งั้นเหรอ? ไอ้เด็กเวรมันยังเร็วไปร้อยปี!”

ขณะที่ตู่หมิงตะโกน เขาปล่อยหมัดตรงออกไป เป้าหมายคือใบหน้าของซ่งเจิง

เมื่อเห็นอีกฝ่ายปล่อยหมัดออก ซ่งเจิงขยับเท้าไปด้านข้างพร้อมเอี้ยวตัวหลบอย่างชำนาญ มืออีกข้างคว้าแขนของตู่หมิงเอาไว้ จากนั้นล็อกไขว้ไปด้านหลัง มืออีกข้างคว้าลำคออีกฝ่ายไว้มั่นพร้อมกล่าวเย็นชา “หยุดบ้าได้แล้ว!”

เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแม้แต่ตู่หมิงยังตั้งรับไม่ทัน สุดท้ายเขาถูกซ่งเจิงจำกัดการเคลื่อนไหวทั้งหมดในพริบตา แม้แต่หลี่ว่านหลูยังตื่นตระหนกกับภาพตรงหน้า

ถ้าเป็นซ่งเจิงคนก่อน คงไม่สามารถทำเรื่องแบบนี้ได้

แต่กับซ่งเจิงที่ข้ามมิติมาไม่ใช่ เขาคือนักเรียนดีเด่นของโรงเรียนโม่วเซียงที่สามารถเรียนจบได้รวดเร็วราวกับฟ้าผ่า อีกทั้งยังมีความแข็งแกร่งจนสามารถจัดการกับหมูหนึ่งพันห้าร้อยตัวได้ และเขายังมีทักษะเทควันโดขั้นสูงสุดไว้ปกป้องตัวเองอีกด้วย

ตู่หมิงแค่มีพลังมากกว่าคนปกติทั่วไปนิดหน่อย ย่อมไม่ใช่เรื่องยากที่จะจัดการ

ทั้งหมดใช้เวลาเล็กน้อยและซ่งเจิงยังไม่ได้ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมด ถ้าเขาออกแรงมากกว่านี้อีกหน่อยตู่หมิงอาจจะสลบหรือตายไปแล้วก็ได้!

ตู่หมิงไม่รู้เลยว่าตัวเองวิ่งผ่านประตูแห่งความตายมาแล้วหนึ่งรอบ หลังจากได้สติจึงเริ่มสาปแช่งทันที “ไอ้เด็กเวร แกกล้าลงมือกับฉันงั้นเหรอ? ปล่อยเดี๋ยวนี้!”

“เหอะ!”

ซ่งเจิงพ่นลมหายใจอย่างเย็นชา เขาแค่ผลักออกไปเบาๆ แต่ตู่หมิงกลับล้มลงก้นกระแทกพื้น อีกฝ่ายรีบใช้มือสองข้างดันพื้นเพื่อพยุงตัวขึ้นด้วยความอับอาย

“จะเอาอย่างนี้ใช่ไหมไอ้เวร! แกคงไม่อยากจะหายใจแล้วสินะ…”

จบบทที่ ตอนที่ 9 การยั่วยุของตู่หมิง

คัดลอกลิงก์แล้ว