เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10 การเข้าซื้อฟาร์มขนาดใหญ่

บทที่ 10 การเข้าซื้อฟาร์มขนาดใหญ่

บทที่ 10 การเข้าซื้อฟาร์มขนาดใหญ่


บทที่ 10 การเข้าซื้อฟาร์มขนาดใหญ่

หลังจากใช้เวลาอยู่ด้วยกันมาเกือบหนึ่งวันเต็ม แม้ซูอี้จะยังไม่เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดดีนัก แต่เขาก็ตระหนักถึงปัญหาที่ค่อนข้างร้ายแรงเรื่องหนึ่ง

นั่นคือ... เยว่หลิงดูเหมือนจะไม่มีความระแวดระวังตัวต่อเขาเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะในเรื่องระหว่างชายและหญิง

หากเธอเป็นแบบนี้กับทุกคน ซูอี้คงไม่แปลกใจ และคงคิดไปว่าสิ่งมีชีวิตจากต่างโลกอาจจะมีนิสัยเปิดเผยและไม่ถือสาเรื่องพรรค์นี้

แต่เธอกลับไม่ได้เป็นแบบนั้นกับคนอื่น

เยว่หลิงฉลาดมาก และเริ่มเข้าใจคำศัพท์ง่ายๆ บางคำแล้ว

ทว่าทุกครั้งที่มีคนนอกพยายามจะคุยกับเธอ แม้เธอจะเดาเจตนาของอีกฝ่ายออกและแค่พยักหน้าหรือส่ายหน้าก็เพียงพอแล้ว แต่เธอกลับหันมาขอความเห็นจากซูอี้ก่อนเสมอ ก่อนที่จะตอบกลับอีกฝ่าย

เธอไม่มีความคิดที่จะทำความรู้จักหรือสื่อสารกับคนนอกเลย

หากจะให้เปรียบเปรย ก็เหมือนกับว่าเธอมองตนเองเป็น 'ทรัพย์สินส่วนตัว' ของซูอี้

ซูอี้ไม่แน่ใจว่าทำไมถึงเป็นเช่นนี้ แต่เขาเดาว่าคงไม่เกี่ยวกับแพลตฟอร์มการค้า แต่น่าจะเป็นกฎเกณฑ์บางอย่างจากโลกของเธอมากกว่า

มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกี่ยวข้องกับ 'พิธีกรรมอัศวินพิทักษ์' ที่ดูศักดิ์สิทธิ์และยิ่งใหญ่นั่น

เขาคงถามเยว่หลิงตรงๆ ไม่ได้ เลยกะว่าจะเก็บความสงสัยนี้ไปถามเวยเวยในการแลกเปลี่ยนครั้งหน้า

แต่จะว่าไป นี่ก็ไม่ใช่เรื่องแย่อะไร

เอลฟ์สาวแสนสวยที่มีเสน่ห์เย้ายวน เชื่อฟังคำสั่งเขาทุกอย่าง แถมยังไม่ระวังเนื้อระวังตัวเวลาอยู่กับเขา

เรื่องดีๆ แบบนี้ ขอให้มีเข้ามาเยอะๆ เถอะ!

นอกจากจะเปลือง 'คาถารักษา' ไปบ้าง ก็ไม่มีข้อเสียอะไรเลยสักนิด...

...

พักเรื่องความสัมพันธ์กับเยว่หลิงไว้ก่อน ซูอี้ยังไม่ลืมภารกิจหลัก

หลังจากตื่นนอนและล้างหน้าแปรงฟัน เขาทานมื้อเที่ยงง่ายๆ แล้วพาเยว่หลิงมุ่งหน้าไปยังฟาร์มแห่งหนึ่งในเขตชานเมืองเจียงเฉิงทันที

เวยเวยไม่ได้รีบร้อนเรื่องแป้งสาลีหนึ่งพันตัน และซูอี้เองก็ตั้งใจจะปล่อยให้หลิวเซิงกับหลี่เหวินหยวนกระวนกระวายใจเล่นสักสองสามวัน เขาจึงไม่รีบจัดการเรื่องนั้น

แต่สิ่งที่ต้องรีบจัดการและส่งมอบคือ ผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ที่รับปากเวยเวยไว้ก่อนหน้านี้

สินค้าพวกนี้ รวมกับข้าวสารห้าร้อยตันก่อนหน้า ล้วนเป็นรายการที่เวยเวยร้องขอในการพบกันครั้งแรก

ข้าวสารถูกแลกเปลี่ยนและชำระคะแนนไปแล้ว แต่พวกผักผลไม้และเนื้อสัตว์ยังไม่ได้ส่งมอบ ธุรกรรมส่วนนี้จึงยังไม่ถือว่าเสร็จสมบูรณ์

แม้ทั้งสองฝ่ายจะไม่ได้กำหนดเวลาที่แน่นอน โดยซูอี้บอกไว้ว่าต้องใช้เวลาเตรียมการสักหน่อย

และคะแนนของแพลตฟอร์มก็คำนวณตามสินค้าที่แลกเปลี่ยนจริง ไม่มีกฎบังคับว่าต้องทำให้เสร็จภายในกี่วัน

ตามหลักการแล้ว ต่อให้ซูอี้ยื้อเวลาไปเป็นสิบปี หรือกลายเป็นพวกเบี้ยวหนี้ไม่ส่งของให้เลย

เวยเวยก็คงทำอะไรเขาไม่ได้มากนัก

แต่เขาไม่ใช่คนประเภทนั้น โดยพื้นฐานแล้วเขาเป็นคนรักษาคำพูด

อะไรที่ค้างคาใจอยู่ ถ้าไม่รีบจัดการให้เสร็จ มันพาลจะทำให้นอนไม่หลับเอา

ที่เขาออกมาข้างนอกตอนนี้ ก็เพื่อมาจัดการเรื่องนี้โดยเฉพาะ

เรื่องเนื้อสัตว์นั้นง่ายมาก เพื่อนสมัยเด็กของซูอี้ที่โตมาด้วยกันที่บ้านทำธุรกิจร้านอาหาร และช่วงไม่กี่ปีมานี้เพื่อนคนนั้นก็เริ่มเข้ามาดูแลกิจการแทนครอบครัว

การจะหาเนื้อสัตว์แช่แข็งสักสองสามตันผ่านช่องทางของเพื่อน เป็นเรื่องง่ายนิดเดียว

แต่สำหรับผักและผลไม้ที่เก็บรักษาได้ยาก เพื่อนของเขาไม่สามารถหามาให้ทีละหลายตันได้ เพราะร้านอาหารของเพื่อนก็มีขนาดแค่ระดับหนึ่ง ไม่ใช่โรงแรมใหญ่โตอะไร

อย่างไรก็ตาม ซูอี้ได้รับคอนแทคของเจ้าของฟาร์มขนาดใหญ่ชานเมืองเจียงเฉิงมาจากเพื่อนคนนี้

การมีคนแนะนำ ย่อมทำให้คุยงานได้ง่ายขึ้น

เมื่อคืนเขาได้นัดหมายกับเจ้าของฟาร์มไว้แล้วว่าจะเข้าไปดูบ่ายนี้

"ฟาร์มเชิงนิเวศหยวนเฟิง... ที่นี่สินะ"

หลังจากขับรถมาเกือบครึ่งชั่วโมง ซูอี้ก็มาถึงฟาร์มซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเจียงเฉิง ไม่ไกลจากแม่น้ำใหญ่

ก่อนมา เขาได้ศึกษาข้อมูลของฟาร์มหยวนเฟิงมาบ้างแล้ว

ที่นี่มีพื้นที่ประมาณ 5,000 หมู่ (ประมาณ 2,000 ไร่) ปลูกพืชผักผลไม้นานาชนิด และเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจพวกหมู วัว แพะ ไก่ เป็ด ห่าน ภายในฟาร์มยังมีทะเลสาบสำหรับเลี้ยงปลามูลค่าสูงอีกด้วย

เรียกได้ว่าเป็นฟาร์มเชิงนิเวศแบบครบวงจรขนาดมหึมา

ว่ากันว่าเงินลงทุนเริ่มแรกสูงถึงร้อยล้านหยวน

ถ้าไม่ใช่เพราะครอบครัวเพื่อนสมัยเด็กของเขากำลังวางแผนจะร่วมหุ้นทำแบรนด์ร้านอาหารที่จะขยายสาขาทั่วประเทศและต้องการแหล่งวัตถุดิบที่มั่นคง คงไม่มีทางรู้จักกับเจ้าของฟาร์มใหญ่ขนาดนี้ได้

และการมาเยือนของซูอี้ในวันนี้ แน่นอนว่าไม่ได้มาเพื่อซื้อผักผลไม้แค่ไม่กี่ตัน

ลำพังแค่ยอดสั่งซื้อเล็กน้อยแค่นั้น เจ้าของฟาร์มที่มีทรัพย์สินนับร้อยล้านคงไม่เสียเวลาลงมาพบเขาด้วยตัวเอง

เขามาเพื่อเจรจา 'เข้าซื้อกิจการ' ฟาร์มแห่งนี้ต่างหาก

ฟาร์มหยวนเฟิงมีการบริหารจัดการที่ไม่ค่อยดีนัก ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซาในช่วงสองปีที่ผ่านมา ทำให้สถานะทางการเงินของฟาร์มเข้าขั้นวิกฤตจ่อจะล้มละลายมานานแล้ว

เจ้าของฟาร์มเองก็มีธุรกิจอื่นในมือ และตอนนี้ชีวิตก็ลำบากไม่แพ้กัน ต้องการเงินสดด่วนเพื่อไปอุดรอยรั่วที่อื่น จึงมีความคิดที่จะเซ้งกิจการฟาร์มนี้ต่อ

ส่วนเหตุผลที่ซูอี้ต้องการซื้อฟาร์ม ก็เพื่อการค้าระหว่างเขากับเวยเวยโดยเฉพาะ

หลังจากค้นคว้าข้อมูล เขาพบว่าธัญพืช ผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ทั้งหมดที่เวยเวยต้องการ หากเขามีฟาร์มเป็นของตัวเอง เขาจะสามารถจัดหาของเหล่านี้ในปริมาณมหาศาลได้อย่างถูกกฎหมายและสมเหตุสมผล

ผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ไม่ต้องพูดถึง มันเป็นผลผลิตหลักของฟาร์มอยู่แล้ว

ส่วนธัญพืช... ถ้ามีฟาร์มอยู่ในมือ การจะสั่งซื้อธัญพืชจำนวนมากอย่างถูกต้องตามกฎหมายก็กลายเป็นเรื่องง่ายดายที่สุด

ผมซื้อมาเป็นอาหารสัตว์ไม่ได้เหรอ?

ทำไมสัตว์ไม่กินอาหารสัตว์สำเร็จรูป แต่มากินธัญพืช?

คุณเข้าใจคำว่า 'การเลี้ยงเชิงนิเวศ' ไหม?

ต้นทุนสูงก็เรื่องของผม ผมยอมขาดทุน แล้วมันหนักหัวใคร?

วัวขุนธัญพืชก็ต้องกินธัญพืชไม่ใช่เหรอ?

ไม่มีปัญหาเลยสักนิด!

ส่วนคำถามที่ว่า ทำไมใส่ธัญพืชเข้าไปตั้งเยอะ แต่ผลผลิตพวกไก่ เป็ด วัว แพะ ถึงไม่ออกมาตามสัดส่วน

อย่าถาม... ถ้าถาม คำตอบคือพวกมันป่วยตายหมดแล้ว

เรียกได้ว่าเป็น 'ห่วงโซ่ตรรกะ' ที่สมบูรณ์แบบ ไร้ข้อบกพร่อง

ในทางตรงกันข้าม แม้โรงงานแปรรูปอาหารที่เขาคุ้นเคยจะสั่งซื้อธัญพืชได้เยอะเหมือนกัน แต่การจัดการกับผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์นั้นทำได้ยาก แถมธัญพืชที่สั่งเข้ามามีแต่ขาเข้าไม่มีขาออก มันง่ายที่จะทำให้คนสงสัย

ครั้นจะเปิดโรงแรมหรือร้านอาหาร ก็จะหาซื้อผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ได้ง่าย แต่การจะสั่งธัญพืชทีละหลายร้อยตันก็จะกลายเป็นเรื่องผิดสังเกต

สู้แก้ปัญหาที่ต้นน้ำเลยดีกว่า

ฟาร์มเชิงนิเวศนี่แหละ คือต้นน้ำที่ว่า!

เนื่องจากมีการติดต่อไว้ล่วงหน้า ทันทีที่รถของซูอี้มาจอดหน้าตึกสำนักงานของฟาร์ม ชายหนุ่มในชุดสูทก็รีบเดินออกมาต้อนรับด้วยความกระตือรือร้น

"คุณซูใช่ไหมครับ? เชิญด้านในเลยครับ ผู้จัดการซุนรอท่านอยู่ที่ห้องทำงานแล้ว"

"ผมแซ่โจว เป็นผู้จัดการฟาร์มครับ เรียกผมว่าเสี่ยวโจวก็ได้"

ดูจากท่าทีต้อนรับขับสู้ที่เกินเบอร์นี้ ไม่ยากเลยที่จะมองออกว่าเจ้าของฟาร์มหยวนเฟิงต้องการขายฟาร์มนี้ออกไปให้เร็วที่สุดจริงๆ

และเสี่ยวโจวคนนี้ ในฐานะคนที่ต้องมารับรองว่าที่เจ้านายคนใหม่ ย่อมต้องพินอบพิเทาเอาใจใส่เป็นพิเศษ

ตึกสำนักงานของฟาร์มไม่ได้สวยงามวิจิตรพิสดารอะไร การจัดวางก็ดูธรรมดา แต่ทุกซอกทุกมุมถูกทำความสะอาดจนเอี่ยมอ่อง ให้ความรู้สึกสดชื่นสบายตา

ร่องรอยการขัดพื้นที่ยังดูใหม่ ชัดเจนว่าเพิ่งมีการทำความสะอาดครั้งใหญ่เมื่อไม่นานมานี้

บอสใหญ่คงไม่ลงมาสั่งการเรื่องหยุมหยิมพวกนี้ ดังนั้น... ทั้งหมดนี้คงเป็นฝีมือการจัดการของ 'เสี่ยวโจว' คนตรงหน้านี้อย่างแน่นอน

จบบทที่ บทที่ 10 การเข้าซื้อฟาร์มขนาดใหญ่

คัดลอกลิงก์แล้ว