- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นพี่สาวคนโตพร้อมมิติน้ำทิพย์ ภัยแล้งนี้พี่เลี้ยงเอง
- บทที่ 3 ยังคิดจะกินนางอีกหรือ?
บทที่ 3 ยังคิดจะกินนางอีกหรือ?
บทที่ 3 ยังคิดจะกินนางอีกหรือ?
บทที่ 3 ยังคิดจะกินนางอีกหรือ?
ขณะพูด ฮานเฉียงก็ก้าวเท้าเข้ามาในคอกวัว คิ้วของเขาขมวดมุ่นโดยไม่รู้ตัวเมื่อสัมผัสได้ถึงความมืดทึบและอับชื้นของสถานที่แห่งนี้
แต่เมื่อสายตาปะทะเข้ากับร่างของฮานหมิงหยวนและภรรยา ดวงตาของเขาก็เบิกโพลงด้วยความตื่นตะลึง
ทั้งสองคนซูบผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก โดยเฉพาะภรรยาของหมิงหยวน ใบหน้าของนางซีดเผือดราวกับกระดาษ ดูราวกับคนที่พร้อมจะไปรายงานตัวกับยมบาลได้ทุกเมื่อ
ในฐานะหัวหน้าหมู่บ้าน เขาทราบดีว่าสถานการณ์ของฮานหมิงหยวนหลังจากกลายเป็นอัมพาตนั้นย่ำแย่เพียงใด แต่เขาก็ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าคนบ้านฮานจะใจดำอำมหิตได้ถึงเพียงนี้
"หมิงหยวน..."
ดวงตาของหัวหน้าหมู่บ้านฮานเฉียงรื้นไปด้วยน้ำใสๆ เขานึกโทษตัวเองที่น่าจะมาเยี่ยมเร็วกว่านี้
หากคนบ้านฮานรู้ว่าเขาให้ความสำคัญกับฮานหมิงหยวนมากเพียงใด พวกมันอาจจะไม่กล้าปฏิบัติกับครอบครัวนี้เยี่ยงสัตว์เดรัจฉานเช่นนี้
"อาเฉียง..."
ฮานหมิงหยวนพยักหน้าทักทายอย่างสุภาพ ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นชายชาตรีอกสามศอก ร่างกายกำยำแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า แต่บัดนี้กลับดูห่อเหี่ยวสิ้นหวังเหลือเกิน
เขาหันไปมองแม่เฒ่าฮานและคนอื่นๆ ด้วยแววตาซับซ้อน เขาเคยรู้สึกเสมอว่าคนในครอบครัวของแม่นั้นเห็นแก่ตัวเกินไป มีเพียงเขาที่เป็นคนซื่อตรงและแปลกแยกจากคนอื่น
มาวันนี้ ทุกอย่างกระจ่างชัดแล้ว...
"ต้องรบกวนท่านแล้ว"
ฮานหมิงหยวนพยักหน้า เขารับรู้ได้ถึงท่าทีของฮานเฉียงเมื่อครู่ ขอเพียงแค่เขายืนกรานที่จะแยกบ้าน การแยกบ้านย่อมไม่ใช่ปัญหา
ทว่า... ด้วยนิสัยของแม่ เขาเชื่อว่านางจะต้องเรียกร้องสิ่งตอบแทนอย่างขูดรีดแน่นอน
หากเป็นเมื่อก่อนตอนที่เขายังไม่พิการ เขาคงพอจะหามาประเคนให้ได้ แต่ตอนนี้...
ฮานหมิงหยวนกังวลใจยิ่งนัก ในเวลานั้น ฮานลั่วเสวี่ยที่ยืนอยู่ข้างฮานเฉียงก็ขยับเข้ามาใกล้ผู้เป็นพ่อ นางกุมมือเขาไว้ คอยประคองให้กำลังใจอยู่เงียบๆ
"ท่านพ่อ ท่านแม่..."
น้องสาวฮานลั่วอวี้ก็ถูกตามตัวกลับมาเช่นกัน
นางเดินขากะเผลก ก้มหน้างุดหลบสายตาผู้คนอยู่ตลอดเวลา
เมื่อเห็นลูกสาวคนรองกลับมาด้วย ความตั้งใจของฮานหมิงหยวนก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น
เขาเชื่อคำพูดของลูกสาว แม่ของเขาคิดจะขายหลานสาวทั้งสองคนจริงๆ
หากขายไปเป็นสาวใช้ในบ้านเศรษฐียังพอทำเนา แต่แม่ของเขาต้องการชีวิตของเด็กสาวทั้งสอง
หากฮานลั่วเสวี่ยล่วงรู้ความคิดของพ่อในตอนนี้ นางคงจะบอกเขาไปแล้วว่าแม่เฒ่าฮานไม่ได้ต้องการแค่ชีวิตของสองพี่น้อง แต่ต้องการชีวิตของพวกเขาทั้งครอบครัวต่างหาก
หมู่บ้านของพวกเขาไม่ได้ใหญ่นัก เพียงแค่คุยกันไม่นาน ปู่ ลุงทั้งสอง และป้าสะใภ้ก็ทยอยกันมาถึง คอกวัวที่ไม่เคยต้อนรับผู้คนมากมายขนาดนี้มาก่อนเริ่มอัดแน่นไปด้วยผู้คน บางคนถึงกับทำท่ารังเกียจกลิ่นเหม็นสาบจนไม่ยอมก้าวเข้ามา
ฮานเฉียงกวาดตามอง เห็นว่าผู้ใหญ่ในบ้านฮานมากันครบแล้ว จึงกระแอมไอแล้วประกาศเสียงดัง
"ที่ข้าเรียกพวกท่านมาวันนี้ เพราะหมิงหยวนมีเรื่องอยากให้ข้าช่วยเป็นพยาน"
สิ้นเสียงของเขา แม่เฒ่าฮานก็ถลึงตาใส่ฮานหมิงหยวนทันที
"เรื่องอะไรกันถึงต้องรบกวนท่านหัวหน้าหมู่บ้าน? หมิงหยวน แม่เคยเลี้ยงดูเจ้าไม่ดีหรืออย่างไร?"
ฮานเฉียงมองไปรอบๆ คอกวัวที่มืดมิด มีใครในหมู่บ้านนี้ที่ต้องมาอาศัยอยู่ในคอกวัวบ้าง?
นี่หรือคือสิ่งที่แม่เฒ่าฮานเรียกว่าเลี้ยงดูอย่างดี? แต่ทว่า... ไฟในอย่านำออก ไฟนอกอย่านำเข้า เรื่องบางเรื่องเขาก็ไม่อาจก้าวก่ายได้มากนัก
"เอ่อ... ฮานเฉียง มีอะไรเข้าใจผิดกันหรือเปล่า?"
ประมุขบ้านฮาน ผู้เป็นปู่ของฮานลั่วเสวี่ยที่แสร้งทำเป็นใบ้มาตลอด ในที่สุดก็เอ่ยปากถาม มือไขว้หลังวางมาด
"จริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ทุกคนต่างก็รู้สภาพของหมิงหยวนดี เขาไม่อยากเป็นภาระพวกท่านอีกต่อไปจึงอยากจะขอแยกบ้าน ฮานต้าโถว ข้าเห็นว่าช่วงนี้พวกท่านก็ลำบากกันไม่น้อย เด็กมันมีความกตัญญูถึงเพียงนี้ พวกท่านคิดจะแบ่งสมบัติกันอย่างไรล่ะ?"
ท่าทีของฮานเฉียงนั้นแข็งกร้าว เขาไม่ได้ถามความสมัครใจของฮานต้าโถว แต่พูดเรื่องการแบ่งสมบัติแยกบ้านออกมาตรงๆ
หน้าของฮานต้าโถวดำคล้ำ แยกบ้านงั้นรึ? พ่อแม่ยังอยู่หัวโด่ จะเอาตรรกะไหนมาแยกบ้าน? อย่าว่าแต่ในหมู่บ้านผาพยัคฆ์เลย ต่อให้ทั้งตำบลอู่หลิงก็แทบจะหาครอบครัวที่กล้าทำเช่นนี้ไม่ได้
"ฮานเฉียง ทำแบบนี้จะไม่เหมาะสมกระมัง?"
ขืนแยกบ้านจริง เขาคงโดนชาวบ้านนินทาจนตายแน่
"แยกบ้าน? แยกบ้านอะไรกัน! เจ้าสาม ไอ้ลูกเนรคุณ ดูสภาพบ้านเจ้าสิ ไม่มีแรงงานสักคน แม่เฒ่าคนนี้เคยรังเกียจเจ้าหรือไร?"
แม่เฒ่าฮานตะโกนน้ำลายแตกฟอง ถลกแขนเสื้อขึ้นอย่างเกรี้ยวกราดทำท่าจะพุ่งเข้าไปหาฮานหมิงหยวน
แต่ฮานเฉียงยืนขวางอยู่หน้าเตียง นางจึงไม่กล้าผลีผลาม
"เช่นนั้น... หมายความว่าพวกท่านไม่ยอมให้แยกบ้าน?"
"ไม่แยก!"
แม่เฒ่าฮานตอบสวนทันควันโดยไม่ต้องคิด
"ไม่... วันนี้ข้าต้องย้ายออกให้ได้"
ฮานหมิงหยวนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น นานทีปีหนจะมีเรื่องตื่นเต้นในที่กันดารเช่นนี้ เพื่อนบ้านร้านตลาดต่างวางมือจากงานแล้วรีบมามุงดู
เมื่อได้ยินคำประกาศของฮานหมิงหยวน ชาวบ้านบางคนก็ร้องเตือนด้วยความหวังดี
"หมิงหยวน สภาพครอบครัวเจ้าแบบนี้ ย้ายออกไปก็มีแต่ตายกับตายนะ"
"นั่นสิ อย่าแยกเลย อยู่บ้านใหญ่อย่างน้อยก็ยังมีอะไรตกถึงท้องบ้าง"
"ใช่ๆ ขาเจ้าอาจจะหายดีสักวันก็ได้ ใครจะไปรู้"
...
ท่ามกลางเสียงทัดทาน เสียงใสๆ ของเด็กน้อยวัยเจ็ดแปดขวบคนหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาอย่างโดดเด่น
"อาสามแยกบ้านไม่ได้นะ ถ้าแยกบ้านไป ก็จะไม่มีเนื้อให้กินสิ"
สิ้นเสียงนั้น บรรยากาศโดยรอบพลันเงียบกริบ
ทุกคนหันขวับไปมองเด็กน้อยผู้พูด สะใภ้ใหญ่บ้านฮานรีบพุ่งเข้าไปปิดปากลูกชาย พร้อมหัวเราะแห้งๆ แก้เกี้ยว
"เด็กมันพูดไปเรื่อยเปื่อย"
"เจ๋อเอ๋อร์คงหมายถึงเมื่อก่อนอาสามล่าสัตว์หาเนื้อมาให้กินใช่ไหม?"
ฮานหมิงซินหัวไว รีบพูดเสริมขึ้นมาทันที
แต่ทว่าสายตาของทุกคนกลับจ้องมองเด็กน้อยอย่างคลางแคลงใจ รู้สึกว่าคำแก้ตัวนั้นฟังไม่ขึ้นเท่าไหร่
"เจ๋อเอ๋อร์... อาสี่พูดถูกใช่ไหมลูก?"
สะใภ้ใหญ่บ้านฮานรู้สึกหนาวสันหลังวาบเมื่อถูกจ้องมอง นางแอบหยิกแขนลูกชายขู่บังคับ
"อาสามเป็นไอ้เป๋ จะไปล่าสัตว์ได้ยังไง? ก็ไหนบอกว่าจะเอาพี่รองไปแลกเนื้อวันนี้ แล้วอีกไม่กี่วันก็จะเอาพี่สามไปแลกอีกไม่ใช่เหรอ?"
เฮือก... เด็กน้อยไร้เดียงสา แต่คำพูดเด็กนั้นสัตย์ซื่อที่สุด
ตอนที่ฮานลั่วเสวี่ยบอกว่าแม่เฒ่าฮานจะขายลูกสาวทั้งสอง ฮานหมิงหยวนแม้จะเชื่อลูก แต่ลึกๆ ก็ยังแอบหวังว่าลั่วเสวี่ยอาจจะฟังผิดไป
แต่คำพูดของเจ๋อเอ๋อร์เมื่อครู่ เหมือนน้ำเย็นจัดสาดโครมใส่ตัวเขาจนชาไปทั้งร่าง ลมหายใจเริ่มติดขัดหนักหน่วง
"ท่านแม่... ท่านคิดจะเอาหลานไปแลกเนื้อจริงๆ หรือ? พวกนางก็เลือดเนื้อเชื้อไขของบ้านฮานนะ!"
ดวงตาของฮานหมิงหยวนแดงก่ำด้วยความโกรธแค้น สองหมัดกำแน่น หากร่างกายปกติป่านนี้เขาคงลุกไปซัดหน้าแม่ตัวเองแล้ว
"ข้า... ข้าก็แค่พูดไปเรื่อยเปื่อย"
ต่อหน้าธารกำนัล แม่เฒ่าฮานย่อมไม่ยอมรับความจริง ตระกูลฮานเองก็ถือว่าเป็นตระกูลที่มีหน้ามีตาในหมู่บ้าน
ฮานหมิงหยวนตั้งท่าจะซักไซ้ต่อ แต่ลั่วเสวี่ยกระตุกมือเขาเบาๆ เป็นเชิงห้าม
ฮานเฉียงสังเกตสีหน้าของคนบ้านฮานก็รู้ทันทีว่าสิ่งที่ลั่วเสวี่ยเล่ามาตลอดทางนั้นเป็นเรื่องจริง
แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นเย็นชา เขาถามเสียงเข้มทรงอำนาจ
"ฮานต้าโถว ตกลงว่าจะไม่แยกบ้านแน่ใช่ไหม?"
ฮานต้าโถวและแม่เฒ่าฮานรีบพยักหน้ารับ ฮานเฉียงยิ้มมุมปาก
"งั้นแสดงว่าที่เจ้าหนูเจ๋อพูดเมื่อกี้ก็ไม่จริงสินะ?"
ทั้งสองรีบพยักหน้าหงึกหงักยืนยันเป็นพัลวัน
"เอาล่ะ ถ้าไม่แยกก็ไม่แยก แต่ข้าขอพูดให้ชัดเจนตรงนี้ ข้อแรก ตราบใดที่พวกเจ้ามีข้าวกิน จะต้องไม่ปล่อยให้ครอบครัวหมิงหยวนอดอยาก คอกวัวนี่ไม่ใช่ที่ที่คนจะอยู่ได้ ให้พวกเขาย้ายกลับไปอยู่ห้องเดิมเดี๋ยวนี้"
เอ่อ...
ทั้งสองลังเลเล็กน้อย แต่เมื่อนึกถึงท้องที่กำลังร้องโครกครากด้วยความหิว ก็จำใจต้องยอมกล้ำกลืน
"ข้อสอง พวกเจ้าต้องรับปากว่าจะไม่คิดร้ายต่อลูกหลานบ้านสาม หากวันหน้าเด็กสาวสองคนนี้เป็นอะไรไป อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ"
เมื่อเห็นทั้งสองยังทำท่าทองไม่รู้ร้อน ฮานเฉียงจึงย้ำเสียงหนัก
"หากเกิดอะไรขึ้นกับพวกนาง ข้าจะคัดชื่อพวกเจ้าออกจากทะเบียนราษฎร์ แล้วไล่ออกจากหมู่บ้าน!"
เฮือก...
ทุกคนสูดหายใจเฮือกใหญ่ หากถูกไล่ออกจากหมู่บ้านจริง ไม่มีที่ดินทำกิน ไม่มีบ้านซุกหัวนอน ครอบครัวใหญ่ขนาดนี้จะไปรอดได้อย่างไร?
ฮานต้าโถวและแม่เฒ่าฮานเริ่มรู้จักคำว่ากลัวขึ้นมาจริงๆ โดยเฉพาะแม่เฒ่าฮาน พอนางมองลูกชายคนที่สาม ภรรยาขี้โรค ลูกสาวสองคน และหลานชายขี้แยที่ดูท่าจะอยู่ได้อีกไม่กี่วัน ภาระก้อนโตขนาดนี้คงจะฉุดพวกนางลงนรกไปด้วยกันแน่ๆ
แต่ถ้าแยกบ้าน สองเด็กสาวนั่นก็จะไม่อยู่ในการควบคุมของนางอีกต่อไป
สมองของฮานหมิงซินแล่นเร็วรี่ เขารู้ดีว่าวันนี้อย่างไรก็ต้องแยกบ้านให้ได้ จึงรีบชิงพูดตัดหน้าพ่อแม่
"แยกบ้านไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ตอนนี้ที่บ้านไม่มีของกินเลยสักอย่าง แล้วก็ไม่มีอะไรจะแบ่งให้พวกเขาด้วย"
แม่เฒ่าฮานได้ยินดังนั้นก็รีบเด้งตัวขึ้นมารับลูกทันที
"ใช่ๆ ตอนนี้ที่บ้านไม่มีอะไรเลย ห้องว่างก็ไม่มี แล้วจะเอาอะไรมาแบ่งให้ล่ะ?"