- หน้าแรก
- เกิดใหม่วันสิ้นโลก สร้างยอดทีมพิฆาตอสูร
- บทที่ 14: ชั้นวางของ
บทที่ 14: ชั้นวางของ
บทที่ 14: ชั้นวางของ
หลังจากทานอาหารเสร็จ เย่เหยาไม่รอช้ารีบขับรถมุ่งหน้าสู่ชานเมืองทันที รถของเธอแล่นฉิวไปบนทางด่วน ทิวทัศน์นอกหน้าต่างเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็วจนเป็นเส้นสายเบลอๆ
เวลาล่วงเลยไป ท้องฟ้าเริ่มมืดสนิท ภูเขาไกลๆ ตั้งตระหง่านในความมืดราวกับยักษ์ผู้เงียบงัน ต้นไม้สองข้างทางเหลือเพียงเงาไหวๆ ยามต้องลม
ขณะที่สายตาจดจ่อกับการขับรถ เธอก็เหลือบดูเวลาที่หน้าปัดเป็นระยะ พลางพึมพำกับตัวเอง "จะสองทุ่มแล้ว ต้องไปถึงโกดังก่อนรถส่งชั้นวางจะมาถึง"
รถราบนทางด่วนเริ่มบางตา เย่เหยาเหยียบคันเร่งทำความเร็วสูงสุด ไฟหน้ารถสาดส่องผ่าความมืดเบื้องหน้า เปิดเส้นทางสู่จุดหมาย
เมื่อเย่เหยามาถึงโกดัง ทันทีที่ก้าวลงจากรถ สายตาของเธอก็ปะทะเข้ากับรถยนต์สามคันที่จอดเรียงรายอยู่หน้าทางเข้า ภายใต้แสงไฟสลัว รถทั้งสามคันจอดสงบนิ่ง สะท้อนประกายแวววาวของความใหม่เอี่ยม
เย่เหยาลูบไล้ตัวรถเบาๆ สัมผัสความเย็นเยียบและแข็งแกร่งของโลหะ แล้วกวาดสายตาสำรวจรอบด้านอย่างระแวดระวัง บริเวณรอบโกดังเงียบสงัด มีเพียงแสงไฟถนนสลัวๆ ไม่กี่ดวงที่ส่องแสงริบหรี่ สายลมยามค่ำคืนพัดแผ่ว หอบใบไม้แห้งปลิวกลิ้งไปตามพื้น เธอเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ นอกจากเสียงลมและเสียงลมหายใจของตัวเอง ก็ไม่มีเสียงอื่นใดรบกวน
เธอรวบรวมสมาธิ เพียงชั่วพริบตา รถยนต์ทั้งสามคันก็หายวับเข้าไปอยู่ในมิติ
ดวงตาของเย่เหยาวูบไหวในความมืดขณะสอดส่ายสายตาตรวจสอบความปลอดภัยอีกครั้ง เมื่อมั่นใจว่าไม่มีสิ่งผิดปกติ เธอจึงผ่อนคลายลงเล็กน้อย ในใจเริ่มจดจ่อรอคอยการมาถึงของชั้นวางสินค้า
เย่เหยากลับเข้านั่งในรถ ปรับเบาะเอนให้สบายที่สุดเท่าที่จะทำได้ เหลือบมองเวลาอีกครั้ง ตอนนี้สองทุ่มแล้ว "ทำไมยังไม่มาอีกนะ" เธอบ่นพึมพำ แต่ก็ปลอบใจตัวเอง "ไม่เป็นไรหรอก รอก่อน ไม่ต้องรีบ"
เธอเอนหลังพิงเบาะแล้วหลับตาลง จินตนาการถึงภาพชั้นวางสินค้าที่กำลังจะมาถึง นึกภาพชั้นวางที่เต็มไปด้วยของใช้และอาหารนานาชนิด ความคาดหวังเอ่อล้นในหัวใจ
ทันใดนั้น เธอก็นึกขึ้นได้ว่ายังมีของบางอย่างที่ยังไม่ได้ซื้อ จึงเปิดแอปช้อปปิ้งขึ้นมา "แชมพู สบู่เหลว ครีมบำรุงผิว สเปรย์กันแดด โลชั่น เครื่องสำอาง โฟมล้างหน้า แปรงสีฟัน ยาสีฟัน... อ้อ ผ้าอนามัยด้วย เกือบลืมไปเลย" เธอเลือกสินค้าพลางวางแผนจัดเรียงในหัว ซื้ออย่างละหนึ่งพันชิ้น ถ้าร้านเดียวมีไม่พอ ก็สั่งจากหลายร้าน รวมๆ กันไป เผลอแป๊บเดียว เวลาก็ล่วงเลยไปถึงสามทุ่มครึ่ง
เย่เหยาเริ่มนั่งไม่ติด ขณะที่กำลังจะกดโทรศัพท์ไปตามของ รถบรรทุกคันหนึ่งก็ค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาในความมืด แสงไฟหน้ารถสาดส่องทะลุความมืดมิด ส่องสว่างพื้นที่โดยรอบ
ดวงตาของเย่เหยาเป็นประกายขึ้นทันที เธอจ้องมองรถบรรทุกคันนั้นด้วยความตื่นเต้น "มาสักที!" เธอร้องเชียร์ในใจ
รถบรรทุกเคลื่อนเข้ามาใกล้ เสียงเครื่องยนต์กระหึ่มชัดเจนในความเงียบสงัดของค่ำคืน เย่เหยาแทบอดใจรอไม่ไหว เปิดประตูรถแล้วก้าวลงไปหา หัวใจเต้นรัวด้วยความคาดหวังที่จะได้เห็นชั้นวางสินค้าเหล่านั้น
รถบรรทุกจอดสนิทตรงหน้าเย่เหยา คนขับชะโงกหน้าออกมา "ใช่คุณเย่ไหมครับ ชั้นวางมาส่งแล้วครับ ขอโทษที่มาช้านะครับ" เย่เหยาพยักหน้ารัวๆ ด้วยความดีใจ "ไม่เป็นไรค่ะ ไม่เป็นไร รีบขนลงเลยค่ะ"
คนขับและผู้ช่วยเริ่มกุลีกุจอขนของลงจากรถ เย่เหยายืนมองด้วยความตื่นเต้น สายตาจับจ้องไปที่ชิ้นส่วนชั้นวางเหล่านั้น
ขณะมองคนงานขนของลง เย่เหยาจินตนาการถึงความเป็นระเบียบเรียบร้อยในมิติ แต่แล้วความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัว...
"เดี๋ยวนะ ชั้นวางเยอะขนาดนี้ ฉันจะประกอบคนเดียวไหวได้ยังไง" ความคิดนี้ทำให้เธอตื่นตระหนกขึ้นมาวูบหนึ่ง เธอมองกองโครงเหล็กและชิ้นส่วนมากมาย นึกภาพตัวเองยืนหมดหนทางอยู่ท่ามกลางกองภูเขาเหล็กเหล่านี้
สายตาของเย่เหยาจับจ้องไปที่คนงานทั้งสามคน แล้วความคิดดีๆ ก็ผุดขึ้น เธอสังเกตเห็นความชำนาญในการขนย้าย การเคลื่อนไหวที่คล่องแคล่วและแข็งแรงของพวกเขา
"ประกอบชั้นพวกนี้ไม่ยากหรอก ที่ยากคือมันเยอะต่างหาก ถ้าจ่ายเงินจ้าง พวกเขาน่าจะยอมช่วยนะ" คิดได้ดังนั้น เย่เหยาก็เริ่มวางแผนเจรจา
ครู่ต่อมา เมื่อเห็นว่าคนงานขนของลงจนหมดแล้ว เย่เหยาทำทีเดินไปที่รถแล้วหยิบข้าวหน้าหมูตุ๋นออกมาสามกล่อง—ซึ่งจริงๆ แล้วเธอเอาออกมาจากมิติ เธอเดินเข้าไปหาคนงานพร้อมรอยยิ้ม "พี่ๆ คะ เหนื่อยแย่เลย ฉันเตรียมมื้อดึกมาให้ค่ะ"
คนงานทั้งสามดูประหลาดใจ หนึ่งในนั้นเอ่ยอย่างเกรงใจ "จะดีเหรอครับคุณ เกรงใจแย่เลย"
เย่เหยาโบกมือ "ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ทำงานดึกขนาดนี้คงหิวแย่ ทานตอนร้อนๆ นะคะ"
คนงานอีกคนกล่าวขอบคุณ "ขอบคุณมากครับคุณหนู ใจดีจริงๆ"
เห็นคนงานกินข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อย เย่เหยาก็รู้สึกดี เธอชวนคุยอย่างเป็นกันเอง "พี่ๆ ทำงานหนักเหมือนกันนะเนี่ย ดึกป่านนี้แล้ว"
คนงานคนหนึ่งเงยหน้าขึ้นเช็ดเหงื่อ "ช่วยไม่ได้ครับ ต้องทำมาหากิน"
เย่เหยาถามต่อ "เที่ยวหนึ่งได้เท่าไหร่คะเนี่ย"
คนงานอีกคนตอบทั้งที่ข้าวยังเต็มปาก "ไม่เท่าไหร่หรอกครับ เงินค่าแรงงานน่ะ"
เย่เหยาพยักหน้า "ไม่ง่ายเลยจริงๆ แล้วต้องส่งของดึกๆ แบบนี้บ่อยไหมคะ"
คนงานพยักหน้า "บางทีออเดอร์เยอะก็ต้องทำล่วงเวลาครับ"
เย่เหยาสบโอกาสถามต่อ "แล้วส่งเจ้านี้เสร็จ มีงานต่อไหมคะ"
คนงานตอบว่าแล้วแต่สถานการณ์ เย่เหยาจึงทำหน้าลำบากใจแล้วเอ่ยขึ้น "พี่ๆ คะ คือฉันมีเรื่องอยากจะรบกวนหน่อยค่ะ คือชั้นวางเยอะขนาดนี้ ฉันประกอบคนเดียวไม่ไหวแน่ๆ พี่ๆ พอจะช่วยประกอบให้หน่อยได้ไหมคะ ฉันมีค่าตอบแทนให้ค่ะ"
คนงานมองหน้ากัน ลังเลเล็กน้อย คนหนึ่งเอ่ยขึ้น "ไม่รู้ต้องใช้เวลานานแค่ไหนน่ะสิครับ กลัวจะมีงานอื่นเข้ามา"
เย่เหยารีบพูด "ไม่นานหรอกค่ะ ฉันให้ค่าแรงเพิ่มคนละสองพันเลย โอเคไหมคะ"
พอได้ยินตัวเลข ตาของพวกเขาก็ลุกวาวทันที คนหนึ่งรีบตอบ "ได้ครับ ได้ครับ! ได้เยอะกว่าวิ่งรถเที่ยวหนึ่งอีก"
คนงานอีกคนพยักหน้าเห็นด้วย "งั้นตกลงครับ พวกเราทำ" พวกเขาคิดในใจว่านี่มันลาภลอยชัดๆ แค่มาส่งของดันได้งานพิเศษเงินดีขนาดนี้
เห็นคนงานตอบตกลง เย่เหยาก็โล่งอก เธอยิ้มแล้วพูดว่า "งั้นรบกวนด้วยนะคะ ติดตั้งเสร็จแล้วรบกวนช่วยปิดประตูโกดังให้ด้วย แล้วค่อยกลับได้เลย แอดวีแชตกันไว้ก่อนนะคะ ทั้งหมดสามคนหกพัน ฉันจะโอนมัดจำให้ก่อนสี่พัน ส่วนที่เหลืออีกสองพัน พอเสร็จงานถ่ายรูปส่งมาให้ดู แล้วฉันจะโอนส่วนที่เหลือให้ แบบนี้โอเคไหมคะ"
คนงานมองเธอด้วยสายราชื่นชมขึ้นมาอีกนิด เด็กสาวคนนี้ถึงจะยังเด็กแต่ก็รอบคอบและเขี้ยวใช้ได้ พวกเขารีบตอบ "โอเคครับคุณหนู สบายใจได้เลย"
หลังจากวางกล่องข้าว คนงานก็เดินไปที่กองชั้นวางด้วยความกระตือรือร้น คนหนึ่งหยิบโครงเหล็กขึ้นมาดูจุดเชื่อมต่อแล้วพึมพำ "ไอ้นี่ไม่ซับซ้อน ประกอบไม่ยากหรอก" อีกคนเริ่มแยกชิ้นส่วน น็อต และสกรู
พวกเขาเริ่มจากตั้งเสาโครง ใช้ประแจขันคานยึดกับเสา ขันน็อตทุกตัวจนแน่นหนาเพื่อความมั่นคง ท่าทางคล่องแคล่วว่องไว ไม่นานโครงร่างของชั้นวางก็เริ่มปรากฏให้เห็น
ระหว่างประกอบ พวกเขาแลกเปลี่ยนเทคนิคกันเป็นระยะ "มุมนี้ต้องให้ตรงนะ ไม่งั้นชั้นจะเอียง" "อย่าเพิ่งขันแน่นเกินไป เดี๋ยวต้องมาปรับอีกที" การทำงานสอดประสานกันอย่างลงตัวราวกับทีมติดตั้งมืออาชีพ
เย่เหยายืนดูพวกเขาทำงานอย่างขะมักเขม้นด้วยความซาบซึ้งใจ จากนั้นเธอก็กล่าวลาและขับรถกลับบ้าน