เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3: นักหมักสุรา

บทที่ 3: นักหมักสุรา

บทที่ 3: นักหมักสุรา


บทที่ 3: นักหมักสุรา

เมื่อเห็นท่าทางขบขันของเด็กหนุ่มผมสั้น ผู้อำนวยการโรงเรียนจึงหันไปกล่าวกับหัวหน้าระดับชั้นด้วยรอยยิ้ม

"ถ้าฉันจำไม่ผิด พรสวรรค์ของเด็กคนนี้จะช่วยเพิ่มพลังโจมตีของมีดปังตอเป็นสองเท่า แถมยังมีแรงกดดันพิเศษที่ทำให้คู่ต่อสู้รู้สึกหวาดหวั่นอีกด้วย"

"คุณภาพนักเรียนปีนี้สูงมากจริงๆ ครับ ห้องแปดห้องเดียวมีคนปลุกพรสวรรค์ระดับ S ได้ถึงสองคน"

"แถมพวกเด็กที่ได้อาชีพสวรรค์สายดำรงชีพพวกนั้น ก็ดูจะมีอนาคตไกลกันทั้งนั้น"

หัวหน้าระดับชั้นรีบตอบรับทันที

"อย่างไรเสีย การแบ่งประเภทอาชีพสวรรค์ก็เป็นเพียงการจัดหมวดหมู่โดยมนุษย์เราเท่านั้นครับ"

"พรสวรรค์บางอย่าง หากนำไปจับคู่กับอาชีพสวรรค์ที่ดูธรรมดา ก็มักจะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงได้เสมอ"

ผู้อำนวยการไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ "ก็ถูก ว่าอาชีพสวรรค์จะแสดงประสิทธิภาพออกมาได้สมบูรณ์แบบหรือไม่นั้น มักจะขึ้นอยู่กับพรสวรรค์..."

ทันใดนั้น น้ำเสียงของผู้อำนวยการก็เปลี่ยนไป

"แต่ถึงอย่างไร ภาพรวมพลังการต่อสู้ของอาชีพสายต่อสู้ ก็ยังคงเหนือกว่าอาชีพสายดำรงชีพอยู่มากโข"

หัวหน้าระดับชั้นยิ้มและพยักหน้าเห็นด้วย

"แน่นอนครับ มิฉะนั้นอาชีพสวรรค์ที่มีพลังการต่อสู้สูงเหล่านั้นคงไม่ถูกจัดให้อยู่ในหมวดสายต่อสู้ตั้งแต่แรก"

จังหวะนั้นเอง ผู้อำนวยการเหลือบไปเห็นใบหน้าที่คุ้นเคย เขาอุทานด้วยความประหลาดใจ

"นั่นหวังเซียนเซียน ลูกชายคนโตของนายท่านสามแห่งตระกูลหวังกระบี่สวรรค์ไม่ใช่หรือ? ทำไมเขาถึงไม่ไปรวมกลุ่มกับคนของตระกูลหวังล่ะ? ทำไมถึงมายืนต่อแถวอยู่ตรงนี้?"

หัวหน้าระดับชั้นรีบอธิบาย "เด็กคนนี้มักจะเว้นระยะห่างจากลูกหลานตระกูลหวังคนอื่นๆ ในโรงเรียนเสมอครับ"

"ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นล่ะ?" ผู้อำนวยการถามด้วยความสงสัย

หัวหน้าระดับชั้นถอนหายใจ "หวังเซียนเซียนมักจะถูกเด็กรุ่นน้องในตระกูลหวังกลั่นแกล้งอยู่เป็นประจำ ผมเคยแจ้งเรื่องนี้ไปทางตระกูลหวังแล้ว แต่ก็ไม่มีใครลงมาจัดการเลย"

"ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่นักเรียนตระกูลหวังในโรงเรียนมักจะจงใจเพ่งเล็งเขา"

"หวังเซียนเซียนเองก็เป็นเด็กหัวดื้อ ทุกครั้งที่ถูกรังแกเขาก็จะสู้กลับ จนตัวเองต้องเจ็บตัวอยู่บ่อยครั้ง ภายหลังผมเลยย้ายเขาไปอยู่ห้องแปด ซึ่งไม่มีลูกหลานตระกูลหวังเรียนอยู่เลย"

"แปลกจริง" ผู้อำนวยการขมวดคิ้ว "ปัญหาการกลั่นแกล้งกันเองภายในตระกูลถือเป็นเรื่องร้ายแรงมาก ไม่ว่าจะตระกูลไหน ยิ่งเป็นตระกูลหวังกระบี่สวรรค์ที่เป็นถึงตระกูลระดับจักรพรรดิด้วยแล้ว พวกเขาจะนิ่งดูดายเชียวหรือ?"

หัวหน้าระดับชั้นส่ายหน้า น้ำเสียงเจือความไม่พอใจเล็กน้อย

"ท่านผู้อำนวยการก็ทราบนี่ครับ ว่าตระกูลหวังกระบี่สวรรค์สูญเสียรากฐานความเป็นตระกูลจักรพรรดิไปนานแล้ว"

"ถ้าไม่ใช่เพราะเมื่อสิบห้าปีก่อน จู่ๆ ก็มีข่าวคราวของบรรพชน 'จักรพรรดิกระบี่' ที่หายสาบสูญไปร่วมสามพันปีปรากฏขึ้นมา พวกเขาจะกล้ายะโสโอหังขนาดนี้หรือครับ?"

"ผมรู้จักหวังเซียนเซียนดี แม้พรสวรรค์ของเขาจะไม่ได้โดดเด่นน่าตื่นตะลึง แต่เขามีจิตแห่งเต๋าที่มุ่งมั่นแสวงหามรรคา"

"ต้นกล้าที่ดีเช่นนี้ ต่อให้มีพรสวรรค์ธรรมดา แต่ในท้ายที่สุดย่อมก้าวไปสู่จุดที่สูงส่งได้แน่"

"แต่ตระกูลหวังกลับปล่อยให้เด็กคนนี้ถูกคนในตระกูลรังแกตามอำเภอใจ ช่างไร้ซึ่งความใจกว้างสมกับเป็นตระกูลใหญ่จริงๆ!"

ผู้อำนวยการทอดสายตามองหวังเซียนเซียนที่อยู่ด้านล่างเวทีอย่างลึกซึ้ง

"แม้นสวรรค์จะมอบภาระอันยิ่งใหญ่แก่ผู้ใด ย่อมต้องเคี่ยวกรำจิตใจผู้นั้นเสียก่อน"

"ผู้ที่มีจิตแห่งเต๋ามั่นคง ท้ายที่สุดย่อมเจาะดักแด้กลายเป็นผีเสื้อที่งดงามได้"

เมื่อเห็นว่าลูกน้องยังอยากจะพูดอะไรต่อ ผู้อำนวยการก็ส่ายหน้าห้ามปราม

"ตระกูลหวังกระบี่สวรรค์เป็นตระกูลระดับจักรพรรดิ เราไม่มีสิทธิ์เข้าไปก้าวก่าย ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นเรื่องภายในครอบครัวของพวกเขา"

หัวหน้าระดับชั้นทำได้เพียงถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ และจำต้องยุติบทสนทนาเรื่องนี้ลง

ผู้อำนวยการตบไหล่ลูกน้องเบาๆ "เอาเถอะ มาดูกันว่าเด็กคนนั้นจะปลุกอาชีพสวรรค์อะไรได้"

บนแท่นปลุกพลัง เจ้าหน้าที่ถือรายชื่อตะโกนเรียก

"คนต่อไป หวังเซียนเซียน"

เด็กหนุ่มเจ้าของชื่อสูดลมหายใจเข้าลึก ด้วยหัวใจที่เต้นรัวด้วยความประหม่า เขาค่อยๆ ก้าวขึ้นสู่แท่นปลุกพลัง

เมื่อหวังเซียนเซียนยืนมั่นบนค่ายกล แสงสีม่วงเจิดจรัสก็เริ่มส่องสว่างขึ้น

เด็กหนุ่มหลับตาแน่น มือขวากำจี้ห้อยคอไว้แน่น พลางท่องภาวนาในใจอย่างเงียบงัน

"ท่านแม่... ลูกกำลังจะปลุกอาชีพสวรรค์แล้ว..."

ชั่วพริบตานั้น หวังเซียนเซียนสัมผัสได้ถึงพลังลึกลับที่กำลังตื่นขึ้นภายในร่างกาย

พลังนี้ค่อยๆ แข็งแกร่งขึ้นภายใต้การชักนำของค่ายกลปลุกพลัง

แต่ในจังหวะที่พลังลึกลับนั้นกำลังจะปะทุออกมาจากร่าง เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

จู่ๆ พลังลึกลับนั้นก็สงบลง ไม่เกิดระลอกคลื่นใดๆ อีก ไม่ว่าค่ายกลจะพยายามกระตุ้นดึงรั้งเพียงใดก็ตาม

หวังเซียนเซียนบนแท่นปลุกพลังรับรู้ได้ถึงความผิดปกติในร่างกาย ใบหน้าของเขาซีดเผือดลงทันตา

เมื่อแสงจากค่ายกลจางหายไป เสียงของเจ้าหน้าที่ก็ดังขึ้นทันที

"หวังเซียนเซียน อาชีพสวรรค์สายดำรงชีพ [นักหมักสุรา] การปลุกพรสวรรค์ล้มเหลว"

คำประกาศของเจ้าหน้าที่เปรียบเสมือนคำตัดสินประหารชีวิตเด็กหนุ่มบนแท่นปลุกพลัง

เมื่อมองดูตัวอักษรที่ส่องสว่างจนแทบจะบาดตาบนศิลาปลุกพลัง ใบหน้าของเด็กหนุ่มก็ขาวซีด แววตาว่างเปล่าเลื่อนลอย

ทันทีที่สิ้นเสียงเจ้าหน้าที่ ทั่วทั้งลานพิธีก็เกิดเสียงฮือฮาดังสนั่น

"บ้าไปแล้ว การปลุกพรสวรรค์มีล้มเหลวด้วยเหรอ?"

"ประเด็นมันอยู่ตรงนั้นที่ไหนเล่า? ประเด็นคือหวังเซียนเซียนได้อาชีพนักหมักสุราต่างหาก!"

"จริงด้วย! ทำไมศิษย์ตระกูลหวังกระบี่สวรรค์ถึงได้ปลุกอาชีพอื่นที่ไม่ใช่สายกระบี่ได้วะ!?"

"เชี่ยแล้ว งานนี้หวังเซียนเซียนมีสตอรี่แน่ๆ"

"สตอรี่เรื่องทุ่งหญ้าสีเขียวบนหัวพ่อมันหรือเปล่า?"

บนแท่นประธาน เหล่าผู้บริหารต่างก็มีสีหน้าไม่อยากจะเชื่อเช่นกัน

หัวหน้าระดับชั้นจ้องมองตัวอักษรบนศิลาปลุกพลังด้วยความตกตะลึง

"เป็นไปได้ยังไง..."

สายตาของผู้อำนวยการคมกริบขึ้น เขาจ้องมองเด็กหนุ่มบนเวทีพลางกล่าวเสียงเครียด

"กำลังจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว..."

ด้านล่างแท่นปลุกพลัง เหล่าเยาวชนตระกูลหวังที่ยืนอยู่แถวหน้าสุดต่างแสดงสีหน้าสะใจ

"นักหมักสุรา? มันช่างทำลายชื่อเสียงตระกูลหวังกระบี่สวรรค์ของเราจริงๆ"

"เป็นลูกของท่านลุงสามเหมือนกันแท้ๆ แต่ช่องว่างระหว่างหวังเซียนเซียนกับเป่ยเฉินช่างห่างชั้นกันเหลือเกิน"

"ไม่ต้องใช้สมองคิดก็รู้ เด็กที่เกิดจากลูกสาวพ่อค้าจะเอาอะไรไปเทียบกับเป่ยเฉินที่เกิดจากยอดคนอย่างน้ามู่หรงได้?"

"แต่ต่อให้พรสวรรค์ของหวังเซียนเซียนจะไม่ดี แล้วทำไมถึงปลุกได้อาชีพนักหมักสุราล่ะ?"

"นั่นสิ พวกเราทุกคนควรจะมีสายเลือดจักรพรรดิกระบี่ไหลเวียนอยู่ไม่ใช่เหรอ? ทำไมมันถึงได้เป็นนักหมักสุรา?"

"หึ บางทีเจ้าหวังเซียนเซียนอาจจะเป็นลูกชู้ที่แม่มันไปไข่ทิ้งไว้กับชายชู้ที่ไหนสักคนก็ได้"

ข้อสงสัยและคำเยาะเย้ยถากถางจากรอบข้างที่ดังเข้าหู เปรียบเสมือนคมดาบนับไม่ถ้วนที่ทิ่มแทงหัวใจ ทำให้หวังเซียนเซียนหายใจถี่กระชั้น

เด็กหนุ่มค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ใบหน้าอ่อนเยาว์ที่งดงามนั้นเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง

ดวงตาสีนิลกวาดมองเหล่าคนในตระกูลที่กำลังเย้ยหยันอยู่รอบตัวอย่างเหม่อลอย หัวใจที่สิ้นหวังอยู่แล้วยิ่งทวีความอ้างว้าง

"ทำไมกัน...?"

ในภวังค์อันเลือนราง กระดูกสันหลังของเด็กหนุ่มราวกับสูญเสียแกนค้ำจุน ร่างกายค่อยๆ ห่อเหี่ยวลง

แววตาของหวังเซียนเซียนเต็มไปด้วยไอแห่งความตาย เขาหันหลังกลับอย่างหมดอาลัยตายอยาก และเดินลงจากแท่นปลุกพลังอย่างเงียบเชียบ

แผ่นหลังที่โดดเดี่ยวของเขา ช่างดูแปลกแยกและเข้ากันไม่ได้กับโลกใบนี้

ทันทีที่ก้าวลงจากเวที หวังเซียนเซียนก็เผชิญหน้ากับเด็กหนุ่มที่มีสีหน้าเย่อหยิ่ง

นั่นคือน้องชายอัจฉริยะของเขา หวังเป่ยเฉิน

หวังเป่ยเฉินยืนกอดอก มองดูหวังเซียนเซียนด้วยสายตาดูแคลน พลางกล่าวอย่างเหยียดหยาม

"แกเตรียมหาคำแก้ตัวดีๆ ไปอธิบายกับท่านพ่อก็แล้วกัน!"

"การมีพี่ชายอย่างแก มันทำให้ฉันรู้สึกสะอิดสะเอียนจริงๆ!"

หวังเซียนเซียนไม่ได้ใส่ใจคำดูถูกของอีกฝ่าย ตอนนี้เขาตกอยู่ในสภาวะสงสัยในตนเองอย่างรุนแรง

ไม่มีสิ่งใดรอบตัวสามารถดึงดูดความสนใจของเขาได้อีก

เขาเดินโซซัดโซเซไปยังทิศทางของห้องเรียนตนเองอย่างเชื่องช้า

แม้จะเผชิญกับคำพูดแสดงความห่วงใยจากเพื่อนร่วมชั้นและสหาย เขาก็ยังคงนิ่งเฉยไร้การตอบสนอง

อารมณ์ที่รุนแรงกัดกินจิตใจอย่างต่อเนื่อง สติสัมปชัญญะของหวังเซียนเซียนเริ่มเลือนราง

หลังจากนั้น เขาก็เหมือนสูญเสียเรี่ยวแรงทั้งหมดและล้มฟุบลงไปกองกับพื้น

เมื่อเห็นดังนั้น เพื่อนร่วมชั้นโดยรอบจึงรีบตะโกนขึ้นทันที "อาจารย์! หัวหน้าห้องเป็นลมไปแล้ว!"

...

"ท่านแม่ นี่คืออะไรหรือครับ?"

"นี่คือสุราจ้ะ"

"สุราคืออะไรครับ?"

"สุราคือเครื่องดื่มที่บรรพบุรุษของเราคิดค้นขึ้นมาไงจ๊ะ"

"เครื่องดื่ม! ผมขอดื่มบ้าง!"

"เด็กๆ ดื่มสุราไม่ได้นะลูก การดื่มสุรามันไม่ดีต่อร่างกาย~"

"ถ้ามันไม่ดีต่อร่างกาย แล้วทำไมผู้ใหญ่ถึงยังดื่มกันล่ะครับ?"

"ก็เพราะสุราสามารถทำให้คนเราลืมความทุกข์ได้ยังไงล่ะจ๊ะ"

"งั้นโตขึ้นผมจะดื่มสุรา!"

"ถ้าเป็นไปได้ แม่หวังว่าชั่วชีวิตนี้ลูกจะไม่ต้องแตะต้องมันเลยจะดีกว่า"

"ทำไมล่ะครับ?"

"เพราะว่า..."

...

เด็กหนุ่มที่หมดสติไปไม่รู้เลยว่า จี้รูปน้ำเต้าที่เขาเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อ กำลังส่องแสงสีทองจางๆ วูบวาบอยู่อย่างต่อเนื่อง...

จบบทที่ บทที่ 3: นักหมักสุรา

คัดลอกลิงก์แล้ว