- หน้าแรก
- เทพสุรากระบี่คลั่ง เมามายทลายประตูฟ้า
- บทที่ 2 การผงาดของตระกูล
บทที่ 2 การผงาดของตระกูล
บทที่ 2 การผงาดของตระกูล
บทที่ 2 การผงาดของตระกูล
ณ เวลานี้ นักเรียนชั้นมัธยมต้นนับพันชีวิตยืนเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่กลางสนามโรงเรียน ใบหน้าอันอ่อนเยาว์ของพวกเขาฉายแววตื่นเต้นระคนประหม่า ทุกสรรพเสียงเงียบกริบ ต่างตั้งใจฟังคำปราศรัยของผู้อำนวยการบนเวทีอย่างจดจ่อ
"เมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน ประตูสวรรค์เปิดออกกว้าง ปราณวิญญาณฟื้นคืน สัตว์อสูรจุติลงมา!"
"เหล่าสัตว์อสูรดุร้ายป่าเถื่อน ไล่ล่าสังหารเผ่าพันธุ์มนุษย์อย่างบ้าคลั่ง"
"โชคดีที่มนุษยชาติของเราได้รับความเมตตาจากสวรรค์ ด้วยหน้าที่และพรสวรรค์ที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ทำให้เราก้าวเข้าสู่มรรคาวิถีแห่งวรยุทธ์ เปิดศักราชใหม่แห่งเทวายุทธ์"
"หลังจากร่ำเรียนมาสามปี ครูเชื่อว่าทุกคนคงเข้าใจทฤษฎีพื้นฐานเกี่ยวกับอาชีพและหน้าที่กันดีแล้ว"
"วันนี้จะเป็นวันที่พวกเธอจะได้ปลุกพลังและพรสวรรค์ที่ซ่อนอยู่ และยังเป็นวันที่จะกำหนดชะตาชีวิตของพวกเธออีกด้วย"
"ครูหวังว่าทุกคนจะสามารถปลุกอาชีพที่ตนเองปรารถนาได้สำเร็จ"
"ขอให้นักเรียนชาวฮัวเซี่ยทุกคนผงาดง้ำดั่งมังกร!"
"ข้าขอประกาศเปิดพิธีปลุกพลังอย่างเป็นทางการ!"
ทันทีที่สิ้นเสียงของผู้อำนวยการ เหล่านักเรียนด้านล่างก็เริ่มจัดแถวตามลำดับอย่างเป็นระเบียบ
ขณะนั้นเอง กลุ่มหนุ่มสาวท่าทางองอาจผ่าเผยกลุ่มหนึ่งก็เดินแยกตัวออกมาจากแถวนักเรียนด้วยสีหน้าภาคภูมิ พวกเขาจัดตั้งแถวใหม่และเดินไปยืนอยู่หน้าสุดของทุกแถว
เมื่อเห็นดังนั้น นักเรียนที่อยู่ด้านหลังต่างเริ่มกระซิบกระซาบกัน
"นั่นคือคนรุ่นใหม่ของตระกูลหวังปีนี้สินะ"
"อยากรู้จังว่าปีนี้คนตระกูลหวังจะปลุกพรสวรรค์แบบไหนออกมาได้บ้าง?"
"ไม่รู้สิ แต่รับรองว่าไม่กระจอกแน่นอน"
"จำได้ว่าพิธีปลุกพลังปีที่แล้ว พรสวรรค์ที่แย่ที่สุดของตระกูลหวังยังอยู่ที่ระดับ B เลย"
"น่าอิจฉาชะมัด พวกเราพยายามแทบตายหลายชาติก็อาจจะไปไม่ถึงจุดเริ่มต้นของพวกเขาด้วยซ้ำ"
"ตระกูลหวังเป็นตระกูลระดับราชันย์ ถ้าบรรพบุรุษของนายมีจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่กำเนิดขึ้นมาสักคน นายก็คงได้รับพรทางสายเลือดแบบนั้นเหมือนกัน"
"คนบางคนเกิดมาในกรุงโรม แต่บางคนเกิดมาเป็นวัวเป็นควายให้เขาใช้งาน"
"..."
ในขณะที่เหล่านักเรียนกำลังถกเถียงกันอย่างดุเดือด ลำแสงขนาดมหึมาก็พุ่งทะยานขึ้นจากค่ายกลปลุกพลังเบื้องหน้า สั่นสะเทือนไปทั่วผืนฟ้า!
ชั่วพริบตา ลำแสงนั้นแปรเปลี่ยนเป็นกระบี่บินนับหมื่นเล่มลอยเด่นอยู่เหนือท้องนภา
ทุกคนในที่นั้นต่างตกตะลึงกับปรากฏการณ์สุดตระการตา ยืนนิ่งงันทำอะไรไม่ถูก
หลังความเงียบงันชั่วอึดใจ เสียงอุทานก็ดังกระหึ่มขึ้นอย่างพร้อมเพรียง
"เชี่ยเอ้ย นิมิตฟ้าดิน!"
"ผู้ที่ก่อให้เกิดนิมิตฟ้าดินได้ ล้วนแต่มีพรสวรรค์ระดับ SS ขึ้นไปทั้งนั้น!"
"พระเจ้าช่วย นี่มันจะโหดเกินไปแล้ว!"
"นั่นลูกเต้าเหล่าใครกัน ทำไมถึงได้ดุดันขนาดนี้?"
"บนเวทีนั่นคืออัจฉริยะรุ่นใหม่ของตระกูลหวัง หวังเป่ยเฉิน"
"หวังเป่ยเฉินที่ว่ากันว่าอายุเพียงสิบสามปีก็มีคุณสมบัติพร้อมสำหรับปลุกอาชีพแล้วน่ะเหรอ?"
"เขาลือกันว่าเมื่อครึ่งเดือนก่อน เขาเปิดชีพจรวิญญาณเส้นที่สิบสองในร่างกายได้สำเร็จ ทะลวงผ่านขอบเขตเปิดชีพจรขั้นหนึ่ง ก้าวเข้าสู่ขอบเขตผลัดเปลี่ยนโลหิตขั้นสองได้โดยตรง!"
"บ้าไปแล้ว อายุสิบสามบรรลุขอบเขตผลัดเปลี่ยนโลหิต อัจฉริยะตระกูลหวังช่างน่ากลัวจริงๆ!"
"คนทั่วไปเริ่มเปิดชีพจรวิญญาณตอนสิบขวบ ทำไมเขาถึงได้โดดเด่นขนาดนี้ ใช้เวลาแค่สามปีก็เปิดชีพจรได้ครบแล้ว?"
"ฉันล่ะชาไปหมดทั้งตัว บำเพ็ญเพียรแทบตายมาห้าปี เพิ่งเปิดได้เจ็ดเส้น การเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นนี่มันน่าโมโหจริงๆ"
เจ้าหน้าที่ข้างแท่นปลุกพลังระงับความตื่นตระหนกในใจก่อนจะประกาศเสียงดังฟังชัด
"หวังเป่ยเฉิน อาชีพที่ปลุกได้ 'จอมกระบี่ไร้เทียมทาน' พรสวรรค์ระดับ X 'หมื่นกระบี่สยบหล้า'"
สิ้นเสียงประกาศ ทั่วทั้งสนามก็ตกอยู่ในความตื่นตะลึง
ในแถวของห้องแปด จ้าวหู่เบิกตากว้าง กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่โดยไม่รู้ตัว
"พรสวรรค์ระดับ X ที่ว่ากันว่าร้อยปีจะมีสักคน แม้แต่ในระดับโลก..."
นักเรียนอีกคนพลันนึกบางอย่างขึ้นได้จึงหันขวับกลับมา
"ฉันจำได้ว่าหวังเป่ยเฉินคือน้องชายของหัวหน้าห้องเราไม่ใช่เหรอ?"
เมื่อได้ยินดังนั้น นักเรียนห้องแปดทุกคนต่างหันมองไปด้านหลัง
หวังเซียนเซียนไม่ได้ใส่ใจสายตาอยากรู้อยากเห็นของเพื่อนร่วมชั้น เขาเพียงจ้องมองไปยังแท่นปลุกพลังเบื้องหน้าอย่างเงียบงัน
เมื่อมองดูน้องชายผู้เจิดจรัสไร้ที่สิ้นสุดบนเวที หวังเซียนเซียนไม่ได้รู้สึกแปลกใจแต่อย่างใด
เขารู้ดียิ่งกว่าใครว่าพรสวรรค์ของน้องชายต่างแมคนนี้น่าสะพรึงกลัวเพียงใด
เมื่อเทียบกันแล้ว ตัวเขาช่างเหมือนหิ่งห้อยใต้แสงจันทร์กระจ่าง ทั้งต่ำต้อยและเล็กจ้อย
หวังเซียนเซียนกำจี้ห้อยคอในมือแน่น พึมพำแผ่วเบา "ต้องสำเร็จสิ..."
บนอัฒจันทร์ประธาน เหล่าผู้นำต่างก็เก็บอาการตกใจไว้ไม่อยู่เช่นกัน
"พรสวรรค์ระดับ X ตระกูลหวังน่าจะไม่มีสมาชิกระดับนี้ปรากฏขึ้นมานานกว่าสองพันปีแล้วกระมัง"
"การผงาดของตระกูลหวังคงไม่อาจหยุดยั้งได้แล้ว โชควาสนาของตระกูลในช่วงไม่กี่ปีมานี้มันเหลือเชื่อเกินไป"
"บางทีนี่อาจเป็นสิ่งที่เรียกว่า 'เมื่อถึงที่สุดย่อมพลิกผัน'"
"เพราะการหายตัวไปของจักรพรรดิกระบี่ ทำให้พวกเขาถูกกดดันมานานถึงสามพันปี การจะดีดกลับขึ้นมาตอนนี้ก็ถือเป็นเรื่องปกติ"
"เรื่องนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับการเลื่อนระดับพลังของจักรพรรดิกระบี่เป็นแน่"
"แม้จักรพรรดิกระบี่ยังคงหายสาบสูญ แต่การตื่นตัวอย่างกะทันหันของสายเลือดมหาจักรพรรดิในตระกูลหวัง ก็เพียงพอที่จะพิสูจน์แล้วว่าระดับพลังปัจจุบันของจักรพรรดิกระบี่ต้องก้าวหน้าไปถึงขั้นที่น่าเหลือเชื่อ"
"ตระกูลราชันย์อื่นๆ คาดเดากันว่าจักรพรรดิกระบี่ได้ก้าวเท้าข้างหนึ่งเข้าไปในขอบเขตราชันย์เทวะแล้วไม่ใช่หรือ?"
"ไม่อย่างนั้น ตระกูลราชันย์เหล่านั้นจะยอมเปลี่ยนท่าทีแล้วหันมาเจรจาสงบศึกอย่างหน้าไม่อายได้อย่างไร?"
"ปีนี้ตระกูลหวังเข้าร่วมพิธีปลุกพลังทั้งหมด 52 คน: ระดับ B 26 คน, ระดับ A 16 คน, ระดับ S 6 คน, ระดับ SS 2 คน, ระดับ SSS 1 คน และระดับ X อีก 1 คน"
"ความเข้มข้นของพรสวรรค์ระดับนี้ ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยจริงๆ!"
หลังจากตระกูลหวังเสร็จสิ้นการปลุกพลัง ก็ถึงคราวที่นักเรียนจากห้องอื่นๆ จะต้องเข้าแถวรอ
หลังจากการรอคอยอันยาวนาน จำนวนคนที่ต่อคิวอยู่ด้านหน้าก็ค่อยๆ ลดน้อยลง
"หลี่ฮั่ว อาชีพสายต่อสู้ จอมเวทอัคคี พรสวรรค์ระดับ B 'เพลิงกัลป์'"
"จ้าวกัง อาชีพสายดำรงชีพ ช่างตีเหล็ก พรสวรรค์ระดับ C 'ค้อนแรงโน้มถ่วง'"
"จางซาน อาชีพสายต่อสู้ อันธพาล พรสวรรค์ระดับ A 'คนคลั่งนอกกฎหมาย'"
"ไช่สวี่คุน อาชีพสายต่อสู้ ผู้ฝึกสัตว์ฝึกหัด พรสวรรค์ระดับ F 'ไก่ดำตัวน้อย'"
...นักเรียนที่ปลุกอาชีพได้สำเร็จต่างเดินลงจากแท่นปลุกพลังด้วยความตื่นเต้น
เวลาผ่านไปนาทีแล้วนาทีเล่า... ในที่สุดก็ถึงคิวของนักเรียนมัธยมสามห้องแปด
คนแรกของห้องแปดที่ขึ้นไปคือกรรมาธิการฝ่ายการเรียน หลี่เยว่
"หลี่เยว่ อาชีพที่ปลุกได้ 'แพทย์สนาม' พรสวรรค์ระดับ S 'เขตแดนพิทักษ์ชีพ'"
หลี่เยว่กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจอยู่บนเวที
นักเรียนด้านล่างต่างส่งเสียงฮือฮาด้วยความประหลาดใจ
"เชี่ยเอ้ย พรสวรรค์ระดับ S แถมยังเป็นสายรักษาที่สถานะสูงส่งอีกต่างหาก!"
"เธอไม่ต้องสอบเข้ามัธยมปลายแล้ว โรงเรียนมัธยมปลายสายยุทธ์ต้องรับเธอเป็นกรณีพิเศษแน่นอน"
"โรงเรียนมัธยมปลายสายยุทธ์งั้นเหรอ? พรสวรรค์แบบนี้กองทัพให้ความสำคัญยิ่งกว่าพวกสายต่อสู้ระดับ SS เสียอีก"
หลี่เยว่เชิดหน้าขึ้นราวกับหงส์ผู้ภาคภูมิ สายตาของเธอจับจ้องไปที่ชายหนุ่มผมสั้นคนหนึ่ง
ท่ามกลางผู้คนมากมาย คนที่ตื่นเต้นที่สุดน่าจะเป็นจ้าวหู่ที่ยืนอยู่ข้างหวังเซียนเซียน
เขาโผเข้ากอดหวังเซียนเซียนด้วยความตื่นเต้นสุดขีด
"พี่เซียน ยัยบ๊องนั่นทำตามความฝันได้สำเร็จแล้ว!"
หวังเซียนเซียนเองก็รู้สึกยินดีกับเพื่อนจากก้นบึ้งของหัวใจ
พรสวรรค์ระดับ S ต่อให้เป็นในระดับมณฑลก็ถือว่าเป็นอันดับต้นๆ
แน่นอนว่าถ้าจ้าวหู่ออมแรงที่แขนลงอีกสักนิดจะดีกว่านี้มาก
"ปล่อยฉันได้แล้ว ไปกอดหลี่เยว่โน่น ฉันหายใจไม่ออก"
"โทษที โทษที" จ้าวหู่เกาหัวแก้เก้อ
"ต่อไป จ้าวหู่"
"เชี่ยแล้ว พี่เซียน ถึงตาฉันแล้ว ฉันไปล่ะนะ" จ้าวหู่รีบวิ่งขึ้นไปบนแท่นปลุกพลัง
แสงสว่างวาบขึ้นอีกครั้ง เจ้าหน้าที่ผู้คุมสอบดูเหมือนจะเห็นอะไรบางอย่างที่เหลือเชื่อจนต้องยืนตะลึงงัน
ครึ่งนาทีต่อมา เขาถึงได้สติกลับคืนมา
"จ้าวหู่ อาชีพที่ปลุกได้ 'พ่อครัวจอมโหด' พรสวรรค์ระดับ S 'จะยศใหญ่แค่ไหนก็ยังกลัวมีดปังตอ'"
ผู้อำนวยการบนอัฒจันทร์ลุกพรวดขึ้นทันที หลังจากแน่ใจว่าตนไม่ได้ตาฝาด เขาก็หัวเราะลั่นฟ้า
"ฮ่าๆๆ ไข่แดงแฝดชัดๆ!"
ตระกูลหวังมีสายเลือดมหาจักรพรรดิ จึงไม่ได้เข้าร่วมการประเมินของโรงเรียนเลย
แต่ตอนนี้ กลับมีผู้มีพรสวรรค์ระดับ S ปรากฏขึ้นถึงสองคน แถมหนึ่งในนั้นยังเป็นอาชีพแพทย์ที่กองทัพต้องการตัวที่สุด
จะไม่ให้ผู้อำนวยการตื่นเต้นได้อย่างไร
จ้าวหู่ที่อยู่บนเวทีตกใจจนอ้าปากค้าง
วินาทีถัดมา เขาก็คำรามลั่นดุจฟ้าผ่า
"เจ้าแก่อย่างข้าได้ดีแล้วโว้ย! ข้ากู้หน้าให้บรรพบุรุษได้แล้ว!!!"
"ข้าจะตั้งตระกูลใหม่เองกับมือ!!!!!"
ท่าทางดีใจจนออกนอกหน้าของหนุ่มผมสั้นเรียกเสียงหัวเราะจากทุกคนในที่นั้น
หลี่เยว่ที่เพิ่งเดินลงจากเวทีก็ยิ่งตื่นเต้นจนหน้าแดงก่ำ
หวังเซียนเซียนเห็นเพื่อนรักทั้งสองปลุกพรสวรรค์อันทรงพลังได้สำเร็จ จู่ๆ เขาก็รู้สึกประหม่าขึ้นมา
เขาหยิบจี้รูปน้ำเต้าออกมาจากกระเป๋าและกำไว้แน่น
"แม่ครับ อวยพรให้ผมด้วย..."