เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1 : นายน้อยแห่งสถาบันราชาภูต

บทที่ 1 : นายน้อยแห่งสถาบันราชาภูต

บทที่ 1 : นายน้อยแห่งสถาบันราชาภูต


ทวีปโต้วหลัว ณ ชานเมืองเทียนโต้ว เมืองหลวงแห่งจักรวรรดิเทียนโต้ว

ยามรุ่งสาง สถาบันราชาภูตเปี่ยมไปด้วยความคึกคักมีชีวิตชีวา เหล่านักเรียนจับกลุ่มสองถึงสามคนพูดคุยหยอกล้อพลางหัวเราะร่า เตรียมพร้อมสำหรับการฝึกซ้อมประจำวัน

ทว่าในขณะนั้นเอง เด็กน้อยวัยเพียงหกขวบคนหนึ่งก็ลากหินยักษ์ที่มีขนาดสูงท่วมหัว พุ่งพรวดเข้ามาในครรลองสายตาของทุกคน!

"เจ้าตัวประหลาดน้อยนี่ลูกเต้าเหล่าใครกัน!?" นักเรียนปีหนึ่งที่เพิ่งเข้าใหม่ต่างตื่นตะลึงกับภาพตรงหน้าจนอ้าปากค้าง

ในทางกลับกัน รุ่นพี่กลับดูคุ้นชินกับภาพนี้เป็นอย่างดี ซ้ำยังโบกมือทักทายอย่างกระตือรือร้น

"นายน้อย วันนี้ท่านต้องไปปลุกวิญญาณยุทธ์ไม่ใช่หรือ? ทำไมไม่พักผ่อนเล่า มาฝึกแต่เช้าตรู่แบบนี้ทำไม?"

"ข้าก็แค่วอร์มอัพร่างกายนิดหน่อย" เด็กน้อยหน้าไม่แดงแรงไม่ตก ตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม "พอเครื่องร้อนได้ที่ ไม่แน่วิญญาณยุทธ์ที่ตื่นขึ้นมาอาจจะทำให้พวกเจ้าตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อไปเลยก็ได้นะ!"

เหล่ารุ่นพี่หัวเราะชอบใจ มองดูเด็กน้อยลากหินยักษ์วิ่งผ่านไป

จนกระทั่งแผ่นหลังเล็กๆ นั้นลับตาไป เหล่าเด็กปีหนึ่งถึงได้สติและรีบเอ่ยถาม "รุ่นพี่ เด็กคนนั้นเป็นใครกันแน่ครับ? ทำไมพวกท่านถึงเรียกเขาว่า 'นายน้อย' ล่ะ?"

"เขาเหรอ? เขาคือน้องชายบุญธรรมที่ท่านผอ.หลิวรับอุปการะมาจากข้างนอกน่ะ" รุ่นพี่คนหนึ่งอธิบายอย่างใจเย็น "เพราะทั้งท่านผอ.และเหล่าอาจารย์ต่างรักใคร่เอ็นดูเขา พวกเราเลยพร้อมใจกันเรียกเขาว่า 'นายน้อย'"

รุ่นพี่ผู้หญิงอีกคนยิ้มเสริมขึ้นว่า "อย่าให้รูปลักษณ์ภายนอกหลอกตาเชียว เห็นตัวแค่นี้แต่พละกำลังมหาศาลนัก! เขาลากหินหนักร้อยปอนด์ได้ตั้งแต่สามขวบเชียวนะ"

คำบอกเล่าของรุ่นพี่ทำเอาเหล่าเด็กใหม่ต้องตกตะลึงอีกคำรบ ไม่คาดคิดเลยว่าสถาบันราชาภูตจะมีอัจฉริยะเช่นนี้ซ่อนอยู่!

...

อีกด้านหนึ่ง

หลิวชิงลากหินยักษ์หนักเกือบสามร้อยปอนด์มาหยุดที่หน้าประตูเรือนพักอันวิจิตรบรรจง เขาปลดเชือกออกจากตัวแล้วผลักประตูเข้าไป

"พี่เอ้อร์หลง ผมกลับมาแล้ว!"

"กลับมาแล้วหรือ?"

หญิงสาวรูปงามเจ้าของเรือนร่างสุดเซ็กซี่เย้ายวนเดินออกมาจากบ้านที่มีควันลอยกรุ่นจากปล่องไฟ เครื่องหน้าอันงดงามและชุดสีเขียวเรียบง่ายเปื้อนแป้งสีขาวเล็กน้อย

นางคือผู้อำนวยการสถาบันราชาภูต 'หลิวเอ้อร์หลง'

ในมือซ้ายของนางถือชามโจ๊กร้อนๆ มือขวาถือจานซาลาเปาที่ส่งควันฉุย วางลงบนโต๊ะอาหาร

"มื้อเช้าเสร็จพอดี มาทานสิ"

หลิวชิงเดินพลางนวดไหล่เข้ามาพร้อมรอยยิ้ม "งั้นผมไปอาบน้ำก่อนนะ พี่เก็บซาลาเปาไว้ให้ผมด้วยล่ะ อย่ากินหมดซะก่อนนะ!"

ดวงตาของหลิวเอ้อร์หลงเจือแววยิ้ม นางดุทีเล่นทีจริง "งั้นก็รีบหน่อย กินอิ่มแล้วเรายังต้องไปสำนักวิญญาณยุทธ์เพื่อทำพิธีปลุกวิญญาณให้เจ้ากันอีก"

"เดี๋ยวมาครับ" หลิวชิงโบกมือรับคำก่อนจะก้าวเข้าไปในตัวบ้าน

ย้อนกลับไปเมื่อหกปีก่อน เขาได้มาจุติใหม่ยังทวีปโต้วหลัวและได้รับการชุบเลี้ยงจากคู่สามีภรรยาชาวบ้านธรรมดา

สามีภรรยาคู่นั้นดีกับเขามาก แม้จะไม่ใช่ลูกในไส้ แต่พวกเขาก็รักและดูแลเขาดุจเลือดเนื้อเชื้อไข ทำให้หลิวชิงซึ่งตอนนั้นอายุไม่ถึงขวบปีรอดชีวิตมาได้ในโลกใบนี้

ทว่าช่วงเวลาแห่งความสุขมักแสนสั้น เมื่อหลิวชิงอายุได้เพียงหนึ่งขวบ หมู่บ้านก็ถูกกลุ่มวิญญาณจารย์มารบุกโจมตี ชาวบ้านเกือบทั้งหมดถูกสังหารสิ้น

ในวินาทีที่เขากำลังจะตกเป็นเหยื่อ คนของสำนักวิญญาณยุทธ์และหลิวเอ้อร์หลงก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกัน พวกเขากวาดล้างกลุ่มวิญญาณจารย์มารและช่วยชีวิตเขาไว้ได้

ต่อมา เขาถูกพาตัวกลับมายังสถาบันราชาภูตโดยหลิวเอ้อร์หลง และกลายเป็นน้องชายร่วมสาบานของนาง

และในช่วงเวลานั้นเองที่หลิวชิงตระหนักได้ว่า เขาได้ข้ามมิติมายังทวีปโต้วหลัว

แน่นอนว่าเขารู้จักทวีปโต้วหลัว—โลกที่เต็มไปด้วยพลังวิเศษ ทว่ากลับถูกชาวเน็ตแซวว่าเป็น "พื้นห้องใต้ดินแห่งโลกแฟนตาซี"

หลิวชิงเคยดูอนิเมะเรื่องนี้และจดจำตัวละครต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ

ไม่ว่าจะเป็นเทพสมุทรจอมสองมาตรฐานอย่างถังซาน, เสี่ยวอู่, อวี้เสี่ยวกัน, ปิปีตง, เชียนเริ่นเสวี่ย และคนอื่นๆ

ทว่าเขาไม่มีความสนใจในตัววิญญูชนจอมปลอมอย่างถังซาน แต่กลับชื่นชมเหล่าสาวงามเลอโฉมมากกว่า

ยิ่งไปกว่านั้น หลิวชิงจำได้ว่าสาวงามในต้นฉบับไม่ได้มีดีแค่หน้าตา แต่ยังแข็งแกร่งมากอีกด้วย

พรสวรรค์อันไร้เทียมทานของเชียนเริ่นเสวี่ย หรือความเยือกเย็นดุจจันทราของจูจู๋ชิง

แม้แต่พี่สาวร่วมสาบานอารมณ์ร้อนของเขาอย่างหลิวเอ้อร์หลง ก็เป็นตัวตนที่ความแข็งแกร่งและความงามดำรงอยู่คู่กัน

ในชีวิตใหม่นี้ หากเขาก้าวไปไม่ถึงจุดสูงสุดและไม่ได้รายล้อมด้วยสาวงาม การเกิดใหม่ก็คงไร้ความหมาย!

เพียงแต่เขาไม่รู้ว่าจะปลุกวิญญาณยุทธ์แบบไหนขึ้นมาได้

การสืบทอดวิญญาณยุทธ์นั้นมาจากพ่อแม่ ยิ่งพ่อแม่มีวิญญาณยุทธ์แข็งแกร่ง ลูกก็ยิ่งมีโอกาสได้รับวิญญาณยุทธ์ที่ทรงพลัง

แต่การมาเกิดใหม่ในโลกนี้โดยไร้พ่อแม่ ทำให้เขาไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าตนเองจะได้ครอบครองพลังแบบใด

เมื่อคิดถึงตรงนี้ หลิวชิงก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจในใจ

คนอื่นที่ข้ามมิติหรือเกิดใหม่มักจะมี 'ระบบ' คอยช่วยเหลือ มีคุณปู่ในแหวนคอยชี้แนะการบำเพ็ญเพียร หรือมีร่างกายที่เต็มไปด้วยสูตรโกงจนไร้ผู้ต่อต้าน

มีเพียงเขาที่โดดเดี่ยว ตัวเปล่าเล่าเปลือย

เดี๋ยวก่อน! ดูเหมือนเขาจะไม่ได้ตัวเปล่าเสียทีเดียว

หลิวชิงพลันนึกถึงความฝันประหลาดที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวตลอดสี่ปีที่ผ่านมา

ภายใต้ท้องฟ้าสีเลือด บนยอดภูเขาซากศพ ดาบยักษ์ที่พันทนาการด้วยสายฟ้าสีแดงฉานสั่นสะเทือนส่งเสียงคำราม

แต่หลิวชิงไม่เข้าใจว่าความฝันนี้สื่อถึงสิ่งใด มันคือวิญญาณยุทธ์ของเขา? หรือเขาโดนวิญญาณจารย์มารสาปแช่งกันแน่?

ด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน เขารีบอาบน้ำจนเสร็จ เดินออกมาหยิบซาลาเปาตรงหน้าหลิวเอ้อร์หลงยัดเข้าปากคำโต

เมื่อเห็นดังนั้น หลิวเอ้อร์หลงก็ลูบหลังเขาอย่างเอ็นดู "ช้าหน่อยสิ ถึงจะรีบแค่ไหนก็ระวังติดคอตายนะ"

"ไม่เป็นไรหรอก กินเร็วจะได้รีบไปปลุกวิญญาณยุทธ์ไวๆ ไง" หลิวชิงหัวเราะพลางกลืนซาลาเปาลงคอ

หลิวเอ้อร์หลงส่ายหน้าอย่างระอา หยิบผ้าเช็ดหน้าผ้าไหมจากโต๊ะมาเช็ดมุมปากให้น้องชายอย่างบรรจง

สัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนของพี่สาว ความรู้สึกในใจของหลิวชิงยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก

จู่ๆ เขาก็โพล่งถามขึ้น "พี่เอ้อร์หลง ถ้าผมปลุกได้วิญญาณยุทธ์ขยะ พี่จะขายหน้าไหม?"

สิ้นเสียง เขาก็ถูกหลิวเอ้อร์หลงตวัดสายตาดุใส่ "พูดจาเหลวไหลอะไรกัน? พี่สาวคนนี้ต้องอาศัยเจ้ากู้หน้าตั้งแต่เมื่อไหร่?"

"ไม่ว่าเจ้าจะปลุกวิญญาณยุทธ์อะไร พี่ก็ไม่รู้สึกขายหน้าทั้งนั้น"

นางวางมือบนศีรษะของหลิวชิง น้ำเสียงอ่อนลง "อีกอย่าง เจ้ามีพละกำลังมหาศาลมาแต่กำเนิด วิญญาณยุทธ์ที่ตื่นขึ้นมาต้องแข็งแกร่งแน่นอน!"

เมื่อเห็นว่าหลิวชิงยังคงมีสีหน้ากังวล หลิวเอ้อร์หลงจึงจับมือน้อยๆ ของเขาไว้อย่างปวดใจ

นางเอ่ยเสียงนุ่ม "อย่าทำหน้าแบบนั้น ต่อให้เจ้าได้วิญญาณยุทธ์ขยะจริงๆ อย่างแย่ที่สุดพี่ก็จะเลี้ยงดูเจ้าไปตลอดชีวิตเอง"

หัวใจของหลิวชิงอบอุ่นขึ้นมาทันที เขาบีบมือหลิวเอ้อร์หลงกลับเบาๆ แล้วยิ้มกว้าง "ตกลงครับ น้องชายคนนี้จะฝากชีวิตให้พี่ดูแลตลอดไปเลย!"

"ดี ดีมาก" เมื่อเห็นน้องชายยิ้มได้ หลิวเอ้อร์หลงก็ยิ้มตาม "รีบกินเถอะ ผู้ดูแลที่สำนักวิญญาณยุทธ์คงไม่รอเรานาน"

"อื้ม!" หลิวชิงพยักหน้าแล้วก้มหน้าก้มตากินต่อ

หลังได้รับการปลอบโยน จิตใจของเขาก็สงบลงมาก

ใช่แล้ว จะปลุกได้วิญญาณยุทธ์ขยะแล้วอย่างไร?

ด้วยความรู้เกี่ยวกับเนื้อเรื่อง ขอแค่มีพลังวิญญาณแต่กำเนิด เขาก็สามารถกลายเป็นยอดฝีมือได้!

ถ้าสุดท้ายแล้วไปไม่รอดจริงๆ เขาก็แค่ปั้นหลิวเอ้อร์หลงให้กลายเป็นราชทินนามพรหมยุทธ์ หรือแม้แต่ระดับอัครพรหมยุทธ์

การมีสาวงามคอยเลี้ยงดูแบบนี้ รสชาติชีวิตก็ไม่เลวเหมือนกัน

หลังจากทั้งสองทานมื้อเช้าเสร็จ ก็รีบรุดออกจากสถาบันราชาภูต

แม้หลิวเอ้อร์หลงจะเป็นถึงผู้อำนวยการสถาบัน แต่ไม่เคยทำพิธีปลุกวิญญาณให้ใครมาก่อนและไม่มีอุปกรณ์ จึงต้องไปพึ่งพาสำนักวิญญาณยุทธ์

วันนี้ตรงกับวันปลุกวิญญาณยุทธ์ประจำปีพอดี หากไปสายคงต้องรอไปถึงปีหน้า

หลิวชิงทอดสายตามองเมืองเทียนโต้วอันโอ่อ่าพลางสูดหายใจลึก แววตาเปลี่ยนเป็นคมกล้า

หกปีแห่งการรอคอย สามปีแห่งการเตรียมพร้อม ชะตาชีวิตจะถูกตัดสินในวันนี้!

จบบทที่ บทที่ 1 : นายน้อยแห่งสถาบันราชาภูต

คัดลอกลิงก์แล้ว