- หน้าแรก
- จากบุรุษสู่จักรพรรดินี ผู้ปกครองแห่งความโกลาหลดั้งเดิม
- บทที่ 3 : บุตรีสายอนุแห่งสกุลซู นามว่าชิงเฉิน
บทที่ 3 : บุตรีสายอนุแห่งสกุลซู นามว่าชิงเฉิน
บทที่ 3 : บุตรีสายอนุแห่งสกุลซู นามว่าชิงเฉิน
กาลเวลาผันผ่าน รวดเร็วปานกะพริบตา ซูชิงเฉินใช้ชีวิตในร่างทารก ณ โลกอันแปลกประหลาดแห่งนี้มาได้สองเดือนแล้ว
ตลอดสองเดือนที่ผ่านมา อาศัยช่วงเวลาตื่นที่ยาวนานกว่าทารกทั่วไป นางดั่งฟองน้ำที่หิวกระหาย พยายามซึมซับข้อมูลจากโลกภายนอกอย่างสุดความสามารถ จากบทสนทนาระหว่าง ‘แม่นมหลี่’ กับ ‘ฮูหยินหลิว’ มารดาของนาง รวมถึงเสียงกระซิบกระซาบของพวกบ่าวไพร่และสาวใช้ที่แวะเวียนมา ทำให้จิ๊กซอว์ตัวตนและสถานการณ์ปัจจุบันค่อยๆ ถูกต่อเติมจนกระจ่างชัด
ที่นี่คือดินแดนทักษิณแห่งโลกเสวียนชาง ณ นครผู้บำเพ็ญเพียรนามว่า “เมืองชิงหลาน” ตระกูลของนางคือ “สกุลซู” อดีตตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรที่เคยรุ่งโรจน์ถึงขีดสุดในเมืองชิงหลาน เคยให้กำเนิดยอดคนระดับ ‘จินตาน (แก่นทองคำ)’ มาแล้ว ทว่ายุคสมัยเปลี่ยนผัน หลายร้อยปีมานี้คนเก่งในตระกูลเริ่มร่วงโรย ไร้ซึ่งผู้บรรลุขั้นจินตานอีก ปัจจุบันผู้ที่แกร่งที่สุดในตระกูลคือ ‘ผู้อาวุโสสูงสุด’ ซูชิง ผู้ซึ่งนางเคยสัมผัสรัศมีอันน่าเกรงขามได้เพียงไกลๆ ในงานเลี้ยงฉลองครบเดือน ว่ากันว่าเขาอยู่ระดับ ‘จู้จี (สร้างรากฐาน) ขั้นสูงสุด’ และเก็บตัวฝึกตนมานานปี เพื่อไขว่คว้าเศษเสี้ยวโอกาสในการทะลวงสู่ขั้นจินตาน
อำนาจการบริหารงานในสกุลซูตกอยู่ในมือของสายหลักอย่างเบ็ดเสร็จ ‘ผู้นำตระกูล’ ซูเจิ้งหง ซึ่งมีศักดิ์เป็นท่านลุงใหญ่ในนามของซูชิงเฉิน เป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับ ‘จู้จีขั้นกลาง’ ทรัพยากรและอำนาจล้วนกระจุกตัวอยู่ที่สายหลักทั้งสิ้น
ส่วนมารดาของนาง นามว่า ‘หลิวอวิ๋น’ ไม่ใช่คนเมืองชิงหลาน แต่มาจากตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรเล็กๆ สายรองที่ตกต่ำและห่างไกล พรสวรรค์ของนางสามัญธรรมดา มีระดับการบำเพ็ญเพียรเพียง ‘เลี่ยนชี่ (กลั่นลมปราณ) ขั้นสี่’ นิสัยอ่อนโยนโอนอ่อนจนเข้าขั้นหัวอ่อนและขี้ขลาด ในอดีตการได้มาเป็น ‘คู่บำเพ็ญ’ ของ ‘ซูเหวินหยวน’ บิดาของซูชิงเฉินซึ่งเป็นคนสายรองของสกุลซู ถือว่าสมน้ำสมเนื้อกันดี เคราะห์ร้ายที่ซูเหวินหยวนด่วนจากไปขณะออกไปฝึกตนนอกสถานที่ ทิ้งให้แม่หม้ายลูกกำพร้าต้องเผชิญชะตากรรมอย่างไร้ที่พึ่งพิงในคฤหาสน์สกุลซูอันกว้างใหญ่
แม้ตอนที่ซูเหวินหยวนยังมีชีวิตอยู่ เขาก็ไม่ได้รับการให้ความสำคัญนักเพราะเป็นสายรอง เมื่อสิ้นเขาไป ตัวตนของสองแม่ลูกยิ่งเลือนรางจนแทบไร้ค่า พวกนางอาศัยอยู่ใน “เรือนทิงจู๋ (เรือนฟังไผ่)” ซึ่งตั้งอยู่ในส่วนที่ห่างไกลและเงียบสงัดที่สุดของคฤหาสน์ เบี้ยหวัดรายเดือนทั้งหินวิญญาณและโอสถทิพย์มักถูกหักส่วนแบ่ง แทบไม่พอสำหรับการบำเพ็ญเพียรและประทังชีวิต หากมิใช่เพราะนิสัยอดทนไม่สู้คนของหลิวอวิ๋น กับความภักดีของแม่นมหลี่ สถานการณ์คงเลวร้ายยิ่งกว่านี้
“ชิงเฉิน... เฉินเอ๋อร์ของแม่...” หลิวอวิ๋นอุ้มนาง นั่งเหม่อมองป่าไผ่อันเบาบางนอกหน้าต่าง ดวงตามักฉายแววโศกซึ้ง “พ่อเจ้าตั้งชื่อให้ว่า ‘ชิงเฉิน’ หวังให้เจ้าก้าวเดินอย่างแผ่วเบาเหนือโลกหล้า ปราศจากกิเลสครอบงำ ทะยานสู่เมฆคราม... น่าเสียดายที่แม่ไร้น้ำยา คงไม่อาจปูทางเซียนที่ราบรื่นให้เจ้าได้...”
ซูชิงเฉิน (นางจำต้องทำใจยอมรับชื่อนี้เสียแล้ว) นอนนิ่งในอ้อมกอดมารดา ฟังคำพึมพำที่อ่อนโยนแต่แฝงความผิดหวังอย่างไม่อาจปิดบัง ในใจพลันบังเกิดความรู้สึกหลากหลาย
ในชาติก่อนที่เป็นเด็กกำพร้าชื่อเสิ่นเหยียน เขาแทบไม่เคยสัมผัสความรักของแม่ที่ไม่มีเงื่อนไขเช่นนี้ ความอ่อนโยนและความอดทนของหลิวอวิ๋นทำให้นางรู้สึกสงสารและ... เกิดความรับผิดชอบต่อหญิงสาวผู้โชคร้ายผู้นี้ แม้ลึกๆ จะยังรู้สึกตะขิดตะขวงใจกับเพศสภาพและสถานการณ์ของตัวเองอยู่ก็ตาม
“สกุลซู... สายหลัก... การผูกขาดทรัพยากร...” สมองน้อยๆ ของนางหมุนเร็วรี่ นี่มันบทละครดราม่าการแก่งแย่งภายในตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรชัดๆ ในฐานะบุตรีสายอนุที่พ่อตายแม่ไม่สู้คน นี่มันจุดเริ่มต้นระดับ ‘ยากนรกแตก’ โดยแท้
นางเคยพยายามสัมผัสสิ่งที่เรียกว่า “ปราณวิญญาณ” อาจเพราะดวงจิตของนางพิเศษกว่าคนอื่น นางจึงพอจะรับรู้ถึงพลังงานบางอย่างที่ไหลเวียนอยู่ในอากาศได้ลางๆ แต่ร่างกายกลับเหมือนภาชนะที่ปิดสนิท ไม่สามารถดึงปราณเข้าสู่ร่างได้เลย นางรู้ดีว่าเป็นเพราะยังเด็กเกินไป เส้นชีพจรยังไม่พัฒนา และยังไม่ได้ปลุก “รากปราณ” ให้ตื่นขึ้น รากปราณคือรากฐานแห่งการบำเพ็ญเพียรในโลกนี้ หากไร้ซึ่งมัน ก็เป็นได้เพียง ‘คนธรรมดา’ ที่ถูกตัดขาดจากมรรคาวิถีตลอดกาล
ตามความรู้ทั่วไปของโลกนี้ รากปราณของเด็กมักจะเริ่มปรากฏชัดเมื่ออายุห้าหรือหกขวบ ถึงตอนนั้นตระกูลจะจัด “พิธีตรวจสอบรากปราณ” เพื่อวัดระดับศักยภาพในการบำเพ็ญเพียรของลูกหลาน
ด้วยสถานะของนาง หากรากปราณออกมาธรรมดา อนาคตในสกุลซูคงเดาได้ไม่ยาก ไม่ถูกส่งไปเป็นเครื่องมือแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ ก็คงต้องใช้ชีวิตอย่างจืดจาง เหี่ยวเฉาตายไปในคฤหาสน์หรูหราแห่งนี้เหมือนมารดาของนาง
ไม่! ไม่มีทางยอมเด็ดขาด!
จิตวิญญาณของเสิ่นเหยียนกรีดร้อง เขาอุตส่าห์ได้มีชีวิตที่สองและได้เห็นพลังเหนือธรรมชาติกับตา จะยอมจมปลักไร้ตัวตนเช่นนี้ได้อย่างไร ในชาติก่อน เขาไต่เต้าจากโปรแกรมเมอร์ระดับล่างขึ้นมาได้ด้วยใจที่ไม่ยอมแพ้และสมองที่รู้จักอ่านสถานการณ์ ชาตินี้แม้จุดเริ่มต้นจะเสียเปรียบและตัวตนจะน่าอึดอัด แต่นางจะต้องสู้ให้ถึงที่สุด!
“ทรัพยากร... ข้าต้องการทรัพยากรเพื่อบำเพ็ญเพียร ความปลอดภัย... ข้าต้องการพลังมากพอเพื่อรับประกันความปลอดภัย” ซูชิงเฉินครุ่นคิดเงียบๆ มารดาอย่างหลิวอวิ๋นพึ่งพาไม่ได้ นางใจอ่อนเกินไป แม่นมหลี่แม้ภักดีแต่วรยุทธ์ต่ำต้อย เพียงแค่ระดับเลี่ยนชี่ขั้นสอง ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ภาพรวมได้
สิ่งที่พึ่งพาได้มีเพียงสติปัญญาที่เหนือวัย และ... “นิ้วทองคำ” หรือของวิเศษติดตัวที่น่าจะตามมาตอนข้ามมิติแต่ยังไม่สำแดงฤทธิ์? นางมักรู้สึกว่ามีบางอย่างซ่อนอยู่ลึกในดวงจิต คอยส่งคลื่นความผันผวนผิดปกติออกมาเป็นครั้งคราวแต่ยากจะจับต้อง
ตอนนี้ สิ่งที่ต้องทำคืออดทน สังเกต และเรียนรู้ความสัมพันธ์ภายในและการกระจายอำนาจของสกุลซูให้มากยิ่งขึ้น
เรือนทิงจู๋แห่งนี้ตั้งอยู่ห่างไกล ผู้คนไม่พลุกพล่าน เหมาะแก่การลอบสังเกตการณ์เป็นที่สุด ทุกวันที่ถูกหลิวอวิ๋นหรือแม่นมหลี่อุ้มเดินเล่นรอบเรือน นางจะจดจำเส้นทางและเงี่ยหูฟังบทสนทนาของพวกบ่าวไพร่ที่เดินผ่านมาอย่างตั้งใจ
นางสังเกตเห็นว่า ‘แม่บ้าน’ ผู้ดูแลการเบิกจ่ายทรัพยากร มักทำหน้าบึ้งตึงและหักหินวิญญาณจากส่วนแบ่งของพวกนางเสมอ นางเห็น ‘คุณหนูสาม’ จากสายหลักนามว่า ‘ซูชิงเหยา’ มักจะแสร้ง “เดินผ่าน” เรือนทิงจู๋พร้อมสาวใช้ ด้วยสายตาที่เหยียดหยามอย่างไม่ปิดบัง และนางยังสังเกตเห็นว่า ‘ผู้อาวุโสรอง’ (ระดับจู้จีขั้นต้น) ผู้ดูแลกิจการภายในตระกูล ดูจะไม่พอใจกับการมีอยู่ของสองแม่ลูกคู่นี้เอามากๆ ถึงขั้นเคยเปรยว่าหลิวอวิ๋นเป็น “ภาระ” ของตระกูล
“รังแกกันเกินไปแล้ว...” ซูชิงเฉินแค่นเสียงในใจ ใบหน้าพวกนี้ช่างเหมือนกับพวกชอบเหยียบย่ำคนที่เขาเคยเจอในที่ทำงานชาติก่อนไม่มีผิด
พลัง นางต้องการพลังอย่างเร่งด่วน
เมื่อเห็นหลิวอวิ๋นแอบร้องไห้อีกครั้งเพราะเบี้ยหวัดถูกหัก ซูชิงเฉินยื่นมือน้อยๆ ออกไปแตะแก้มมารดาอย่างเก้ๆ กังๆ
หลิวอวิ๋นชะงักงัน เมื่อมองสบตากับดวงตาที่ใสกระจ่างและนิ่งสงบผิดธรรมดาของลูกน้อยในอ้อมแขน ความน้อยเนื้อต่ำใจก็ดูจะบรรเทาลง นางแนบแก้มกับมือน้อยๆ ของลูกสาวแล้วเอ่ยเสียงแผ่ว “เฉินเอ๋อร์ เด็กดี แม่ไม่เป็นไร... ขอแค่เจ้าสบายดี แม่ทนได้ทุกอย่าง”
ซูชิงเฉินถอนหายใจในอก แม่คนนี้อาจจะอ่อนแอ แต่ความรักที่ไม่มีเงื่อนไขนี้คือความอบอุ่นเดียวที่นางสัมผัสได้ในตระกูลอันเย็นชา
เอาเถอะ ในเมื่อรับบทบาทนี้และยึดร่างนี้มาแล้ว ความคับแค้นของหลิวอวิ๋น นางจะจดจำไว้ ความอยุติธรรมของสกุลซู นางก็จะจำใส่ใจเช่นกัน
วันพระไม่ได้มีหนเดียว
นางหลับตาลง เลิกมองใบหน้าเศร้าสร้อยของมารดา แล้วจมดิ่งสติทั้งหมดเข้าสู่ภายในร่าง พยายามสัมผัสและไขว่คว้าปราณวิญญาณอันเบาบางและโอกาสศักดิ์สิทธิ์ที่ซ่อนเร้นอยู่ในส่วนลึกของดวงจิตต่อไป
มรรคาวิถีของซูชิงเฉิน เริ่มต้นขึ้น ณ ช่วงเวลาอันต่ำต้อย ซ่อนเร้นกายอยู่ในเรือนหลังเล็กแห่งนี้