- หน้าแรก
- วิญญาณยุทธ์สุดโกงหนึ่งวิเพิ่มหนึ่งปี ใครจะสู้ข้าได้
- บทที่ 14: เกราะขนสัตว์และการถ่ายทอดเคล็ดวิชา
บทที่ 14: เกราะขนสัตว์และการถ่ายทอดเคล็ดวิชา
บทที่ 14: เกราะขนสัตว์และการถ่ายทอดเคล็ดวิชา
หลังจากโคจรพลังครบรอบไปสองวงจรเต็ม เขาจึงลุกไปอาบน้ำอีกครั้ง ก่อนจะกลับเข้าห้อง ปิดประตูลงกลอน แล้วเริ่มตรวจสอบของที่ได้มาในวันนี้
ไม่จำเป็นต้องดูวงแหวนวิญญาณ เพราะวงแหวนจากกระต่ายฟันยักษ์เกือบทั้งหมดให้ทักษะประเภทกัด ซึ่งไม่ได้น่าสนใจอะไร ของรางวัลที่แท้จริงคือกระดูกวิญญาณสองชิ้นนี้ต่างหาก
กระดูกวิญญาณส่วนลำตัวกระต่ายฟันยักษ์ อายุ: หนึ่งหมื่นปี ทักษะวิญญาณ: เกราะขนสัตว์
เกราะขนสัตว์: เป็นการเดินพลังวิญญาณเพื่อสร้างม่านพลังป้องกันขึ้นมา
หลินอวี่ย้อนนึกถึงตอนที่เขาจัดการราชากระต่ายในวันนี้ เขาฟาดมันไปสองครั้ง ครั้งแรกท่ากังหันลมยักษ์เหวี่ยงมันปลิวไปไกล ครั้งที่สองคือการซ้ำให้ตายสนิท เขาไม่ได้สังเกตเลยว่ามันใช้ทักษะเกราะขนสัตว์ป้องกันตัวบ้างหรือเปล่า
กระดูกวิญญาณแขนขวาตั๊กแตนมรณะ อายุ: สองหมื่นปี ทักษะวิญญาณ: ดาบตั๊กแตนผ่าเวหา
ดาบตั๊กแตนผ่าเวหา: กระโจนไปข้างหน้าพร้อมประกายดาบ แล้วฟาดฟันลงมาด้วยพลังทำลายล้างสังหาร
เขาเก็บกระดูกวิญญาณทั้งสองชิ้นเข้าที่ แล้วเริ่มรื้อค้นของในแหวนมิติ สิ่งแรกที่ประจักษ์แก่สายตาคือกองภูเขาเงินสด หลินอวี่รู้ทันทีว่าชาตินี้เขาไม่ต้องกังวลเรื่องเงินอีกต่อไป อย่างน้อย ๆ ก็น่าจะมีหลายร้อยล้าน... ต่อไปนี้เขาไม่ต้องไปเร่ขายกระต่ายอีกแล้ว!
นอกจากนี้ยังมีวงแหวนวิญญาณสีดำอีกสองสามวงที่ตอนนี้เขายังใช้ไม่ได้ จึงแยกเก็บไว้ต่างหาก ส่วนที่เหลือก็เป็นพวกของจุกจิกทั่วไป ไม่มีอะไรน่าสนใจเป็นพิเศษ ทว่าพื้นที่เก็บของในแหวนนี้ใหญ่กว่าถุงมิติหลายเท่าตัว ขนาดพอ ๆ กับสนามฟุตซอลเลยทีเดียว
ขณะที่กำลังจะเข้านอน เขาก็นึกถึงเห็ดที่เก็บมาได้ จึงคว้าเป้มาเปิดดู
เห็ดภูตพราย เห็ดหายากที่เติบโตในถ้ำมืดและไม่ชอบแสงแดด อายุ: หนึ่งร้อยปี เมื่อนำมาใช้ปรุงยาหลังจากมีความสมบูรณ์ถึงระดับหนึ่ง สามารถเปลี่ยนแปลงพรสวรรค์ของผู้ฝึกตน หรือแม้กระทั่งทำให้จิตวิญญาณภูตบางชนิดวิวัฒนาการได้ ยิ่งอายุมาก สรรพคุณยิ่งเป็นเลิศ!
หลินอวี่คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วไปยกลังโฟมมาจากริมหน้าต่าง เขาเอามันไปวางไว้ใต้โต๊ะ แล้วปลูกเห็ดทั้งหกต้นแยกกัน จากนั้นก็ระดมใช้ทักษะ "สรรพสิ่งเจริญงอกงาม" ใส่พวกมันไม่ยั้งจนกระทั่งพลังภายในหมดเกลี้ยง เขาใช้ถุงขยะสีดำคลุมปิดปากลังไว้ แล้วจึงเข้านอน
วันรุ่งขึ้น เขาไปโรงเรียนและตั้งใจเรียนวิชาทฤษฎีในช่วงเช้า มื้อเที่ยงเขากลับไปทานข้าวที่ห้องพักครูของถังเยียนหราน ถังเยียนหรานปรายตามองเขาแล้วเอ่ยเสียงเรียบ "เธอฆ่าคนมาเหรอ?"
หลินอวี่ถามด้วยความสงสัย "อาจารย์รู้ได้ยังไงครับ?"
"ถือว่าเป็นความสามารถพิเศษของฉันก็แล้วกัน เธอจัดการกับศพยังไง?"
พูดจบ ถังเยียนหรานก็หยิบกล่องข้าวที่หลินอวี่เตรียมมาให้แล้วเริ่มลงมือทาน
หลินอวี่ไม่ได้ปิดบัง "เมื่อวานตอนบ่ายที่ภูเขากระต่าย ผมเจอชายแก่คนหนึ่งพยายามจะฆ่าชิงทรัพย์ผม ผมเลยฆ่าเขาซะ ตอนแรกกะว่าจะทิ้งศพไว้ที่นั่นแหละ แต่กลัวว่าเขาอาจจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไร ผมเลยเก็บศพใส่แหวนมิติไว้ กะว่าจะเอาไปโยนทิ้งในถิ่นของพวกสัตว์อสูรที่กินเนื้อทีหลัง"
"ทำถูกแล้ว บางคนมีความสามารถในการดึงภาพสุดท้ายจากศพได้ ภูเขากระต่ายไม่มีสมบัติอะไรล้ำค่า การที่ไปที่นั่นแสดงว่าเธอคงดวงดีเก็บกระดูกวิญญาณได้สินะ การฆ่าเพื่อแย่งชิงสมบัติในป่าเป็นเรื่องปกติ คราวหน้าก็สวมหน้ากากด้วยล่ะ"
"เมื่อวานผมใส่ชุดหนังแบบเต็มตัวราคาแสนหยวนที่มีฮู้ดคลุมหัวครับ"
ถังเยียนหรานพยักหน้า "ดี ดูเหมือนเธอจะรอบคอบกว่าที่ฉันคิดไว้นะ"
หลินอวี่เริ่มทานข้าวบ้าง ผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็พูดขึ้น "ผมไม่ใช่คนฉลาดนัก แล้วก็ไม่ชอบเดาใจใครด้วย ถ้าอาจารย์มีอะไรจะบอกผมในอนาคต ก็พูดตรง ๆ ได้เลยครับ"
"อืม กินข้าวเถอะ"
หลังมื้ออาหาร เขาถามถังเยียนหรานจนได้ความว่า นักเรียนส่วนใหญ่ยังคงนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรกันอยู่ ส่วนคนที่ทะลวงผ่านระดับสิบได้แล้วก็ได้รับอนุญาตให้ไปไหนมาไหนได้อิสระ หลินอวี่คิดดูแล้วจึงตัดสินใจกลับบ้าน
เฉินจิ้งที่กำลังนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ในห้องกินข้าว เห็นหลินอวี่เดินเข้ามาก็ทัก "เสี่ยวอวี่ กินข้าวเที่ยงมาหรือยัง? ทำไมวันนี้กลับมาเร็วนักล่ะ?"
"เรียบร้อยแล้วครับคุณน้า ช่วงนี้ทางโรงเรียนกำลังช่วยนักเรียนที่ยังไม่ถึงระดับสิบให้ทะลวงด่าน ส่วนพวกที่ผ่านแล้วอย่างผมก็ว่างครับ คุณน้าครับ เดี๋ยวผมจะสอนเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรแบบใหม่ให้"
เฉินจิ้งมองหน้าหลานชายอย่างจริงจัง "เสี่ยวอวี่ หลานอยากให้น้าฝึกต่อจริง ๆ หรือ?"
หลินอวี่พยักหน้าหนักแน่น "ครับ ผมอยากให้น้าอยู่เคียงข้างผม ไม่ว่าผมจะก้าวไปไกลแค่ไหนก็ตาม"
หัวใจของเฉินจิ้งเต้นแรงขึ้นเมื่อเห็นแววตามุ่งมั่นของเขา
"ตกลงจ้ะ"
จากนั้นหลินอวี่ก็เริ่มอธิบายเคล็ดวิชา "คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์เฉียนคุน" อย่างละเอียด โดยเฉินจิ้งคอยซักถามในจุดที่ไม่เข้าใจ จนกระทั่งราว ๆ บ่ายสามโมง นางจึงเริ่มนั่งสมาธิฝึกฝนตามเคล็ดวิชาดังกล่าว
หลินอวี่กลับเข้าไปในห้องและใช้ทักษะ "สรรพสิ่งเจริญงอกงาม" เร่งการเติบโตของเห็ดภูตพรายต่อ เมื่อพลังหมด เขาก็นั่งขัดสมาธิโคจรพลังบำเพ็ญเพียรเช่นกัน
หลังจากโคจรพลังไปอีกสองรอบ เขาออกจากห้องมาก็พบว่าเฉินจิ้งกำลังเตรียมอาหารเย็นอยู่ ประมาณหกโมงเย็น เฉินเหวินเหวินกลับมาถึงบ้าน ทั้งสามคนจึงทานมื้อเย็นพร้อมหน้าพร้อมตา
ก่อนนอน หลินอวี่แวะไปดูเห็ดภูตพราย มันมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย แต่ไม่มากนัก ก็แน่ล่ะ นี่ไม่ใช่พืชผักผลไม้ธรรมดา การจะยกระดับเป็น "โอสถวิญญาณ" ได้นั้น อย่างน้อยต้องมีอายุหมื่นปีขึ้นไป
เช้าวันรุ่งขึ้นก่อนออกจากบ้าน เขาบอกเฉินจิ้งว่าอาจจะกลับมาทานข้าวเที่ยง นางพยักหน้ารับรู้
เมื่อหลินอวี่มาถึงโรงเรียน บรรยากาศในห้องเรียนเต็มไปด้วยเสียงจอแจ เขาจึงเรียกหยางต้าเป่าเข้ามาถาม
"ต้าเป่า พวกเขาคุยอะไรกันเสียงดังเชียว?"
หยางต้าเป่าหันขวับ "ลูกพี่ ไม่รู้ข่าวเหรอ? ภูเขากระต่ายที่ร้อยวันพันปีไม่มีใครเฉียดกรายไป ล่าสุดโดนกวาดล้างเกลี้ยงเลย! ไม่มีกระต่ายฟันยักษ์ตัวเต็มวัยเหลือสักตัว มีแต่พวกตัวลูก ๆ ในโพรง ยอดฝีมือที่ไหนนะช่างว่างงานไปหาเรื่องกับกระต่ายพวกนั้น?"
หลินอวี่หัวเราะ "ยอดฝีมือคนนั้นอาจจะถังแตกจนต้องไปล่ากระต่ายมาขายก็ได้มั้ง"
"โธ่ ลูกพี่ ยอดฝีมือระดับนั้น แค่วงแหวนวิญญาณระดับห้าวงเดียวยังมีค่ามากกว่ากระต่ายทั้งภูเขารวมกันอีก"
ทันใดนั้นครูสอนวิชาทฤษฎีก็เดินเข้ามา ทุกคนจึงเงียบเสียงลงและเริ่มเรียน
ตอนเที่ยง เขาแวะไปที่ห้องพักครูของถังเยียนหราน วางกล่องข้าวที่มีทั้งเนื้อและผัก พร้อมผลไม้หั่นชิ้นใส่กล่องไว้ให้เธอ
ถังเยียนหรานถามอย่างแปลกใจ "วันนี้ไม่กินด้วยกันเหรอ?"
"ไม่อะครับ พอดีมีธุระที่บ้าน"
ถังเยียนหรานครุ่นคิดครู่หนึ่ง "ดูจากความคืบหน้า สัปดาห์หน้านักเรียนบางส่วนน่าจะเริ่มเรียนภาคปฏิบัติได้แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีธุระด่วนอะไร ช่วงบ่ายสัปดาห์หน้าอย่าเพิ่งหนีกลับก่อนล่ะ"
หลินอวี่พยักหน้า "รับทราบครับ ไปแล้วนะ บาย!"
เขาออกจากโรงเรียนแล้วตรงดิ่งกลับบ้าน เฉินจิ้งเตรียมมื้อเที่ยงรอไว้แล้ว กับข้าวสองอย่างและซุปอีกหนึ่งชาม ได้แก่ เครื่องในกระต่ายผัดพริก กะหล่ำปลีผัดน้ำปลา และแกงจืดหมูสับซดคล่องคอ นางตักข้าวให้เขาแล้วนั่งลงทานด้วยกัน
หลินอวี่ตักข้าวเข้าปากสองคำ แล้วเอ่ยขึ้น "คุณน้า ผมเตรียมกระดูกวิญญาณสองชิ้นกับวงแหวนวิญญาณอีกหนึ่งวงไว้ให้น้า กินข้าวเสร็จแล้วน้าดูดซับมันซะนะครับ"
เฉินจิ้งเงยหน้ามองหลานชายจากฝั่งตรงข้าม ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ "ตกลงจ้ะ"