- หน้าแรก
- กุหลาบบริสุทธิ์ใต้เงาทรราช
- บทที่ 15: มาเป็นคู่หูของฉัน
บทที่ 15: มาเป็นคู่หูของฉัน
บทที่ 15: มาเป็นคู่หูของฉัน
จี้หมิงเฉินมองเสี้ยวหน้าด้านข้างที่ดูน้อยใจและโศกเศร้าของเวินเหยา รอยยิ้มบนใบหน้าจางลงเล็กน้อย ก่อนจะหลุบตาลงต่ำแล้วเอ่ยว่า "ทำหน้าแบบนั้นทำไม? ไม่ใช่ว่าเธอไม่เคยร้องไห้ต่อหน้าฉันมาก่อนสักหน่อย"
เวินเหยา "..."
เยี่ยม... น้ำตาหดหมดเลย
เมื่อรถออฟโรดแล่นผ่านเมืองร้าง สีหน้าของเธอก็กลับมาสงบนิ่งตามปกติ เธอเอ่ยกับชายหนุ่มข้างกายว่า "นี่แหละคือเหตุผลที่ฉันอยากจะออกจากทวีปเหนือ..."
จี้หมิงเฉินเลิกคิ้วขึ้นมองเธออีกครั้ง "หื้ม?"
เวินเหยา "ดูเหมือนจะมีเมตตาธรรม แต่จริงๆ แล้วเลือดเย็นมาก สมาชิกที่หายสาบสูญก็ถูกทิ้งขว้างแบบนั้น เพื่อนร่วมทีมที่บาดเจ็บก็ถูกทอดทิ้ง ส่วนคนที่ชัดเจนว่าหมดทางเยียวยาก็ต้องรอการไต่สวนก่อนถึงจะจัดการได้ มันคร่ำครึจนถึงขั้นหัวโบราณเลยล่ะ"
จี้หมิงเฉินรับฟังคำพูดของเธอ "แล้วยังไงต่อ?"
เวินเหยาหันมาสบตาเขา น้ำเสียงหนักแน่น "ฉันพลั้งมือฆ่าคนโดยพละการ เพราะงั้นฉันกลับไปทวีปเหนือไม่ได้แล้ว..."
ทวีปเหนือมี 'กฎห้ามฆ่า' ยกเว้นแต่เป็นการป้องกันตัว ไม่อนุญาตให้มีการสังหารโดยไม่ได้รับอนุญาต ต่อให้ใครคนนั้นจะก่อคดีอุกฉกรรจ์ร้ายแรงแค่ไหน ก็ต้องจับกุมตัวกลับมาสอบสวนก่อนถึงจะประหารชีวิตได้ ผู้ที่ฝ่าฝืนจะถูกปฏิบัติราวกับเป็นอาชญากรร้ายแรงเสียเอง
จี้หมิงเฉินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะอดหัวเราะออกมาไม่ได้ "แม่คนเจ้าระเบียบเอ๊ย..."
"ถ้าเธอไม่พูด ใครจะไปรู้ว่าเธอเป็นคนฆ่า?"
เวินเหยามองใบหน้าเปื้อนยิ้มของชายหนุ่มแล้วเงียบไป
เธอรู้สึกว่าเธอแสดงจุดยืนชัดเจนมากแล้ว เขายังจะไม่ยอมเชื่อใจเธออีกเหรอ?
จี้หมิงเฉินสังเกตเห็นสีหน้าของเวินเหยาด้วยหางตา มุมปากโค้งขึ้นเป็นองศาที่น่ามอง "ฉันเคยบอกแล้วไง เขต 14 ทวีปตะวันออกของฉันไม่ได้ขาดแคลนยอดฝีมือ การที่เธอจะเข้าร่วมทวีปตะวันออกไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่สำหรับเธอ มีแค่สถานะเดียวเท่านั้น..."
เวินเหยาเงยหน้ามองเขา "สถานะอะไร?"
จี้หมิงเฉินยิ้มให้เธอ ดวงตาดอกท้อโค้งลงราวกับดอกไม้ผลิบานในฤดูใบไม้ผลิที่งดงามเพียงชั่วครู่ "คู่หูของฉัน"
"..."
"???"
เมื่อเหลือบเห็นสีหน้าตกตะลึงของเวินเหยา รอยยิ้มบนริมฝีปากของจี้หมิงเฉินก็ยิ่งเปิดเผยอย่างไร้การควบคุม เขาเพียงแค่เอียงศีรษะเข้าไปใกล้เธอ แล้วย้ำด้วยน้ำเสียงทุ้มใสและน่าฟัง "ถ้าอยากเข้าร่วมทวีปตะวันออกของฉัน ก็มาเป็นคู่หูของฉันซะ"
เวินเหยารู้สึกว่าผู้ชายคนนี้มันตัวอันตรายชัดๆ นอกจากใบหน้าจะร้อนผ่าวแล้ว จุดที่ลมหายใจของเขาเป่ารดใบหูยังรู้สึกจักจี้จนขนลุกซู่ ทำให้เธอรู้สึกวางตัวไม่ถูกอย่างรุนแรง "...มีแค่วิธีนี้วิธีเดียวเหรอ?"
จี้หมิงเฉินไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ รอยยิ้มจางลงเล็กน้อย ท่าทางกลับไปเกียจคร้านตามเดิม "แน่นอน เธอจะปฏิเสธก็ได้นะ"
"..."
รถออฟโรดแล่นไปตามถนนทรุดโทรมที่เต็มไปด้วยวัชพืช ไม่นานนัก เส้นขอบฟ้ากว้างใหญ่ของท้องทะเลก็ปรากฏขึ้นแก่สายตา พร้อมกับตึกระฟ้าเรียงรายสูงตระหง่านตั้งอยู่ริมฝั่ง
เมืองแห่งนี้มีความทันสมัยกว่าเขตเมืองร้างที่พวกเขาเคยผ่านมาก่อนหน้านี้มาก สิ่งก่อสร้างไม่ได้มีแต่ซากปรักหักพัง ส่วนใหญ่เป็นตึกระฟ้าสูงหลายสิบชั้น อาคารคอนกรีตเก่าๆ โทรมๆ แทบจะหาไม่เจอ
ถนนที่ค่อยๆ ขยายกว้างขึ้น สะพานลอย และผนังกระจกตึกระฟ้า ล้วนบ่งบอกว่าที่นี่เคยเป็นมหานครที่เจริญรุ่งเรืองอย่างขีดสุดก่อนวันสิ้นโลก
พื้นที่สีเขียวและแนวต้นไม้ริมถนนแห้งเหี่ยวตายไปหมดแล้ว นานๆ ครั้งจะมีซอมบี้น่ากลัวโผล่หัวออกมามองซ้ายมองขวา ถนนยางมะตอยที่เสียหายหนักเต็มไปด้วยหลุมบ่อ คราบเลือด และรอยแตกร้าวมากมาย
มองจากระยะไกล น้ำทะเลสีน้ำเงินเข้มสะท้อนภาพเมืองร้างที่ปกคลุมด้วยสายฝนและหมอก ท่ามกลางความเงียบงันอันเลือนราง เมืองแห่งนี้ดูเหมือนนักรบชั้นสูงที่แต่งหน้าด้วยร่องรอยแห่งสงคราม
นี่คือเขตทวีปตะวันออก เนื่องจากเป็นเขตเศรษฐกิจที่พัฒนาสูงสุดก่อนวันสิ้นโลก แม้จะผ่านไปเจ็ดปีแล้ว แต่ทรัพยากรวัตถุและการก่อสร้างเมืองก็ยังคงเจริญรุ่งเรืองกว่าอีกสามทวีปมาก
แถบชานเมืองแทบไม่มีผู้คน นานๆ ทีจะมีซอมบี้เชื่องช้าวิ่งไล่ตามรถมาบ้าง จนกระทั่งผ่านรั้วลวดหนามไฟฟ้าสูงสามสิบเมตร สภาพแวดล้อมโดยรอบถึงเริ่มปรากฏร่องรอยการใช้ชีวิตของมนุษย์
เวินเหยาหันหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง มองดูแผงลอยข้างตึกระฟ้าและผู้รอดชีวิตที่สวมเสื้อผ้าเก่าขาดวิ่นพร้อมสีหน้าหมดอาลัยตายอยาก เธอรู้สึกถึงความตลกร้ายที่แปลกประหลาด
จะอธิบายความรู้สึกนี้ยังไงดี? มันเหมือนกับความรู้สึกตลกร้ายที่คนป่ากำลังย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง...
จี้หมิงเฉินที่นั่งหลับตาพักผ่อนมาตลอดลืมตาขึ้นโดยไม่รู้ตัว เขาจับสังเกตแววตาประหลาดใจของเวินเหยาได้ จึงเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเนือยๆ "ใกล้ถึงฐานแล้ว ตัดสินใจได้หรือยัง?"
เวินเหยามองออกไปนอกหน้าต่าง พยักหน้ารับคำของเขา
หลังจากใช้เวลาด้วยกันมาสองวัน เวินเหยารู้สึกว่าแม้เขาจะดูโรคจิตไปหน่อยและมีความคิดแปลกประหลาด แต่เขาก็ไม่ได้เลวร้ายหรือน่ากลัวเหมือนในข่าวลือ อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ทำไม่ดีกับเธอ
การกลับไปทวีปเหนือคือทางตัน การร่อนเร่ไปคนเดียวด้วยสภาพร่างกายตอนนี้ก็คือทางตันเช่นกัน แต่ถ้าอยู่ข้างกายจี้หมิงเฉิน ไม่ว่าจะในสถานะอะไร อย่างน้อยเธอก็ยังรักษาชีวิตให้ปลอดภัยได้... และตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ยังมีความหวัง และยังมีโอกาสตามหาครอบครัวที่หายไป
"ก็ได้ ฉันตกลง"
ถึงแม้ว่า... วิธีการ 'สู้ไม่ได้ก็เข้าร่วมซะ' แบบนี้จะทำลายภาพลักษณ์ความซื่อสัตย์ภักดีของเธอไปบ้าง แต่ก็ไม่มีหนทางอื่นแล้ว
จี้หมิงเฉินใช้นิ้วแตะริมฝีปาก ดวงตาดอกท้อฉายแววพึงพอใจและนึกสนุก ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็พยักหน้าแล้วกล่าวว่า "ตกลง"
"งั้นฉันจะ... ยอมตกลงแบบฝืนใจหน่อยก็ได้"
"...?"
"ฉันแค่อยากเข้าร่วมกับพวกนาย ไม่ได้จำเป็นต้องเป็นคู่หูของนายสักหน่อย หมายความว่าไงที่ว่า 'ฝืนใจ'—"
ยังพูดไม่ทันจบ จี้หมิงเฉินก็ยื่นมือมาขยี้ผมเธอแล้วพูดแทรก "ยัยคนทรยศ ลงรถได้แล้ว"
รถออฟโรดเพิ่งจะจอดสนิท เหมยยาชากับตี้ต้าหูลงไปก่อนแล้ว จี้หมิงเฉินเองก็ผลักประตูรถก้าวลงไปเช่นกัน เวินเหยาอยากจะเถียงต่อ แต่สถานการณ์ตอนนี้ชัดเจนว่าไม่เอื้ออำนวยให้พูดมากความ
เธอตัดสินใจลงจากรถก่อนแล้วค่อยไปคิดบัญชีกับเขาที่หลัง แต่ในจังหวะที่เอื้อมมือไปที่เบาะหลัง ยังไม่ทันจะได้หยิบมีดจันทร์เสี้ยว จี้หมิงเฉินที่ยืนอยู่นอกรถก็ส่งสายตาเตือนมาเสียก่อน
เวินเหยาชำเลืองมองออกไปนอกประตูรถ ตอนนี้รถจอดอยู่ในลานกว้างขนาดใหญ่ อาคารโดยรอบมีสไตล์คล้ายปราสาททรงยุโรป ดูเก่าแก่แต่แฝงความหรูหราไว้ทุกกระเบียดนิ้ว
ผู้คนจำนวนมากยืนเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบอยู่ข้างรถออฟโรด ส่วนใหญ่สวมเครื่องแบบสีดำที่มีโลโก้ฐานทัพทวีปตะวันออก ดูเหมือนจะเป็นสมาชิกทีมต่อสู้ของฐานทัพเขต 14
"..."
ที่นี่คือกองบัญชาการเขต 14 ทวีปตะวันออก การที่คนนอกอย่างเธอจะถือมีดเดินดุ่มๆ เข้าไปคงดูเสียมารยาทไม่น้อย
ดังนั้น เวินเหยาจึงยอมชักมือกลับอย่างว่าง่าย
เมื่อเห็นจี้หมิงเฉิน หญิงสาวแสนสวยที่มีผมลอนสีน้ำตาลก็ก้าวออกมาข้างหน้าเป็นคนแรก แล้วเอ่ยถามอย่างกระตือรือร้น "ผู้การหมิง ในที่สุดคุณก็กลับมาแล้ว! ภารกิจเป็นยังไงบ้างคะ? ได้ตัวอย่างหมีหิมะกลายพันธุ์จากทวีปเหนือมาหรือเปล่า?"