เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 28 ใครบ้างไม่มีอาจารย์?

บทที่ 28 ใครบ้างไม่มีอาจารย์?

บทที่ 28 ใครบ้างไม่มีอาจารย์?


บทที่ 28 ใครบ้างไม่มีอาจารย์?

"จะหาอะไรก็เชิญ จ่ายเงินเมื่อเจอของ"

ทันทีที่เมิ่งชิวและคนอื่นๆ ก้าวเข้ามาในร้าน พวกเขาก็ได้ยินเสียงที่แฝงไว้ด้วยความเจ้าเล่ห์

ชายวัยกลางคนที่มีใบหน้ายาวเหมือนพื้นรองเท้า จมูกงุ้ม และดูเหมือนพ่อค้าหน้าเลือด กำลังเอนกายอยู่บนเก้าอี้โยกอย่างเกียจคร้าน หรี่ตาลงโดยไม่สนใจจะทำอะไร

เขาคือ 'เฟลนเดอร์' ผู้ก่อตั้งโรงเรียนเชร็ค หัวหน้ากลุ่มสามเหลี่ยมทองคำ และคนเจ้าสำราญผู้ช่ำชอง

"ทำไมทำท่าทางแบบนั้นล่ะ?"

สุ่ยเยว่เอ๋อร์เกือบจะโกรธจนหลุดขำ นี่เป็นครั้งแรกที่นางเห็นคนทำธุรกิจแบบนี้

หากใครไม่รู้คงนึกว่าพวกนางเป็นลูกจ้าง ส่วนหมอนี่เป็นลูกค้าเสียอีก!

"เยว่เอ๋อร์ ช่างเถอะ"

เมิ่งชิวส่ายหน้า ยื่นมือไปห้ามสุ่ยเยว่เอ๋อร์ที่กำลังจะเข้าไปเอาเรื่องเฟลนเดอร์

ด้วยความที่รู้เนื้อหาในต้นฉบับดี เขาตระหนักดีว่าอธิการบดีคนแรกของโรงเรียนเชร็คผู้นี้ แม้จะเป็นถึงมหาปราชญ์วิญญาณ แต่โดยเนื้อแท้แล้วก็ไม่ต่างอะไรกับอันธพาล

ลองคิดดูสิ คนที่สามารถพ่นปรัชญาการสอนพิลึกพิลั่นอย่าง 'ผู้ที่ไม่กล้าสร้างปัญหาคือคนดาดๆ' ออกมาได้ จะคาดหวังให้เป็นผู้มีศีลธรรมสูงส่งได้อย่างไร?

แม้สุ่ยเยว่เอ๋อร์จะยังคงขุ่นเคืองอยู่บ้าง แต่เมื่อเมิ่งชิวเอ่ยห้าม นางจึงยอมสงบลง

เมิ่งชิวกวาดสายตาสำรวจร้านของเฟลนเดอร์คร่าวๆ แววตาฉายแววเหยียดหยามวูบหนึ่ง

สินค้าส่วนใหญ่ในร้านของเฟลนเดอร์คืออุปกรณ์วิญญาณและของจิปาถะทำนองนั้น

ราคาดูเหมือนจะสมเหตุสมผล แต่นั่นก็ต่อเมื่อของเหล่านี้มีคุณภาพตามที่เห็นจริงๆ

แม้วิญญาณยุทธ์ที่สองของเมิ่งชิวอย่าง 'เนตรโลหิต' จะยังไม่มีวงแหวนวิญญาณแม้แต่วงเดียว แต่มันก็มาพร้อมกับความสามารถติดตัวหลายอย่าง

'เนตรสลายมายา' คือหนึ่งในนั้น

ด้วยการเสริมพลังจากเนตรสลายมายา เมิ่งชิวสามารถมองเห็นกลไกซ่อนเร้นภายในอุปกรณ์วิญญาณเหล่านี้ได้ในพริบตา

อุปกรณ์วิญญาณจำนวนมากที่ดูภายนอกสมบูรณ์ไร้ที่ติ จริงๆ แล้วมีความเสียหายซ่อนอยู่ภายใน

พวกมันเพียงถูกปรับแต่งด้วยวิธีการพิเศษเพื่อให้ดูเหมือนของใหม่ไร้ตำหนิเท่านั้น

หากซื้อไปใช้เพียงไม่กี่ครั้ง ก็คงจะพังเสียหายจนใช้งานไม่ได้อย่างแน่นอน

และถึงแม้คนซื้อจะอยากกลับมาเอาเรื่อง ด้วยนิสัยอย่างเฟลนเดอร์ เขาคงโยนความผิดทั้งหมดให้คนซื้ออย่างหน้าด้านๆ

ต่อให้คนซื้อจะโกรธแค่ไหน เขาก็คงไม่สนใจ

ท้ายที่สุดแล้ว ระดับพลังมหาปราชญ์วิญญาณก็เพียงพอที่จะทำให้เขาทำตัวกร่างในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ได้

เมิ่งชิวรู้สึกขบขัน

มหาปราชญ์วิญญาณมีวิธีหาเงินตั้งมากมาย

ต่อให้ไม่อยากผูกมัดตัวเองและไม่เข้าร่วมกับขุมกำลังใหญ่ๆ อย่างน้อยก็ไปลงทะเบียนล่าสัตว์วิญญาณเพื่อแลกเงินก็ได้นี่นา!

ปกติแล้ว การล่าสัตว์วิญญาณระดับหมื่นปีชั้นต้นไม่ใช่เรื่องยากสำหรับมหาปราชญ์วิญญาณเลย

เหรียญทองวิญญาณแค่หนึ่งเหรียญก็เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายของครอบครัวธรรมดาได้เกือบสามเดือน!

ในสถานการณ์เช่นนี้ การที่เชร็คซึ่งมีทั้งมหาปราชญ์วิญญาณสองคนและจักรพรรดิวิญญาณอีกหลายคน ยังปล่อยให้โรงเรียนมีสภาพซอมซ่อได้ขนาดนี้ ช่างเป็นเรื่องที่น่าทึ่งจริงๆ

ส่วนความหยิ่งทระนงของเฟลนเดอร์ในต้นฉบับที่อ้างว่าไม่อยากถูกใครชี้นิ้วสั่งการนั้น ยิ่งฟังดูน่าขันเข้าไปใหญ่

อะไรนะ? การไม่อยากถูกสั่งการหมายถึงความหยิ่งทระนงงั้นหรือ?

แล้วการใชสินค้าชำรุดหลอกต้มตุ๋นชาวบ้าน อาศัยความแข็งแกร่งมาขูดรีดตั้งราคาแพงเกินจริง นี่ก็นับเป็น "ความหยิ่งทระนง" ด้วยหรือเปล่า?

ยิ่งพอนึกถึงพฤติกรรมสองมาตรฐานของโรงเรียนเชร็คในต้นฉบับ ทั้งท่าที 'ผู้ที่ไม่กล้าสร้างปัญหาคือคนดาดๆ' ที่มีต่อโรงเรียนชางฮุย กับการวิ่งหนีหางจุกตูดเมื่อเจอกับตู๋กูโป๋ในภายหลัง

ตอนแรกทำกร่าง แต่พอเจอของจริงกลับทำตัวประจบสอพลอ ช่างน่าขำสิ้นดี

อย่างไรก็ตาม เมิ่งชิวไม่มีเวลาว่างพอที่จะมาแฉลูกไม้ตื้นๆ ของเฟลนเดอร์

เขาเพียงแค่ส่งสัญญาณบอกสาวๆ จากเทียนสุ่ยและจูจู๋ชิงว่าอย่าซื้ออะไรจากที่นี่

แม้พวกสาวๆ จะสงสัย แต่ด้วยความเชื่อใจในตัวเขา จึงไม่มีใครเอ่ยถามอะไรมากความ

สายตาของเขาบังเอิญเหลือบไปเห็นของสิ่งหนึ่งวางอยู่ในจุดที่ไม่สะดุดตาบนเคาน์เตอร์

หัวใจของเมิ่งชิวพองโตด้วยความยินดี

ผลึกก้อนนั้นที่ดูเหมือนเต็มไปด้วยสิ่งเจือปน มันไม่ใช่ 'ผลึกขน' ที่ถังซานซื้อจากเฟลนเดอร์ในต้นฉบับหรอกหรือ?

ด้วยความขี้เกียจจะปิดบัง เมิ่งชิวจึงหยิบผลึกก้อนนั้นขึ้นมาแล้วเดินตรงไปหาเฟลนเดอร์

"เถ้าแก่ ราคาเท่าไหร่?"

เฟลนเดอร์ปรายตามองอย่างเฉยชาแล้วตอบส่งๆ

"สิบเหรียญทองวิญญาณ"

"ตกลง"

เมิ่งชิวไม่ลังเล หยิบสิบเหรียญทองวิญญาณออกมาแล้วยื่นให้

แต่สิ่งที่น่าแปลกใจคือ เฟลนเดอร์กลับไม่รับเงิน แล้วเอ่ยขึ้นช้าๆ

"เมื่อกี้ข้าพูดผิด มันราคาหนึ่งร้อยเหรียญทองวิญญาณ"

"หนึ่งร้อยเหรียญทองวิญญาณสำหรับผลึกแตกๆ เนี่ยนะ?"

"ทำไมไม่ไปปล้นเอาเลยล่ะ?"

สุ่ยเยว่เอ๋อร์ที่หมั่นไส้เฟลนเดอร์มานาน อดรนทนไม่ไหวจนต้องตะโกนด่าออกมา

สาวๆ คนอื่นจากโรงเรียนเทียนสุ่ยก็มีสีหน้าไม่พอใจเช่นกัน สายตาที่มองเฟลนเดอร์เต็มไปด้วยความขุ่นเคือง

พวกนางไม่ใช่คนโง่ มีหรือจะดูไม่ออกว่าเฟลนเดอร์จงใจโก่งราคาหน้าด้านๆ

เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาที่ไม่เป็นมิตรจากกลุ่มสาวๆ เฟลนเดอร์กลับไม่ยี่หระเลยสักนิด

แค่เด็กไม่กี่คน จะทำอะไรเขาได้?

หนึ่งร้อยเหรียญทองวิญญาณไม่ใช่เงินจำนวนมากสำหรับเมิ่งชิว

แต่เขาไม่มีเจตนาจะจ่ายมัน

แหม่ ใช้ลูกไม้เดิมๆ แบบเดียวกับที่ใช้กับถังซานในต้นฉบับเลยสินะ?

เมิ่งชิวแค่นหัวเราะในใจ

"ท่านอาจารย์"

เขาเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ

ในต้นฉบับ เฟลนเดอร์ยอมเลิกโก่งราคาเพราะเห็นแก่หน้าอวี้เสี่ยวกัง อาจารย์ของถังซาน

แน่นอนว่าเมิ่งชิวย่อมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับคนไร้ค่าพรรค์นั้น

ทว่าเขาก็มีอาจารย์เช่นกัน และอาจารย์ของเขาย่อมไม่ใช่คนไร้ค่าอย่างอวี้เสี่ยวกังแน่นอน!

สิ้นเสียงเรียกของเมิ่งชิว อุณหภูมิภายในร้านก็ลดฮวบลงอย่างรวดเร็วชนิดที่สัมผัสได้

เฟลนเดอร์ที่กำลังเอนกายอย่างเกียจคร้านบนเก้าอี้โยก สัมผัสได้ถึงความผิดปกติภายในร้าน จึงรีบดีดตัวลุกขึ้นนั่งตัวตรง สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันที

"โก่งราคา รังแกศิษย์ของข้า"

"เจ้าช่างกล้าจริงๆ"

น้ำเสียงที่เย็นเยียบราวกับน้ำแข็งพันปีดังขึ้นอย่างช้าๆ

หลิวซวงค่อยๆ เดินเข้ามาจากประตูร้าน

ทุกย่างก้าวที่แผ่วเบาราวกับดอกบัวบาน ก่อให้เกิดเกล็ดน้ำแข็งและไอเย็นเกาะตัวขึ้นตามทาง

บนใบหน้าอันงดงามและประณีตของหลิวซวงฉายแววเย็นชา ดวงตาคู่สวยแฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันแหลมคม

นางเห็นพฤติกรรมของเฟลนเดอร์เมื่อครู่ทั้งหมด

กล้ารังแกเสี่ยวเมิ่งของนาง ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเอาเสียเลย!

ต้องรู้ว่าปกตินางแทบจะประคองเสี่ยวเมิ่งไว้ในอุ้งมือ ไม่ยอมให้เขาต้องพบเจอความลำบากแม้แต่น้อย

แม้หลิวซวงจะดูเป็นคนเย็นชา แต่นางไม่ค่อยโกรธใครง่ายๆ

แต่ตราบใดที่เรื่องนั้นแตะต้องเมิ่งชิวซึ่งเปรียบเสมือนเกล็ดย้อนของนาง สถานการณ์ก็จะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

"แล้วเจ้าคือ?"

เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ออกมาจากร่างของหลิวซวง สีหน้าของเฟลนเดอร์ก็เคร่งเครียดลง เหงื่อเม็ดโป้งผุดซึมเต็มหน้าผาก

ผู้หญิงตรงหน้านี้ ระดับพลังของนางต้องเหนือกว่าเขามากโขอย่างแน่นอน!

วิญญาณพรหมยุทธ์ หรือว่าจะเป็น... ราชทินนามพรหมยุทธ์?!

เฟลนเดอร์ไม่กล้าคิดไปไกลกว่านั้น

เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า จะมียอดฝีมือระดับนี้ซ่อนตัวอยู่ข้างกายเด็กพวกนี้

"เอาสิ ไหนเมื่อกี้ชอบขึ้นราคาตามใจชอบไม่ใช่หรือ?"

"มาสิ มาพูดกับอาจารย์ของพวกเราหน่อยเป็นไร"

สุ่ยเยว่เอ๋อร์ทำหน้าทะเล้นอย่างผู้ชนะ รู้สึกสะใจอย่างบอกไม่ถูก

แม้แต่สุ่ยปิงเอ๋อร์ที่ปกติจะสำรวมกิริยาที่สุด ยังยกมือปิดปากหัวเราะเบาๆ ด้วยความพอใจ

ส่วนจูจู๋ชิงมองภาพตรงหน้าด้วยความชื่นชม ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ

หลิวซวงในตอนนี้ คือภาพลักษณ์ที่นางใฝ่ฝันอยากจะเป็น!

ในโลกแห่งวิญญาณจารย์ ความแข็งแกร่งคือที่สุดแห่งกฎเกณฑ์

จบบทที่ บทที่ 28 ใครบ้างไม่มีอาจารย์?

คัดลอกลิงก์แล้ว