- หน้าแรก
- ข้าคือเซียนดาบแห่งสำนักเทียนสุ่ย
- บทที่ 22 ข้าชอบอาเมิ่งแบบไม่ใส่อะไรเลยมากกว่า!
บทที่ 22 ข้าชอบอาเมิ่งแบบไม่ใส่อะไรเลยมากกว่า!
บทที่ 22 ข้าชอบอาเมิ่งแบบไม่ใส่อะไรเลยมากกว่า!
บทที่ 22 ข้าชอบอาเมิ่งแบบไม่ใส่อะไรเลยมากกว่า!
เมิ่งชิวกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว เมื่อมั่นใจว่าตู๋กูโปไม่อยู่แถวนี้ เขาจึงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
การถูกสาวงามอย่างตู๋กูเยี่ยนเห็นในสภาพเปลือยเปล่าก็เรื่องหนึ่ง แต่ถ้าถูกตาแก่อย่างตู๋กูโปเห็นเข้า เมิ่งชิวคงรู้สึกสะอิดสะเอียนพิลึก
แน่นอนว่าสิ่งที่เมิ่งชิวกลัวจริงๆ คือกลัวว่าตู๋กูโปจะโมโหจนฟิวส์ขาดแล้วพุ่งเข้ามาเล่นงานเขาต่างหาก
ลองคิดดูสิ จะมีพ่อแม่หรือผู้ปกครองคนไหนรับได้บ้างที่เห็นลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนกอดผู้ชายเปลือยกายกลางวันแสกๆ แบบนี้?
แม้ว่าตู๋กูโปจะไม่กล้าทำอะไรเขาจริงๆ เพราะยังต้องพึ่งพาเขาในการถอนพิษ แต่ถึงจะไม่ถึงตาย โดนซ้อมสักยกก็เจ็บตัวเปล่าๆ!
"อาเมิ่ง มนุษย์พวกเจ้าสมัยนี้เปิดเผยกันขนาดนี้เชียวหรือ?"
สุ่ยโหรวเอ๋อร์ในห้วงจิตวิญญาณเห็นฉากนี้เข้าก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความสงสัย
ส่วนฮั่วฉู่เอ๋อร์ที่อยู่ข้างๆ ก็รีบเอามือปิดตาแบบเดียวกับที่ตู๋กูเยี่ยนทำเมื่อครู่ไม่มีผิด นางส่งเสียงโวยวายด้วยความรังเกียจ:
"เจ้ามนุษย์ รีบใส่เสื้อผ้าเดี๋ยวนี้ อย่ามาทำให้อุจาดตาเปิ่นหวาง (ตัวข้า)!"
เมิ่งชิวยิ้มแห้งๆ พลางตบไหล่คนในอ้อมกอดเบาๆ
"เยี่ยนเยี่ยน เจ้าช่วยปล่อยข้าก่อนได้ไหม ข้าจะได้ใส่เสื้อผ้า?"
สิ้นเสียงคำพูด ตู๋กูเยี่ยนถึงได้รู้สึกตัวว่าเมิ่งชิวอยู่ในสภาพเช่นไร
เมื่อมองดูชายหนุ่มที่ไร้ซึ่งอาภรณ์ปกปิดเบื้องหน้า ใบหน้าของตู๋กูเยี่ยนก็แดงซ่านจนถึงใบหู นางรีบคลายอ้อมกอดจากเมิ่งชิวทันที เพื่อเปิดทางให้เขาได้สวมเสื้อผ้า
ทว่าเมิ่งชิวกลับรู้สึกตะหงิดๆ ว่าจังหวะที่นางผละออกไปนั้น เหมือนมือนางจะจงใจลูบผ่านหน้าท้องของเขาเน้นๆ... ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือเปล่า
แต่เมิ่งชิวก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ เขาหยิบอุปกรณ์วิญญาณที่วางทิ้งไว้บนฝั่งเมื่อครู่ นำเสื้อผ้าออกมาสวมใส่อย่างรวดเร็ว
แม้ใบหน้าของตู๋กูเยี่ยนจะยังคงแดงระเรื่อ แต่นางกลับไม่มีท่าทีจะหลบสายตาแม้แต่น้อย นางจ้องมองเมิ่งชิวเปลี่ยนเสื้อผ้าตาไม่กะพริบ แถมยังเผลอกลืนน้ำลายเป็นพักๆ
การกระทำนี้ทำให้ฮั่วฉู่เอ๋อร์ในห้วงจิตวิญญาณโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ นางกระทืบเท้าเร่าๆ ด้วยความเดือดดาลแทน:
"ไร้ยางอาย! ไร้ยางอายที่สุด!"
"มนุษย์เพศเมียคนนี้ช่างหน้าไม่อายจริงๆ!"
สุ่ยโหรวเอ๋อร์เพียงแค่อมยิ้มบางๆ เมื่อได้ยินคำบ่นนั้น
ดูท่าฉู่เอ๋อร์จะหวงแหนอาเมิ่งไม่เบาเลยทีเดียว
ภาพอาหารตาจบลงอย่างรวดเร็ว เมื่อเมิ่งชิวสวมเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อย
ตู๋กูเยี่ยนมองเมิ่งชิวในชุดสีขาวสะอาดตา พลางถอนหายใจในใจด้วยความเสียดาย
อาเมิ่งในชุดขาวก็ดูดีมากอยู่หรอก แต่ถ้าเลือกได้ ข้าชอบอาเมิ่งเวอร์ชันต้นตำรับที่ไม่มีอะไรปกปิดมากกว่า!
นางกดความเสียดายนั้นไว้ในใจ แล้วโถมตัวเข้าสู่อ้อมกอดของเมิ่งชิวอีกครั้ง ความอวบอิ่มแนบชิดกับท่อนแขนของเขา ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น:
"อาเมิ่ง ใต้บ่อน้ำนั่นมีอะไรอยู่เหรอ?"
สำหรับคำถามของตู๋กูเยี่ยน เมิ่งชิวไม่ได้เอ่ยถึงราชามังกรทั้งสอง เขาเพียงแค่บอกว่าใต้บ่อน้ำมีมรดกตกทอดของผู้ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่ง และเขาโชคดีที่ได้รับมันมา
ตู๋กูเยี่ยนไม่ได้ซักไซ้ต่อ นางเพียงพยักหน้าเบาๆ
นางไม่ได้สนใจเรื่องวาสนาหรือมรดกอะไรทั้งนั้น นางแค่ถามไปอย่างนั้นเอง
สำหรับนางแล้ว ขอแค่อาเมิ่งปลอดภัยกลับมา เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
"อ้อ จริงสิ"
เมิ่งชิวพลันนึกบางอย่างขึ้นได้ จึงรีบสื่อสารกับราชามังกรทั้งสองในห้วงจิตวิญญาณ
"โหรวเอ๋อร์ ฉู่เอ๋อร์ ในเมื่อธาราสองขั้วแห่งนี้เกิดขึ้นจากพวกเจ้าทั้งสอง"
"ตอนนี้พวกเจ้าเข้ามาอยู่ในร่างของข้าแล้ว แปลว่าธาราสองขั้วกำลังจะหายไปใช่ไหม?"
คงน่าเสียดายแย่ถ้าแดนสมบัติแห่งการสรรค์สร้างเช่นนี้จะต้องสูญสลายไป
"ไม่หรอก มันจะไม่หายไป"
สุ่ยโหรวเอ๋อร์ส่ายหน้า ปฏิเสธความกังวลของเมิ่งชิว
"แม้จิตวิญญาณมังกรของข้าและฉู่เอ๋อร์จะเข้ามาอยู่ในร่างเจ้า และพวกเรายังนำกระดูกวิญญาณออกมาจากซากมังกรแล้ว แต่มันจะไม่ส่งผลกระทบต่อสถานที่แห่งนี้มากนัก"
"ในซากมังกรของข้าและฉู่เอ๋อร์ ยังมีพลังงานมหาศาลหลงเหลืออยู่ซึ่งข้าไม่สามารถถ่ายโอนมาให้เจ้าได้หมด พลังงานเหล่านั้นมากพอที่จะหล่อเลี้ยงสถานที่แห่งนี้ให้คงสภาพเดิมต่อไปได้อีกนับหมื่นปี"
เมื่อได้ยินดังนั้น เมิ่งชิวก็โล่งใจขึ้นมาก
หากแดนสมบัติเช่นนี้ต้องมาพังทลายเพราะเขา เมิ่งชิวคงรู้สึกผิดไม่น้อย
ในขณะนั้นเอง ร่างหนึ่งก็ค่อยๆ ร่อนลงมาจากท้องฟ้า
ตู๋กูโปนั่นเอง
เมื่อเห็นเมิ่งชิวที่กำลังถูกตู๋กูเยี่ยนกอดแนบแน่น ตู๋กูโปก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาในแวบแรก แต่แล้วเหมือนจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นความตกตะลึง และเอ่ยขึ้นอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา:
"คุณชายเมิ่ง เจ้า... ทะลวงผ่านระดับห้าสิบแล้วรึ?"
เมิ่งชิวไม่ได้ปกปิดคลื่นพลังวิญญาณของเขา ดังนั้นตู๋กูโปจึงสัมผัสได้อย่างชัดเจน
เขายิ้มบางๆ แล้วเรียกวงแหวนวิญญาณออกมา
เหลือง, ม่วง, ดำ, ดำ, แดง, ทอง
วงแหวนวิญญาณหกวงที่ฉีกทุกตำราและกฎเกณฑ์กะพริบวิบวับอยู่รอบตัวเขา
"ผู้อาวุโสตู๋กู อย่าได้แปลกใจไป ข้าแค่โชคดีทะลวงมาถึงระดับห้าสิบสามเท่านั้นเอง"
โชคดีกับผีน่ะสิ!
ตู๋กูโปแทบจะสบถออกมาในใจ
แบบนี้มันผิดปกติเกินไปแล้ว
ในฐานะคนที่เฝ้าดูพัฒนาการของเมิ่งชิวมาตลอด ตู๋กูโปเริ่มรู้สึกชาชินเสียแล้ว
วันเดียวขึ้นมาสิบสองระดับ... หากข่าวนี้แพร่งพรายออกไป วิญญาณจารย์คนอื่นๆ ที่ฝึกฝนแทบเป็นแทบตายมาสามปียังเลื่อนระดับไม่ได้เท่านี้คงอกแตกตายกันพอดี
ยังเหลือเวลาอีกไม่กี่ปีจะถึงการประลองวิญญาณจารย์ระดับสูงระดับทวีป
ด้วยความเร็วในการพัฒนาที่ผิดมนุษย์มนาของเจ้าเด็กนี่ ตู๋กูโปสงสัยว่าพอถึงวันแข่ง เมิ่งชิวอาจจะเข้าใกล้ระดับมหาปราชญ์วิญญาณแล้วก็เป็นได้
ลองนึกภาพคนที่มีพลังระดับเฉียดมหาปราชญ์วิญญาณลงแข่งในรายการที่มีแต่ราชาวิญญาณเป็นอย่างมากที่สุดดูสิ ตู๋กูโปแค่คิดก็รู้สึกพิกลแล้ว
ดูท่าการประลองวิญญาณจารย์ระดับสูงระดับทวีปครั้งนี้ โรงเรียนอื่นๆ คงหมดสิทธิ์ลุ้นแชมป์ โรงเรียนเทียนสุ่ยแทบจะนอนกอดถ้วยรางวัลไว้ล่วงหน้าแล้ว
แล้วไอ้วงแหวนวิญญาณสีน้ำเงินแกมแดงนั่นมันอะไรกัน?
ตู๋กูโปสังเกตเห็นวงแหวนวงที่ห้าของเมิ่งชิว แต่เขากลับรู้สึกชินชาแปลกๆ
เขาถูกเจ้าเด็กนี่ทำให้ตกใจมานับครั้งไม่ถ้วนจนด้านชาไปหมดแล้ว จึงไม่อยากจะถามอะไรให้มากความ
ทุกคนต่างก็มีวาสนาของตัวเอง เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องปกติ
ในทวีปโต้วหลัวก็เคยมีบันทึกเกี่ยวกับวงแหวนวิญญาณสีประหลาดๆ อยู่บ้าง
เขาคงคิดว่าเป็นผลมาจากวิญญาณยุทธ์ของเมิ่งชิว
หากตู๋กูโปรู้ว่าวงแหวนสีน้ำเงินแกมแดงนั่นมาจากราชามังกรระดับเทพเจ้าถึงสองตน เขาคงช็อกตาตั้งจนเป็นลมล้มพับไปแน่ๆ
"ผู้อาวุโสตู๋กู เรามาเริ่มจัดการกับพิษในร่างกายของท่านและเยี่ยนเยี่ยนกันเถอะ"
เมิ่งชิวเอ่ยขึ้น
ในตอนนี้ ด้วยความช่วยเหลือจากราชามังกรน้ำแข็งและไฟ เขามั่นใจเต็มร้อยว่าจะจัดการกับพิษร้ายในตัวตู๋กูโปได้
"ข้าไม่รีบ ถอนพิษให้เยี่ยนเยี่ยนก่อนเถอะ"
ตู๋กูโปให้ความสำคัญกับตู๋กูเยี่ยนเป็นอันดับแรก
ตราบใดที่ปัญหาเรื่องพิษในตัวหลานสาวได้รับการแก้ไข เขาถึงจะวางใจได้อย่างแท้จริง
"พิษ? พิษอะไรหรือคะ?"
ตู๋กูเยี่ยนฟังบทสนทนาด้วยความงุนงง ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
ทำไมนางถึงไม่รู้เรื่องอะไรเลยเกี่ยวกับพิษ?
เมื่อเจอกับคำถามของนาง และด้วยความมั่นใจในฝีมือของเมิ่งชิวที่จะรักษาหลานสาวได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ตู๋กูโปจึงตัดสินใจเปิดเผยความลับที่ปิดบังมาตลอดให้นางได้รับรู้
หลังจากฟังเรื่องราวจากปากตู๋กูโป สีหน้าของตู๋กูเยี่ยนก็ซับซ้อนขึ้น
ที่แท้ตระกูลของนางก็มีประวัติความเป็นมาเช่นนี้
นางเข้าใจมาตลอดว่าพ่อแม่เสียชีวิตเพราะอาการเจ็บป่วย
ตู๋กูเยี่ยนไม่ได้โกรธเคืองที่ปู่ปิดบังความจริง
นางรู้ดีว่านี่คือความห่วงใยที่ท่านปู่มีต่อนาง
"ทุกอย่างจะเรียบร้อย"
เมิ่งชิวตบไหล่นางเบาๆ เพื่อปลอบโยน
"อื้ม!"
ตู๋กูเยี่ยนระงับอารมณ์ความรู้สึกในใจ แล้วพยักหน้าตอบรับอย่างหนักแน่น