เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 33 - เพื่อนร่วมทีมตัวถ่วงแผลงฤทธิ์!

บทที่ 33 - เพื่อนร่วมทีมตัวถ่วงแผลงฤทธิ์!

บทที่ 33 - เพื่อนร่วมทีมตัวถ่วงแผลงฤทธิ์!


บทที่ 33 - เพื่อนร่วมทีมตัวถ่วงแผลงฤทธิ์!

☆☆☆☆☆

เป็นโรคซึมเศร้าขั้นรุนแรง มีความผิดปกติทางพุทธิปัญญาอย่างหนัก มีสภาวะป่วยทางจิตหลังเผชิญเหตุการณ์รุนแรง (PTSD) มีอาการออทิสติกในระดับเริ่มต้น และภาวะบุคลิกภาพแตกแยก...

นี่มัน... นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย?

เมื่อได้ยินรายชื่อโรคที่ร่ายยาวออกมาเป็นชุด ทุกคนในศาลต่างพากันทำหน้ามึนตึ๊บ

มีเพียงจางเฉิงคนเดียวเท่านั้นที่ตอนนี้ยืนจ้องสวีเหลียงด้วยอาการตาค้าง

ล้อ... ล้อเล่นกันใช่ไหม?

ล้อเล่นกันรึไงเนี่ย!?

ไอ้เวรเอ๊ย แกจะรู้ตัวบ้างไหมว่าแกกำลังพูดเรื่องอะไรอยู่!

จางเฉิงตาแดงก่ำ เลือดขึ้นหน้าจนเส้นเลือดแทบปูด

แต่เขาก็ติดกฎระเบียบของศาลทำให้ไม่สามารถตะโกนแทรกขึ้นมาได้ ได้แต่กลั้นความหงุดหงิดไว้จนหน้าดำหน้าแดงแล้วจ้องสวีเหลียงตาเขม็ง

เหล่านักข่าวและคนอื่นๆ ต่างรู้สึกเหมือนกำลังฟังคัมภีร์จากสวรรค์ กว่าจะตั้งสติได้ว่าไอ้ที่ร่ายมาเมื่อกี้คือชื่อโรคทางจิตทั้งนั้น ก็พากันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก

แม้แต่เฉินตงที่รอการตัดสินอยู่ ในดวงตาก็ยังฉายแววงุนงงไปวูบหนึ่ง

เขา... เขาป่วยหนักขนาดนั้นเลยเหรอ?

ผู้พิพากษาเจ้าอี้และเจ้าหน้าที่จดบันทึกก็อึ้งไปตามๆ กัน ดีที่ความเป็นมืออาชีพทำให้พวกเขาเรียกสติกลับมาได้

"ทนายฝ่ายจำเลย กรุณากล่าวต่อ" เจ้าอี้พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

สวีเหลียงพยักหน้า สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะพูดต่อ

"ในการพิจารณาคดีชั้นต้น จุดที่โต้แย้งกันคือเจตนาของผู้กระทำความผิด โดยมองว่าเป็นการเจตนาฆ่าและเจตนาทำร้ายร่างกาย!"

"แต่ถ้าดูจากรายงานการวินิจฉัยฉบับนี้ คำแถลงของทนายฝ่ายตรงข้ามในศาลชั้นต้นน่ะมันไร้สาระทั้งเพ!"

"ลูกความของผมมีสภาพจิตใจที่ไม่ปกติเนื่องจากคดีปริศนาเมื่อเจ็ดปีก่อน และในคืนวันที่ 1 มิถุนายน ผู้ตายอย่างเฉินเหว่ยดันเดินเข้ามาหาเขาเหมือนเหตุการณ์เมื่อเจ็ดปีที่แล้วไม่มีผิด..."

"ด้วยเหตุนี้ อาการทางจิตของลูกความผมจึงกำเริบขึ้น เขาเข้าใจผิดว่าตัวเองกลับไปอยู่ในเหตุการณ์เมื่อเจ็ดปีก่อน จนเกิดภาวะกระตุ้นทางจิตขึ้นมา..."

สวีเหลียงค่อยๆ อธิบายอย่างช้าๆ

"และสุดท้าย เหตุการณ์สลดนี้ก็เกิดขึ้น!"

จางเฉิงฟังจนสมองแทบระเบิด

เขามองคู่ต่อสู้ด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ ได้แต่ยืนอึ้งอยู่อย่างนั้น

ในจังหวะนั้นเอง สวีเหลียงก็พูดเสริมทัพขึ้นมาอีกประโยค

"รายงานฉบับนี้เป็นของจริงและมีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย ออกโดยโรงพยาบาลจิตเวชอี้ซานแห่งเมืองฮั่นไห่!"

พูดจบ สวีเหลียงก็ส่งเอกสารรายงานให้กับเจ้าหน้าที่

เจ้าหน้าที่จดบันทึกอ่านไปก็หางตาตุกไป เมื่อยืนยันว่าถูกต้องแล้วจึงส่งต่อให้ผู้พิพากษาเจ้าอี้

"นี่มัน..."

เจ้าอี้เริ่มลังเล เขาขมวดคิ้วมุ่นในใจกำลังประมวลผลว่าจะตัดสินคดีนี้ยังไงดี

ผ่านไปพักใหญ่ เขาจึงเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง

"ฝ่ายจำเลย มีอะไรจะเพิ่มเติมอีกไหม?"

"ไม่มีครับ" สวีเหลียงส่ายหน้าแล้วนั่งลงที่เดิม

เจ้าอี้พยักหน้า ก่อนจะหันไปทางจางเฉิงทนายฝ่ายโจทก์ ซึ่งตอนนี้หน้าแดงก่ำเพราะอั้นคำพูดไว้จนแทบขาดใจ

"ทนายฝ่ายโจทก์ เชิญพูดได้"

"ใส่ร้าย! นี่มันใส่ร้ายชัดๆ! แล้วไอ้นี่ก็ไม่ใช่หลักฐานด้วย!"

"ทนายฝ่ายตรงข้ามกำลังใส่ร้ายลูกความของผมแบบเต็มๆ เลยครับ!"

ทันทีที่ได้รับอนุญาตให้พูด จางเฉิงก็หลุดปากตะโกนออกมาด้วยความลนลานจนลืมแม้แต่คำขึ้นต้นที่เป็นทางการ

ถ้าเป็นทนายหางแถว ตอนนี้คงหัวหมุนจนทำอะไรไม่ถูก

ถ้าเป็นทนายระดับกลาง ก็อาจจะเริ่มหยุดคิดบ้าง

ถ้าเป็นทนายระดับแนวหน้า พวกเขาจะเลี่ยงข้อมูลพวกนี้แล้วไปเน้นย้ำจุดแข็งจากการตัดสินในศาลชั้นต้นแทน

แต่จางเฉิงไม่ใช่ทนายพวกนั้น

เขาคือทนายมือทองระดับเหรียญทอง และเขาสัมผัสได้ลางๆ ว่าสวีเหลียงกำลังจะหงายการ์ดใบที่สามออกมา!

"ก่อนอื่นเลย ตรรกะของฝ่ายตรงข้ามมันเปราะบางมาก"

"ไอ้คดีปริศนาเมื่อเจ็ดปีก่อนน่ะ นอกจากศพคนเดียวแล้ว ก็ไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยันได้เลยว่าลูกความของผมเป็นคนก่อเรื่อง!"

"และที่สำคัญ ยิ่งระบุไม่ได้เข้าไปใหญ่ว่าตอนที่ผู้ตายโดนฆ่า มันไปกระตุ้นอาการทางจิตของจำเลยตรงไหน!"

จางเฉิงลุกขึ้นยืน

เขากวาดสายตามองไปรอบๆ แม้เหงื่อจะท่วมหัวแต่ก็ยังอธิบายได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล

เขาต้องทำลายประเด็นเรื่องโรคจิตเวชนี้ให้ได้

ต้องตัดความสัมพันธ์เชื่อมโยงออกไปให้หมด!

ไม่อย่างนั้น ถ้าสวีเหลียงหงายการ์ดใบที่สามออกมา การพิจารณาคดีครั้งนี้เขาจะไม่มีโอกาสพลิกเกมได้เลย!

"สรุปได้ว่า"

"ทางเรามองว่าสิ่งที่ทนายฝ่ายตรงข้ามพูดมามันเป็นการแถสีข้างถลอก ตรรกะที่ใช้ก็เป็นการเอามาปะติดปะต่อกันเองแบบแถๆ"

"ข้อหาเจตนาฆ่าของจำเลยยังไงก็ล้างไม่ออก"

พูดไปจางเฉิงก็ตาเป็นประกายวูบหนึ่ง เขาหยิบเอกสารฉบับหนึ่งออกมาจากกระเป๋า

นี่คือหลักฐานชิ้นสำคัญจากศาลชั้นต้นที่ทำให้เฉินตงถูกตัดสินเจตนาฆ่า!

"จากหลักฐานที่ตำรวจส่งมา"

"ในคืนวันที่ 1 มิถุนายน จำเลยเฉินตงถือมีดปอกผลไม้อยู่บนถนนหงฝูแล้วลงมือฆ่าเฉินเหว่ย"

"ผมอยากจะถามทนายฝ่ายตรงข้ามหน่อย"

"ก่อนที่จะเจอหน้าเฉินเหว่ย หรือก็คือตอนที่อาการทางจิตยังไม่กำเริบ มีดเล่มนั้นมันก็อยู่บนตัวเฉินตงอยู่แล้ว แล้ว..."

"คุณจะอธิบายยังไง กับข้อเท็จจริงที่ว่าคนคนหนึ่งถือมีดแหลมคมออกไปข้างนอกตอนสี่ทุ่ม ไปยืนดักรอในเส้นทางกลับบ้านของอีกคน แล้วก็ฆ่าเขาตายจริงๆ!?"

นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้ผู้พิพากษาซุนหมิงในศาลชั้นต้นตัดสินประหารชีวิต

ใครมันจะบ้าถือมีดออกไปเดินเตร่ตามถนนตอนดึกๆ โดยไม่มีเหตุผล?

แถมยังบังเอิญไปยืนอยู่บนทางกลับบ้านของศัตรูที่แค้นกันมาอีก!?

"ทนายฝ่ายตรงข้ามจะอธิบายเรื่องนี้ยังไงครับ!?"

ดวงตาของจางเฉิงฉายแววเยือกเย็นและมั่นใจ ต่างกับจูหงที่นั่งอยู่ข้างหลังซึ่งโกรธจนแทบจะกินเลือดกินเนื้อ

แต่ใครจะไปคิด...

สวีเหลียงกลับหลุดยิ้มออกมาแล้วย้อนถามกลับไปว่า

"งั้นตามความหมายของทนายฝ่ายโจทก์ คุณจะบอกว่าลูกความของผมกับเฉินเหว่ยมีความขัดแย้งบาดหมางกันสินะครับ?"

จางเฉิงกำลังจะอ้าปากตอบแต่ก็ชะงักไปทันที

เขาจ้องสวีเหลียงนิ่งอยู่นานโดยพูดอะไรไม่ออก

ถ้าเขาตอบว่า 'ใช่' คดีปริศนาเมื่อเจ็ดปีก่อนก็จะกลายเป็นคดีที่มีมูลความจริงขึ้นมาทันที

แต่ถ้าตอบว่า 'ไม่ใช่' ในเมื่อทั้งคู่ไม่มีเรื่องขัดแย้งกัน แล้วในสภาวะที่จำเลยป่วยทางจิตแบบนี้จะมาหาว่าเขาเจตนาฆ่าหรือวางแผนฆ่าได้ยังไง!?

'ให้ตายสิ ไอ้ทนายคนนี้มันโผล่มาจากขุมนไหนวะเนี่ย...'

จางเฉิงด่าทอในใจไม่หยุด

ฝ่ายตรงข้ามแม่งกัดติดยิ่งกว่าพยาธิอีก!!!

หลังจากคิดทบทวนอยู่นาน เขาก็กัดฟันพูด

"เรื่องนั้นมีแค่เจ้าตัวเท่านั้นที่รู้!"

"ทนายฝ่ายตรงข้ามกรุณาตอบคำถามของผมก่อน!"

"ทำไมจำเลยถึงถือมีดออกไปข้างนอกตอนสี่ทุ่ม!?"

ผู้พิพากษาเจ้าอี้ตอนแรกตั้งใจจะเคาะค้อนเพื่อรักษาความสงบ

แต่พอคิดถึงเรื่องอายุ 17 ปีบวกกับอาการป่วยทางจิต เขาก็ได้แต่ถอนหายใจในใจ

'ช่างเถอะ ปล่อยให้เข้าสู่ช่วงโต้แย้งกันเต็มตัวเลยแล้วกัน'

เจ้าอี้เก็บค้อนลง ขมวดคิ้วแล้วตั้งใจสังเกตการปะทะฝีปากของทั้งคู่

ในจังหวะนั้น สวีเหลียงค่อยๆ ลุกขึ้นอย่างใจเย็น

เขาไม่ได้รีบร้อนตอบคำถามของจางเฉิง แต่กลับชูเอกสารฉบับที่สามขึ้นมาแทน

"เรียนท่านคณะผู้พิพากษา เพื่อตอบคำถามของทนายฝ่ายตรงข้ามที่ผมได้เกริ่นไว้ก่อนหน้านี้"

"สาเหตุที่จำเลยพกอาวุธติดตัวออกไปตอนสี่ทุ่ม สาเหตุก็มาจากคดีปริศนาเมื่อเจ็ดปีก่อนนั่นแหละครับ!"

"และนี่คือเอกสารฉบับที่สองที่ผมเจอระหว่างการสืบค้นเรื่องอาการป่วยทางจิตของเฉินตง"

"มันคือ... รายงานผลการตรวจ DNA ในคดีล่วงละเมิดเฉินชิงชิงเมื่อเจ็ดปีก่อนครับ!"

สิ้นคำพูดนั้น

บรรยากาศในศาลพลันเงียบสงัดลงทันที ทุกคนต่างแหงนหน้ามองเอกสารในมือของสวีเหลียงเป็นตาเดียว

โดยเฉพาะจูหง

"มะ... เป็นไปไม่ได้ ของแบบนั้นมันยังอยู่อีกได้ยังไง!?"

จูหงฝ่ายโจทก์อุทานออกมาด้วยความตกใจสุดขีดโดยไม่ทันตั้งตัว

จางเฉิง: ?

จางเฉิงแทบจะกระอักเลือดออกมาจริงๆ เขาหันไปมองจูหงด้วยสายตาเหมือนอยากจะเขมือบหัวหล่อนให้รู้แล้วรู้รอด

"หุบปาก อย่าพูดอะไรทั้งนั้น" เขาขู่กระซิบผ่านไรฟัน

แต่พอหันกลับมา เขาก็เห็นเจ้าอี้ชำเลืองมองมาทางพวกเขาพอดี จางเฉิงรู้สึกเสียวสันหลังวาบทันที

"ฝ่ายจำเลย เชิญพูดต่อ" เจ้าอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

"ครับ"

ทันทีที่ส่งหลักฐานให้เจ้าหน้าที่จดบันทึก แววตาของสวีเหลียงก็เปลี่ยนเป็นคมกริบ เขาจ้องหน้าจางเฉิงตรงๆ

"ทางเราเห็นว่า..."

"จำเลยเฉินตง ถูกผู้ตายเฉินเหว่ยทำร้ายเมื่อเจ็ดปีก่อน จนเกิดเป็นบาดแผลทางใจอย่างรุนแรง!"

"การพกมีดแหลมคมเป็นเพียงพฤติกรรมการป้องกันตัวเท่านั้น ร่องรอยการสึกหรอของมีดเล่มนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเขาพกมันติดตัวมาตลอดหลายปี"

"และเป็นเพราะผู้ตายเฉินเหว่ยพยายามจะเข้าไปทำร้ายจำเลยอีกครั้ง จึงไปกระตุ้นอาการป่วยให้กำเริบ จนนำไปสู่ความตาย"

มีดเล่มนี้ไม่ได้เพิ่งถูกหยิบมาใช้แค่คืนวันที่ 1 มิถุนายน

ความจริงก็คือ มีดเล่มนี้อยู่กับเฉินตงมาอย่างน้อยสี่ปีแล้ว เขาพกติดตัวไว้ตลอดนับตั้งแต่เฉินชิงชิงตาย!

และเหตุผลที่สวีเหลียงดึงเรื่องเฉินชิงชิงขึ้นมาก็เพื่อ...

"จากที่กล่าวมาข้างต้น ทางเราเห็นว่าคดีนี้ จำเลยเฉินตงไม่ได้มีเจตนาฆ่า แต่เป็นการ..."

สวีเหลียงตาเป็นประกายวูบ หงายการ์ดใบที่สามออกมาพร้อมตะโกนเสียงดังฟังชัด

"การป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมายครับ!!!"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 33 - เพื่อนร่วมทีมตัวถ่วงแผลงฤทธิ์!

คัดลอกลิงก์แล้ว