- หน้าแรก
- ทนายปีศาจ จากแดนประหารสู่ความจริง
- บทที่ 33 - เพื่อนร่วมทีมตัวถ่วงแผลงฤทธิ์!
บทที่ 33 - เพื่อนร่วมทีมตัวถ่วงแผลงฤทธิ์!
บทที่ 33 - เพื่อนร่วมทีมตัวถ่วงแผลงฤทธิ์!
บทที่ 33 - เพื่อนร่วมทีมตัวถ่วงแผลงฤทธิ์!
☆☆☆☆☆
เป็นโรคซึมเศร้าขั้นรุนแรง มีความผิดปกติทางพุทธิปัญญาอย่างหนัก มีสภาวะป่วยทางจิตหลังเผชิญเหตุการณ์รุนแรง (PTSD) มีอาการออทิสติกในระดับเริ่มต้น และภาวะบุคลิกภาพแตกแยก...
นี่มัน... นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย?
เมื่อได้ยินรายชื่อโรคที่ร่ายยาวออกมาเป็นชุด ทุกคนในศาลต่างพากันทำหน้ามึนตึ๊บ
มีเพียงจางเฉิงคนเดียวเท่านั้นที่ตอนนี้ยืนจ้องสวีเหลียงด้วยอาการตาค้าง
ล้อ... ล้อเล่นกันใช่ไหม?
ล้อเล่นกันรึไงเนี่ย!?
ไอ้เวรเอ๊ย แกจะรู้ตัวบ้างไหมว่าแกกำลังพูดเรื่องอะไรอยู่!
จางเฉิงตาแดงก่ำ เลือดขึ้นหน้าจนเส้นเลือดแทบปูด
แต่เขาก็ติดกฎระเบียบของศาลทำให้ไม่สามารถตะโกนแทรกขึ้นมาได้ ได้แต่กลั้นความหงุดหงิดไว้จนหน้าดำหน้าแดงแล้วจ้องสวีเหลียงตาเขม็ง
เหล่านักข่าวและคนอื่นๆ ต่างรู้สึกเหมือนกำลังฟังคัมภีร์จากสวรรค์ กว่าจะตั้งสติได้ว่าไอ้ที่ร่ายมาเมื่อกี้คือชื่อโรคทางจิตทั้งนั้น ก็พากันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
แม้แต่เฉินตงที่รอการตัดสินอยู่ ในดวงตาก็ยังฉายแววงุนงงไปวูบหนึ่ง
เขา... เขาป่วยหนักขนาดนั้นเลยเหรอ?
ผู้พิพากษาเจ้าอี้และเจ้าหน้าที่จดบันทึกก็อึ้งไปตามๆ กัน ดีที่ความเป็นมืออาชีพทำให้พวกเขาเรียกสติกลับมาได้
"ทนายฝ่ายจำเลย กรุณากล่าวต่อ" เจ้าอี้พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
สวีเหลียงพยักหน้า สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะพูดต่อ
"ในการพิจารณาคดีชั้นต้น จุดที่โต้แย้งกันคือเจตนาของผู้กระทำความผิด โดยมองว่าเป็นการเจตนาฆ่าและเจตนาทำร้ายร่างกาย!"
"แต่ถ้าดูจากรายงานการวินิจฉัยฉบับนี้ คำแถลงของทนายฝ่ายตรงข้ามในศาลชั้นต้นน่ะมันไร้สาระทั้งเพ!"
"ลูกความของผมมีสภาพจิตใจที่ไม่ปกติเนื่องจากคดีปริศนาเมื่อเจ็ดปีก่อน และในคืนวันที่ 1 มิถุนายน ผู้ตายอย่างเฉินเหว่ยดันเดินเข้ามาหาเขาเหมือนเหตุการณ์เมื่อเจ็ดปีที่แล้วไม่มีผิด..."
"ด้วยเหตุนี้ อาการทางจิตของลูกความผมจึงกำเริบขึ้น เขาเข้าใจผิดว่าตัวเองกลับไปอยู่ในเหตุการณ์เมื่อเจ็ดปีก่อน จนเกิดภาวะกระตุ้นทางจิตขึ้นมา..."
สวีเหลียงค่อยๆ อธิบายอย่างช้าๆ
"และสุดท้าย เหตุการณ์สลดนี้ก็เกิดขึ้น!"
จางเฉิงฟังจนสมองแทบระเบิด
เขามองคู่ต่อสู้ด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ ได้แต่ยืนอึ้งอยู่อย่างนั้น
ในจังหวะนั้นเอง สวีเหลียงก็พูดเสริมทัพขึ้นมาอีกประโยค
"รายงานฉบับนี้เป็นของจริงและมีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย ออกโดยโรงพยาบาลจิตเวชอี้ซานแห่งเมืองฮั่นไห่!"
พูดจบ สวีเหลียงก็ส่งเอกสารรายงานให้กับเจ้าหน้าที่
เจ้าหน้าที่จดบันทึกอ่านไปก็หางตาตุกไป เมื่อยืนยันว่าถูกต้องแล้วจึงส่งต่อให้ผู้พิพากษาเจ้าอี้
"นี่มัน..."
เจ้าอี้เริ่มลังเล เขาขมวดคิ้วมุ่นในใจกำลังประมวลผลว่าจะตัดสินคดีนี้ยังไงดี
ผ่านไปพักใหญ่ เขาจึงเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง
"ฝ่ายจำเลย มีอะไรจะเพิ่มเติมอีกไหม?"
"ไม่มีครับ" สวีเหลียงส่ายหน้าแล้วนั่งลงที่เดิม
เจ้าอี้พยักหน้า ก่อนจะหันไปทางจางเฉิงทนายฝ่ายโจทก์ ซึ่งตอนนี้หน้าแดงก่ำเพราะอั้นคำพูดไว้จนแทบขาดใจ
"ทนายฝ่ายโจทก์ เชิญพูดได้"
"ใส่ร้าย! นี่มันใส่ร้ายชัดๆ! แล้วไอ้นี่ก็ไม่ใช่หลักฐานด้วย!"
"ทนายฝ่ายตรงข้ามกำลังใส่ร้ายลูกความของผมแบบเต็มๆ เลยครับ!"
ทันทีที่ได้รับอนุญาตให้พูด จางเฉิงก็หลุดปากตะโกนออกมาด้วยความลนลานจนลืมแม้แต่คำขึ้นต้นที่เป็นทางการ
ถ้าเป็นทนายหางแถว ตอนนี้คงหัวหมุนจนทำอะไรไม่ถูก
ถ้าเป็นทนายระดับกลาง ก็อาจจะเริ่มหยุดคิดบ้าง
ถ้าเป็นทนายระดับแนวหน้า พวกเขาจะเลี่ยงข้อมูลพวกนี้แล้วไปเน้นย้ำจุดแข็งจากการตัดสินในศาลชั้นต้นแทน
แต่จางเฉิงไม่ใช่ทนายพวกนั้น
เขาคือทนายมือทองระดับเหรียญทอง และเขาสัมผัสได้ลางๆ ว่าสวีเหลียงกำลังจะหงายการ์ดใบที่สามออกมา!
"ก่อนอื่นเลย ตรรกะของฝ่ายตรงข้ามมันเปราะบางมาก"
"ไอ้คดีปริศนาเมื่อเจ็ดปีก่อนน่ะ นอกจากศพคนเดียวแล้ว ก็ไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยันได้เลยว่าลูกความของผมเป็นคนก่อเรื่อง!"
"และที่สำคัญ ยิ่งระบุไม่ได้เข้าไปใหญ่ว่าตอนที่ผู้ตายโดนฆ่า มันไปกระตุ้นอาการทางจิตของจำเลยตรงไหน!"
จางเฉิงลุกขึ้นยืน
เขากวาดสายตามองไปรอบๆ แม้เหงื่อจะท่วมหัวแต่ก็ยังอธิบายได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล
เขาต้องทำลายประเด็นเรื่องโรคจิตเวชนี้ให้ได้
ต้องตัดความสัมพันธ์เชื่อมโยงออกไปให้หมด!
ไม่อย่างนั้น ถ้าสวีเหลียงหงายการ์ดใบที่สามออกมา การพิจารณาคดีครั้งนี้เขาจะไม่มีโอกาสพลิกเกมได้เลย!
"สรุปได้ว่า"
"ทางเรามองว่าสิ่งที่ทนายฝ่ายตรงข้ามพูดมามันเป็นการแถสีข้างถลอก ตรรกะที่ใช้ก็เป็นการเอามาปะติดปะต่อกันเองแบบแถๆ"
"ข้อหาเจตนาฆ่าของจำเลยยังไงก็ล้างไม่ออก"
พูดไปจางเฉิงก็ตาเป็นประกายวูบหนึ่ง เขาหยิบเอกสารฉบับหนึ่งออกมาจากกระเป๋า
นี่คือหลักฐานชิ้นสำคัญจากศาลชั้นต้นที่ทำให้เฉินตงถูกตัดสินเจตนาฆ่า!
"จากหลักฐานที่ตำรวจส่งมา"
"ในคืนวันที่ 1 มิถุนายน จำเลยเฉินตงถือมีดปอกผลไม้อยู่บนถนนหงฝูแล้วลงมือฆ่าเฉินเหว่ย"
"ผมอยากจะถามทนายฝ่ายตรงข้ามหน่อย"
"ก่อนที่จะเจอหน้าเฉินเหว่ย หรือก็คือตอนที่อาการทางจิตยังไม่กำเริบ มีดเล่มนั้นมันก็อยู่บนตัวเฉินตงอยู่แล้ว แล้ว..."
"คุณจะอธิบายยังไง กับข้อเท็จจริงที่ว่าคนคนหนึ่งถือมีดแหลมคมออกไปข้างนอกตอนสี่ทุ่ม ไปยืนดักรอในเส้นทางกลับบ้านของอีกคน แล้วก็ฆ่าเขาตายจริงๆ!?"
นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้ผู้พิพากษาซุนหมิงในศาลชั้นต้นตัดสินประหารชีวิต
ใครมันจะบ้าถือมีดออกไปเดินเตร่ตามถนนตอนดึกๆ โดยไม่มีเหตุผล?
แถมยังบังเอิญไปยืนอยู่บนทางกลับบ้านของศัตรูที่แค้นกันมาอีก!?
"ทนายฝ่ายตรงข้ามจะอธิบายเรื่องนี้ยังไงครับ!?"
ดวงตาของจางเฉิงฉายแววเยือกเย็นและมั่นใจ ต่างกับจูหงที่นั่งอยู่ข้างหลังซึ่งโกรธจนแทบจะกินเลือดกินเนื้อ
แต่ใครจะไปคิด...
สวีเหลียงกลับหลุดยิ้มออกมาแล้วย้อนถามกลับไปว่า
"งั้นตามความหมายของทนายฝ่ายโจทก์ คุณจะบอกว่าลูกความของผมกับเฉินเหว่ยมีความขัดแย้งบาดหมางกันสินะครับ?"
จางเฉิงกำลังจะอ้าปากตอบแต่ก็ชะงักไปทันที
เขาจ้องสวีเหลียงนิ่งอยู่นานโดยพูดอะไรไม่ออก
ถ้าเขาตอบว่า 'ใช่' คดีปริศนาเมื่อเจ็ดปีก่อนก็จะกลายเป็นคดีที่มีมูลความจริงขึ้นมาทันที
แต่ถ้าตอบว่า 'ไม่ใช่' ในเมื่อทั้งคู่ไม่มีเรื่องขัดแย้งกัน แล้วในสภาวะที่จำเลยป่วยทางจิตแบบนี้จะมาหาว่าเขาเจตนาฆ่าหรือวางแผนฆ่าได้ยังไง!?
'ให้ตายสิ ไอ้ทนายคนนี้มันโผล่มาจากขุมนไหนวะเนี่ย...'
จางเฉิงด่าทอในใจไม่หยุด
ฝ่ายตรงข้ามแม่งกัดติดยิ่งกว่าพยาธิอีก!!!
หลังจากคิดทบทวนอยู่นาน เขาก็กัดฟันพูด
"เรื่องนั้นมีแค่เจ้าตัวเท่านั้นที่รู้!"
"ทนายฝ่ายตรงข้ามกรุณาตอบคำถามของผมก่อน!"
"ทำไมจำเลยถึงถือมีดออกไปข้างนอกตอนสี่ทุ่ม!?"
ผู้พิพากษาเจ้าอี้ตอนแรกตั้งใจจะเคาะค้อนเพื่อรักษาความสงบ
แต่พอคิดถึงเรื่องอายุ 17 ปีบวกกับอาการป่วยทางจิต เขาก็ได้แต่ถอนหายใจในใจ
'ช่างเถอะ ปล่อยให้เข้าสู่ช่วงโต้แย้งกันเต็มตัวเลยแล้วกัน'
เจ้าอี้เก็บค้อนลง ขมวดคิ้วแล้วตั้งใจสังเกตการปะทะฝีปากของทั้งคู่
ในจังหวะนั้น สวีเหลียงค่อยๆ ลุกขึ้นอย่างใจเย็น
เขาไม่ได้รีบร้อนตอบคำถามของจางเฉิง แต่กลับชูเอกสารฉบับที่สามขึ้นมาแทน
"เรียนท่านคณะผู้พิพากษา เพื่อตอบคำถามของทนายฝ่ายตรงข้ามที่ผมได้เกริ่นไว้ก่อนหน้านี้"
"สาเหตุที่จำเลยพกอาวุธติดตัวออกไปตอนสี่ทุ่ม สาเหตุก็มาจากคดีปริศนาเมื่อเจ็ดปีก่อนนั่นแหละครับ!"
"และนี่คือเอกสารฉบับที่สองที่ผมเจอระหว่างการสืบค้นเรื่องอาการป่วยทางจิตของเฉินตง"
"มันคือ... รายงานผลการตรวจ DNA ในคดีล่วงละเมิดเฉินชิงชิงเมื่อเจ็ดปีก่อนครับ!"
สิ้นคำพูดนั้น
บรรยากาศในศาลพลันเงียบสงัดลงทันที ทุกคนต่างแหงนหน้ามองเอกสารในมือของสวีเหลียงเป็นตาเดียว
โดยเฉพาะจูหง
"มะ... เป็นไปไม่ได้ ของแบบนั้นมันยังอยู่อีกได้ยังไง!?"
จูหงฝ่ายโจทก์อุทานออกมาด้วยความตกใจสุดขีดโดยไม่ทันตั้งตัว
จางเฉิง: ?
จางเฉิงแทบจะกระอักเลือดออกมาจริงๆ เขาหันไปมองจูหงด้วยสายตาเหมือนอยากจะเขมือบหัวหล่อนให้รู้แล้วรู้รอด
"หุบปาก อย่าพูดอะไรทั้งนั้น" เขาขู่กระซิบผ่านไรฟัน
แต่พอหันกลับมา เขาก็เห็นเจ้าอี้ชำเลืองมองมาทางพวกเขาพอดี จางเฉิงรู้สึกเสียวสันหลังวาบทันที
"ฝ่ายจำเลย เชิญพูดต่อ" เจ้าอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"ครับ"
ทันทีที่ส่งหลักฐานให้เจ้าหน้าที่จดบันทึก แววตาของสวีเหลียงก็เปลี่ยนเป็นคมกริบ เขาจ้องหน้าจางเฉิงตรงๆ
"ทางเราเห็นว่า..."
"จำเลยเฉินตง ถูกผู้ตายเฉินเหว่ยทำร้ายเมื่อเจ็ดปีก่อน จนเกิดเป็นบาดแผลทางใจอย่างรุนแรง!"
"การพกมีดแหลมคมเป็นเพียงพฤติกรรมการป้องกันตัวเท่านั้น ร่องรอยการสึกหรอของมีดเล่มนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเขาพกมันติดตัวมาตลอดหลายปี"
"และเป็นเพราะผู้ตายเฉินเหว่ยพยายามจะเข้าไปทำร้ายจำเลยอีกครั้ง จึงไปกระตุ้นอาการป่วยให้กำเริบ จนนำไปสู่ความตาย"
มีดเล่มนี้ไม่ได้เพิ่งถูกหยิบมาใช้แค่คืนวันที่ 1 มิถุนายน
ความจริงก็คือ มีดเล่มนี้อยู่กับเฉินตงมาอย่างน้อยสี่ปีแล้ว เขาพกติดตัวไว้ตลอดนับตั้งแต่เฉินชิงชิงตาย!
และเหตุผลที่สวีเหลียงดึงเรื่องเฉินชิงชิงขึ้นมาก็เพื่อ...
"จากที่กล่าวมาข้างต้น ทางเราเห็นว่าคดีนี้ จำเลยเฉินตงไม่ได้มีเจตนาฆ่า แต่เป็นการ..."
สวีเหลียงตาเป็นประกายวูบ หงายการ์ดใบที่สามออกมาพร้อมตะโกนเสียงดังฟังชัด
"การป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมายครับ!!!"
[จบแล้ว]