- หน้าแรก
- รักนี้ต้องทิ้งเมื่อเกิดใหม่เพื่อโด่งดังไปทั่วโลก
- บทที่ 1: การเกิดใหม่ในปี 2001
บทที่ 1: การเกิดใหม่ในปี 2001
บทที่ 1: การเกิดใหม่ในปี 2001
บทที่ 1: การเกิดใหม่ในปี 2001
“หลี่หยวนชิง คุณมันเดรัจฉานจริงๆ!”
“ใช่สิ ผมมันเดรัจฉาน! เป็นวัวเป็นควายให้คุณสับโขก! ผมทำงานหาเงินงกๆ เพื่อเลี้ยงดูครอบครัว เอาเงินเก็บส่วนใหญ่ให้คุณบริหาร บ้านกับรถที่คุณไม่ได้ออกเงินสักบาท ผมยังยอมใส่ชื่อคุณลงไป... แล้วผมผิดต่อคุณตรงไหน!”
“คุณทำผิดต่อฉันรึเปล่า ก็น่าจะรู้แก่ใจดีนี่? การที่คุณแอบไปตรวจดีเอ็นเอนี่ มันต่างอะไรกับการเป็นพวกเดรัจฉานไร้หัวใจ!”
“ผมไม่มีสิทธิ์รู้ความจริงเลยรึไง? หรือต้องให้ผมยอมโง่ ถูกผู้หญิงใจร้ายอย่างคุณหลอกต่อไป ถึงจะไม่ถูกเรียกว่าเดรัจฉาน!”
“ลูกเรียกคุณว่าพ่อมาตั้งกี่ปี ความผูกพันมันสำคัญกว่าสายเลือดไม่ได้เลยเหรอ? คุณยังจะไม่พอใจอะไรอีก?”
“คุณใช้เงินผม อาศัยอยู่ในบ้านผม แถมยังคลอดลูกที่ไม่ใช่ลูกผมอีก แล้วจะให้ผมพอใจกับอะไร!?”
“แล้วคุณล่ะไม่มีความรับผิดชอบบ้างเลยรึไง? คุณไม่เคยเติมเต็มความรู้สึกให้ฉันได้เลย ฉันก็แค่เผลอใจไปข้างนอกครั้งเดียว มันผิดตรงไหน?”
“ผมไปบังคับให้คุณแอบไปกินข้างนอกรึไง? ยังจะกล้าโยนความผิดมาให้ผมอีก หน้าไม่อายสิ้นดี!”
“คุณคิดว่าฉันอยากให้เป็นแบบนี้เหรอ? ฉันก็เป็นเหยื่อเหมือนกันนะ! ถ้าฉันรู้ว่าเด็กไม่ใช่ลูกคุณ ฉันจะปล่อยให้เขาเกิดมาทำไม!”
“นี่ยังไม่ยอมรับความผิดของตัวเองอีกเหรอ? นี่มันคือการนอกใจ! นอกใจ! คุณทรยศชีวิตคู่ของเรา!”
“อาจจะเป็นความผิดของโรงพยาบาลก็ได้ ผลตรวจดีเอ็นเอก็ปลอมกันได้! หรือบางทีนายอาจจะไปสังสรรค์ข้างนอกมากไป ดื่มเหล้าจนยีนกลายพันธุ์ไปแล้วมั้ง?”
…
“พรุ่งนี้ไปหย่ากันซะ แล้วเดือนหน้าก็ไปเอาใบหย่าที่อำเภอ เรื่องแบ่งสินสมรสก็รีบคุยให้จบ ผมให้แม่ไปรับลูกมาแล้ว ผมเลี้ยงเมียและลูกของคนอื่นต่อไปไม่ไหว”
“บ้านต้องเป็นของฉัน ส่วนรถฉันยกให้ได้! หลังหย่าคุณต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูลูกทุกเดือน อย่างน้อยหกพัน!”
“เกาเหยียน... ผมเสียใจจริงๆ ที่วันนั้นผมมันตาบอดไป ผมชอบคุณมาตั้งแต่มัธยมปลาย พอทำงานจนอายุสามสิบ ผู้ใหญ่ก็จับคู่ให้เรากลับมาเจอกันอีกครั้ง แล้วผมก็ดันไปรับเอาของเน่าๆ อย่างคุณเข้ามาในชีวิต แถมยังดีใจประคบประหงมคุณอย่างกับสมบัติล้ำค่า แต่ตอนนี้คุณกลับมาสวมเขาให้ผม แถมยังหน้าด้านจะให้ผมเลี้ยงลูกชู้ที่คุณไปไข่ทิ้งไว้กับไอ้หน้าไหนก็ไม่รู้ แล้วยังจะมาฮุบบ้านที่เป็นเงินเก็บครึ่งชีวิตของผมไปอีก... คุณนั่นแหละที่มันเดรัจฉานของจริง!”
“พูดไปก็ไม่มีประโยชน์ ลูกเรียกคุณว่าพ่อมาหลายปี คุณก็ต้องจ่าย! ฉันเป็นลูกสะใภ้บ้านหลี่มาหลายปี ความสามารถในการทำงานก็ถดถอย เงินเดือนอย่างมากก็แค่สามพัน มันไม่พอเลี้ยงลูกหรอก คุณต้องรับผิดชอบชีวิตฉันให้มากที่สุด นี่คือสิ่งที่ตระกูลหลี่ติดค้างฉัน!”
“เกาเหยียน พูดออกมาจากใจจริงของคุณสิ! หลายปีที่แต่งเข้าบ้านผมมา คุณเคยลำบากบ้างไหม? คุณบอกไม่อยากอยู่กับพ่อแม่ผม ผมก็ทุ่มเงินเก็บทั้งหมดซื้อบ้านในเมืองเป่ยผิงที่แพงหูฉี่นี่ พ่อแม่ผมเป็นปัญญาชนทั้งคู่ ท่านไม่เคยเอาความคิดโบราณมาตีกรอบคุณ ไม่เคยใช้อำนาจพ่อผัวแม่ผัวกดขี่คุณเลยด้วยซ้ำ ท่านพูดกับคุณดีๆ ตลอด กลัวคุณจะน้อยใจแล้วกระทบกระเทือนความสัมพันธ์ในครอบครัว หลายปีมานี้ พ่อแม่ผมทุ่มเงินให้คุณกับไอ้เด็กนั่นไปเท่าไหร่... คุณเองก็รู้แก่ใจดี! เจอครอบครัวแบบนี้แล้วคุณยังกล้าพูดว่าเราติดค้างคุณอีกเหรอ... จิตสำนึกคุณไม่มีบ้างเลยรึไง!”
เมื่อหลี่หยวนชิงนึกถึงเรื่องราวทั้งหมดที่ผ่านมา ภาพแผ่นหลังของพ่อแม่ที่นับวันยิ่งงองุ้ม ความเจ็บช้ำที่ตัวเขาและครอบครัวต้องเผชิญ... เลือดในกายพลันเดือดพล่านจนอยากจะลุกขึ้นมาอาละวาด!
สีหน้าของหลี่หยวนชิงบิดเบี้ยวขึ้นเรื่อยๆ เขาเริ่มหยิบข้าวของในบ้านมาทุบทำลาย
เกาเหยียนก็ไร้ซึ่งยางอาย ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เธอก็เลยปล่อยตัวเต็มที่ ไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว แถมยังเริ่มสาดคำด่าทอสาปแช่งใส่หลี่หยวนชิงไม่หยุดปาก
“มันเป็นลูกของไอ้หยางจวินใช่ไหม... ไอ้สัตว์นรกนั่น!”
หลี่หยวนชิงกระชากคอเสื้อของเกาเหยียนแล้วตะคอกถามเสียงดัง
ใบหน้าของเกาเหยียนแดงก่ำ แต่แววตาของเธอกลับเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว
“ใช่! เป็นลูกของหยางจวิน! เขาเหนือกว่านายทุกอย่าง! ตอนนั้นนายอาจจะสูงกว่าหล่อกว่า แต่ดูสภาพตัวเองตอนนี้สิ ไอ้ลุงลงพุงหน้ามันเยิ้ม! ทุกวันที่กลับบ้านมาเห็นหน้านาย ฉันแทบจะอ้วก! นายไม่ได้ดูดีเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ต้องย้ายไปทำงานเบื้องหลัง วิ่งวุ่นตามกองถ่าย เข้าไปทีก็หลายเดือนไม่กลับบ้าน ชีวิตแต่งงานของฉันก็ไม่ต่างอะไรกับการเป็นแม่ม่าย แก้ไขความว่างเปล่าและความเหงาของตัวเองไม่ได้... ทำไมฉันจะออกไปหาความตื่นเต้นข้างนอกบ้างไม่ได้!?”
หลี่หยวนชิงหมดสิ้นความอดทน เขาคว้าแจกันในห้องนั่งเล่นขึ้นมาเตรียมจะฟาดลงบนหัวของเธอ!
ทว่า... ในวินาทีที่แจกันกำลังจะกระทบหัวของเกาเหยียน
แววตาของเธอฉายแววตื่นตระหนกสุดขีด เธอหลับตาปี๋ยกมือขึ้นกุมหัวและเบี่ยงตัวหลบ
หลี่หยวนชิงก็หยุดแรงแขนของเขาได้ทันเวลาพอดี
สุดท้าย... เขาก็ปอดแหกขึ้นมา
ในสังคมที่ปกครองด้วยกฎหมาย หากเขาฟาดแจกันนั่นลงไป ต่อให้เขาเป็นฝ่ายถูก เขาก็จะกลายเป็นคนผิดทันที
แสงสว่างในดวงตาของหลี่หยวนชิงค่อยๆ เลือนหายไป แจกันร่วงหล่นจากมืออย่างไม่รู้ตัว แตกกระจายเป็นเศษเล็กเศษน้อย... ไม่ต่างอะไรกับชีวิตคู่ของพวกเขาที่แหลกสลายจนไม่อาจประสาน
เขาเดินออกจากบ้าน ลงบันได และแทรกตัวหายไปในฝูงชน
หลี่หยวนชิงรู้สึกเพียงว่าบ้านอันแสนอบอุ่นที่เขาเคยใช้เวลาค่อนชีวิตซื้อมา บัดนี้มันช่างอึดอัด เย็นชา และน่าหายใจไม่ออก
เขาหนีออกจากบ้านหลังนี้... สถานที่ที่เปรียบดั่งกรงขัง
ไร้จุดหมาย... เหม่อลอย
ตอนแรกหลี่หยวนชิงคิดจะโทรหาเพื่อนซี้ชวนไปดื่มเพื่อระบายความอัดอั้น
แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าช่วงนี้ชีวิตของเพื่อนก็ดูจะย่ำแย่เหมือนกัน
พอคนเราก้าวเข้าสู่วัยกลางคน ชีวิตมันก็ดูเหมือนจะขมวดจนเป็นปมยุ่งเหยิง ซับซ้อน วุ่นวาย ไม่มีอะไรได้ดั่งใจสักอย่าง
ความโศกเศร้ามันถาโถมเข้ามาจากข้างใน
เขากลายเป็นวิญญาณเร่ร่อน เมืองนี้ช่างใหญ่โต ผู้คนก็มากมาย แต่กลับไม่มีใครสักคนที่ ‘มองเห็น’ เขา
แสงสียามค่ำคืนของเมืองนี้ช่างเจริญรุ่งเรือง แต่ใจคนกลับเย็นเยียบราวน้ำตื้น
บางที... แม้แต่สวรรค์ก็คงทนดูต่อไปไม่ไหว
ในตอนที่หลี่หยวนชิงกำลังเดินผ่านหัวมุมถนนแห่งหนึ่ง
รถบรรทุกดินคันหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมาราวกับภูตผี
มันมาเร็ว... และไปเร็ว
เขาตายเร็ว... และฟื้นเร็ว
ภาพตรงหน้าพลันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
จากกลางคืนกลายเป็นพลบค่ำ
จากพื้นราบกลายเป็นเนินลาดชัน
หลี่หยวนชิงกำลังคร่อมอยู่บนจักรยานเก่าๆ มือของเขากำเบรกไว้แน่น หากไม่กำเบรกไว้ เขาคงจะไถลลงไปสุดทางลาดชันเบื้องล่าง
หลี่หยวนชิงรู้สึกถึงแรงเฉื่อยที่ควบคุมไม่ได้จากร่างกายและกำเบรกตามสัญชาตญาณ
เขาหยุดรถกลางเนิน ค่อยๆ รื้อฟื้นความทรงจำและขบคิดถึงสถานการณ์ปัจจุบัน
เขาลองควานหาโทรศัพท์มือถือ แต่ก็ไม่พบ
ครึ่งนาทีต่อมา หลี่หยวนชิงก็เข้าใจทุกอย่าง
เขาได้ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่แล้ว
วันนี้ควรจะเป็นวันที่ 13 กรกฎาคม ปี 2001
เป็นช่วงที่มัธยมปลายปีที่สองสิ้นสุดลง และวันหยุดฤดูร้อนเพิ่งจะเริ่มต้น
เนินลาดชันตรงหน้านี้ คือเส้นทางในสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง
หลี่หยวนชิงในวัยสิบเจ็ดปีชอบขี่จักรยานมาที่สวนสาธารณะใกล้บ้านหลังอาหารเย็น
ต้นไม้เขียวชอุ่มสองข้างทางบดบังสายตาจากผู้คนที่อยู่ตีนเนิน
ความจริงแล้ว... ที่นั่นมีกลุ่มวัยรุ่นชายหญิงกลุ่มหนึ่งอยู่
หนึ่งในนั้นคือเกาเหยียน และในกลุ่มเด็กหนุ่มก็มีหยางจวิน เด็กต่างโรงเรียนอยู่ด้วย ทั้งสองกำลังนัวเนียกันอย่างสนิทสนมโดยไม่เกรงใจสายตาใคร
มันคือภาพของวัยหนุ่มสาวที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา ความห่าม และความสัมพันธ์ที่คลุมเครือ
ตามท้องเรื่องเดิม ฉากรักสามเส้าสุดน้ำเน่ากำลังจะเริ่มต้นขึ้น เมื่อหลี่หยวนชิงไถลจักรยานลงไปถึงตีนเนินแล้วเห็นภาพบาดตานั่น จนนำไปสู่การทะเลาะวิวาทของเด็กหนุ่มสองคนที่แย่งชิงเด็กสาวคนเดียวกัน
แต่ในตอนนี้... หลี่หยวนชิงตื่นเต็มตาแล้ว
เกาเหยียนมองเขาเป็นแค่ตัวสำรอง เลี้ยงไข้เขาเอาไว้หลายปี สุดท้ายก็ปล่อยให้คนซื่อบื้ออย่างเขามารับผิดชอบ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังไม่พอใจ แอบไปมีสัมพันธ์สวาทกับชู้รักเก่าอีก
หลี่หยวนชิงไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขาหันหัวจักรยานกลับ ปั่นขึ้นเนิน แล้วหันหลังให้กับขุมนรกนั่นโดยไม่แม้แต่จะเหลียวมอง
เมืองเป่ยผิงในช่วงรอยต่อแห่งศตวรรษช่างแตกต่างจากภาพที่เขาคุ้นเคยในยุคหลังอย่างสิ้นเชิง การได้ทอดสายตามองภาพถนนที่ทั้งคุ้นเคยแต่ก็แปลกตานี้ ช่างเป็นประสบการณ์ที่น่าอัศจรรย์ใจอย่างแท้จริง
หลังจากเดินเตร็ดเตร่อยู่หลายชั่วโมง หลี่หยวนชิงก็ค่อยๆ สลัดตัวเองให้หลุดพ้นจากห้วงทะเลแห่งความทรงจำได้สำเร็จ โดยเฉพาะภาพความทรงจำก่อนจะได้ย้อนเวลากลับมา ซึ่งมันทรมานราวกับตกนรกทั้งเป็น เขารู้ดีว่าตัวเองต้องมองไปข้างหน้า... สวรรค์มอบโอกาสให้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง และเขาต้องรักษามันไว้ให้ดีที่สุด
การจะกอบกู้ชีวิตของตนเองนั้น... ต้องอาศัยทั้งสติปัญญาอันยิ่งใหญ่และความมุมานะอย่างแรงกล้า!
ทันใดนั้น! พลุนับไม่ถ้วนก็ระเบิดสว่างวาบขึ้นเต็มท้องฟ้ายามค่ำคืนของเมืองเป่ยผิง ผู้คนมากมายหลั่งไหลออกมาเต็มท้องถนน ใบหน้าของทุกคนเปี่ยมล้นไปด้วยความสุข และเมืองเป่ยผิงทั้งเมืองก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นทะเลแห่งความปิติยินดี
หลี่หยวนชิงถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า... คืนนี้คือคืนที่เมืองเป่ยผิงประสบความสำเร็จในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก!
กระแสคลื่นแห่งยุคสมัยกำลังซัดสาดเข้ามา แล้วเขาจะมัวจมปลักอยู่กับ ‘อดีต’ ที่จางหายไปกับสายลมได้อย่างไร?
ค่ำคืนนี้ ประเทศจีนจะก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่!
และหลังจากคืนนี้เป็นต้นไป... หลี่หยวนชิงก็จะก้าวเข้าสู่ชีวิตใหม่ของเขาเช่นกัน