- หน้าแรก
- ตึกเช่าร้างท้ายซอย ผมเก็บเซียนกระบี่สาวสวยมาเลี้ยง
- ตอนที่ 7: บันทึกของแม่สาวนักกินกับถ่านไฟเก่าที่มอดไหม้
ตอนที่ 7: บันทึกของแม่สาวนักกินกับถ่านไฟเก่าที่มอดไหม้
ตอนที่ 7: บันทึกของแม่สาวนักกินกับถ่านไฟเก่าที่มอดไหม้
ตอนที่ 7: บันทึกของแม่สาวนักกินกับถ่านไฟเก่าที่มอดไหม้
“ก็ประมาณนั้นแหละ แค่เลี้ยงข้าวเที่ยงสักมื้อไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ช่วยฉันง้อลั่วซีให้หายงอนหน่อยก็พอ”
เย่ชวนเดินคุยสัพเพเหระไปกับ อันซือหยู เพื่อนสาวมาดนิ่ง เขาเล่าเรื่องการปล่อยเช่าบ้านให้ฟังคร่าวๆ ว่าได้ผู้เช่ากระเป๋าหนักมาคนหนึ่ง แต่แน่นอนว่าเรื่องระบบสุดโกงนั่นเขาปิดปากเงียบกริบ
“สรุปว่านายโดนทิ้งมาจริงๆ เหรอ?” อันซือหยูเดินเซไปเซมาอยู่ข้างๆ เหมือนคนไม่มีกระดูก เอ่ยถามขึ้นมาดื้อๆ เพราะเมื่อกี้ดันไปได้ยินบทสนทนาระหว่างเขากับลั่วซีเข้าพอดี
“ก็เออดิ จะให้ตอบว่าไงล่ะ” เย่ชวนตอบเสียงเนือย
“ก็นะ ผู้ชายที่ไม่มีดีอะไรเลยนอกจากหน้าตา โดนทิ้งก็ไม่แปลก” อันซือหยูพยักหน้าหงึกๆ เห็นด้วยกับความคิดตัวเอง ในสายตาของเธอ เย่ชวนมีดีแค่หล่อกับทำอาหารอร่อย นอกนั้นก็... ติดลบ
เย่ชวนมุมปากกระตุกยิกๆ “ไอ้เรามันก็หล่อเลือกได้แถมยังโสดซิง ถ้าหาใครไม่ได้จริงๆ จะยอมลดตัวไปคบกับเธอก็ได้นะ ขอแค่เลี้ยงข้าวฉันทุกวันก็พอ”
“โทษที พอดีฉันมีผัวแล้ว” อันซือหยูล้วงกระเป๋าตอบหน้าตาย
“ใครวะ?” เย่ชวนเลิกคิ้วสูง ยัยผู้หญิงนิสัยเสียแบบนี้มีแฟนกับเขาด้วยเรอะ?
“ที่หนึ่งของระดับชั้นไง”
เย่ชวนนึกหน้าไอ้หมอนั่นออกทันที แต่ก็ยิ่งงงหนักกว่าเดิม “เฮ้ย? หมอนั่นมันมีแฟนแล้วไม่ใช่เหรอ? รู้สึกจะเป็นคุณหนูไฮโซตระกูลใหญ่ด้วยนี่?”
“ก็ฉันเป็นเมียน้อย”
“หา?”
บางทีเย่ชวนก็เข้าไม่ถึงสมองของยัยอันซือหยูจริงๆ ไม่รู้ว่าพูดจริงหรือปั่นประสาท แต่มันก็กวนตีนได้โล่เสมอต้นเสมอปลายตั้งแต่สมัยมัธยมแล้ว
ทั้งสองเดินคุยกันจนมาถึงห้องเรียน เย่ชวนกวาดสายตาไปเห็นลั่วซีนั่งจัดหนังสืออยู่ที่โต๊ะ ทันทีที่สบตากัน แม่สาวหางม้าก็แลบลิ้นปลิ้นตาใส่เขาหนึ่งที แล้วสะบัดหน้าหนีไปทางอื่นอย่างรวดเร็ว
ชัดเจน งอนตุ๊บป่องแหงๆ
เนื่องจากยังเช้าอยู่ คนในห้องเลยยังบางตา เย่ชวนเดินไปนั่งที่โต๊ะประจำ หยิบมือถือขึ้นมากดเข้าแอปฯ เจ้าของหอพักต่างมิติ แล้วจิ้มเข้าไปดูสถานะห้องของไป๋เฉียนซวง
ในหน้าจอสามมิติ ปรากฏโมเดลจำลองห้องพักขนาดจิ๋ว ตัวละครไป๋เฉียนซวงเวอร์ชันหัวโตตัวเล็กกำลังนั่งขัดสมาธิบำเพ็ญเพียรอยู่บนเตียง ดวงตากลมโตกระพริบปริบๆ ดูน่ารักน่าชังจนอยากจะเอานิ้วไปจิ้มแก้มเล่น
ที่มุมจอมีหน้าต่าง บันทึกประจำวัน เด้งขึ้นมาฟ้องพฤติกรรมของผู้เช่า
【08:00 น. - ไป๋เฉียนซวงนั่งสมาธิได้สักพัก แล้วก็เริ่มหิว】
【08:10 น. - ไป๋เฉียนซวงนั่งสมาธิต่อ แต่ท้องร้องดังกว่าเดิม】
【08:15 น. - ไป๋เฉียนซวงพยายามข่มกิเลส ตั้งจิตให้มั่นคง】
【08:20 น. - ไป๋เฉียนซวงเริ่มเข้าสู่สภาวะ 'ปล่อยวาง' แต่ตากระตุกมองอาหาร】
【08:30 น. - ไป๋เฉียนซวงทนไม่ไหว ฟาดเรียบ! อาหารเช้าบนโต๊ะเกลี้ยงจาน】
...
【09:00 น. - ไป๋เฉียนซวงยังหิวอยู่...】
...
เย่ชวน: “......”
นี่ตกลงเลี้ยงเซียนหรือเลี้ยงหมูวะเนี่ย? หิวก็กินสิแม่คุณ จะมานั่งทนหิวทำซากอะไร แต่ก็นะ ปริมาณที่กินเข้าไปนั่นมันไม่ใช่น้อยๆ เลย สงสัยเพราะไม่มีพลังปราณให้ดูดซับ ร่างกายเลยต้องเผาผลาญพลังงานจากอาหารแทนสินะ
【ท่านได้รับไอเทมที่เกี่ยวข้องกับ 'ไป๋เฉียนซวง' ต้องการนำออกมาหรือไม่?】
เสียงแจ้งเตือนสวรรค์โปรดดังขึ้นอีกครั้ง!
เย่ชวนตาโตด้วยความคาดหวัง วันนี้ก็ได้ของดีอีกแล้วเหรอ? แต่เอ๊ะ... ถ้าไม่กดเอาออกมาล่ะ มันจะไปอยู่ที่ไหน?
เขาลองกดปุ่มปฏิเสธดู ปรากฏว่าไอคอนรูปกระเป๋าเป้บนหน้าจอกระพริบวิบวับ พอกดเข้าไปก็เจอเม็ดยาสีทองอร่ามส่องแสงวิ้งๆ อยู่ในช่องเก็บของ
ดวงตาของเย่ชวนเป็นประกาย หรือนี่จะเป็น... ยารักษาโรคมะเร็ง?!
เขารีบจิ้มดูรายละเอียดทันที
【ชื่อไอเทม: ยาพยัคฆ์
ระดับ: โอสถระดับสามัญ
สรรพคุณ: เมื่อรับประทานจะช่วยเพิ่มพละกำลังทางกายภาพอย่างถาวร หากทานซ้ำประสิทธิภาพจะลดลงเรื่อยๆ】
【หมายเหตุ: หากเพิ่มค่าความประทับใจของไป๋เฉียนซวง จะมีโอกาสได้รับไอเทมระดับสูงกว่านี้】
พอเห็นว่าไม่ใช่ยารักษาโรค เย่ชวนก็แอบผิดหวังเล็กน้อย แต่พอมองเห็นคำว่า "เพิ่มพละกำลังถาวร" เขาก็ใจชื้นขึ้นมา อย่างน้อยก็ดีกว่าไอ้ผ้าคาดเอว... เอ้ย ผ้าพันอกเมื่อวานตั้งเยอะ
เย่ชวนกด [นำออก] ทันที เม็ดยาสีทองขนาดเท่าลูกอมปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ พร้อมกลิ่นสมุนไพรจางๆ
เขาไม่รอช้า โยนเข้าปากเคี้ยวตุ้ย...
“อุ๊บ...!”
รสชาติระยำตำบอนเหมือนเอาขยะเปียกที่หมักไว้เจ็ดวันมายัดใส่ปาก! กลิ่นเหม็นเน่าตีขึ้นจมูกจนแทบจะพุ่งออกมา แต่เพียงชั่วอึดใจ ความเหม็นก็แปรเปลี่ยนเป็นความร้อนรุ่มที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง พลังงานบางอย่างวิ่งพล่านไปตามเส้นเลือด
“กร็อบ... แกร็บ...”
เย่ชวนบิดขี้เกียจ กระดูกลั่นดังกรอบแกรบ เขารู้สึกว่าร่างกายเบาหวิวแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง ไม่รู้ว่าไอ้คำว่าเพิ่มพลังนี่มันเพิ่มขนาดไหน
เขาหันไปสะกิดอันซือหยู “นี่ๆ ยัยปลา ลองให้ฉันอุ้มหน่อยดิ”
“ไม่ ไสหัวไป” อันซือหยูตอบโดยไม่มองหน้า
เย่ชวนเลยเปลี่ยนเป้าหมายไปที่ลั่วซี “คนสวยจ๋า ขออุ้มหน่อยได้ป่ะ?”
“เชอะ!” ลั่วซีสะบัดหน้าหนี ยังงอนไม่หาย
ในเมื่อสาวๆ ไม่ให้ความร่วมมือ เย่ชวนเลยหันไปมองโต๊ะเรียนตรงหน้า ข้างในลิ้นชักยัดหนังสือเรียนหนาเตอะไว้เพียบ ปกติต้องใช้สองมือยกถึงจะขึ้น
เขาลองใช้มือเดียวจับขอบโต๊ะ แล้วออกแรงยกเบาๆ...
วูบ!
โต๊ะทั้งตัวลอยหวือขึ้นมาอย่างง่ายดายราวกับทำจากโฟม! เบาหวิวจนน่าตกใจ
“เอาจริงดิ?!” เย่ชวนตาค้าง พลังช้างสารนี่มันของจริง!
“เป็นบ้าอะไรของนาย? เดี๋ยวตกใจเดี๋ยวดีใจ” อันซือหยูมองด้วยสายตาแปลกๆ
“ฉันไม่กินเนื้อวัว” เย่ชวนตอบหน้าตาย
อันซือหยู: “?”
สมองกลับไปแล้วสินะ?
หลังจากเย่ชวนวางโต๊ะลงได้ไม่นาน ประตูห้องเรียนก็ถูกเปิดออก กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาอย่างกับแก๊งมาเฟีย นำทีมโดยหญิงสาวผมลอนดัดเป็นลอนใหญ่ ทาปากแดงแจ๋ ข้างหลังมีผู้ชายเดินตามต้อยๆ อีกสามสี่คน
สายตาของนางพุ่งตรงมาที่เย่ชวนที่นั่งริมหน้าต่างทันที
“......” คิ้วที่เขียนมาอย่างดีขมวดเข้าหากัน นางเดินตรงดิ่งเข้ามาหาเขาด้วยท่าทางหาเรื่อง
“เฮ้ยๆ นั่นมัน จ้าวหรูเยียน แฟนเก่าเย่ชวนนี่? ได้ข่าวว่าเพิ่งเลิกกัน แล้วไปคบกับ หวงฮ่าวเทียน เด็กเทควันโดไม่ใช่เหรอ?”
“มากันเป็นโขยงแบบนี้ มีดราม่าชัวร์ เตรียมปูเสื่อรอเลยพวกเรา!”
เสียงซุบซิบดังเซ็งแซ่ไปทั่วห้อง จ้าวหรูเยียนเดินมาหยุดที่โต๊ะของเย่ชวนด้วยสีหน้าบถมึงตึง
ส่วนเย่ชวน... นั่งเอามือเท้าคาง มองเหม่อออกไปนอกหน้าต่าง ทำมุมสี่สิบห้าองศาด้วยท่าทางพระเอกมิวสิควิดีโอผู้เจ็บปวด
ปัง!
จ้าวหรูเยียนเตะโต๊ะเขาเต็มแรง “เย่ชวน! นั่งเก๊กหล่ออยู่ได้ เห็นฉันแล้วไม่มีอะไรจะพูดหน่อยเหรอ?!”
เย่ชวนค่อยๆ หันกลับมา ทำท่าเหมือนคีบสายลมจากหน้าต่างมาไว้ในมือ
“วาสนาของเราสิ้นสุดลงแล้ว... แม่นางโยมหญิง ไยต้องตามมาจองเวรจองกรรมกันอีก? ปล่อยให้ความรักของเราปลิวไปกับสายลมเถิด...”
ทั้งห้องเงียบกริบ
“จองเวรบ้านป้าแกสิ! ฉันเป็นคนทิ้งแกนะยะ!” จ้าวหรูเยียนปรี๊ดแตกจนหน้าดำหน้าแดง ไอ้นี่มันจะเล่นลิเกกลบเกลื่อนความจนหรือไง! “เอาของที่ฉันเคยให้แกคืนมาให้หมดเดี๋ยวนี้!”
“หมายถึงความรักน่ะเหรอ?”
“หมายถึงเงินย่ะ! ไอ้แมงดา! แกหลอกแดกข้าวฟรีฉันมาทั้งเดือน!” จ้าวหรูเยียนชี้หน้าด่ากราด “ไหนคุยโวว่าที่บ้านมีตึกให้เช่าไง! ที่แท้ก็แค่บ้านรูหนูในสลัม ไอ้สิบแปดมงกุฎ! คืนเงินค่าข้าวมาสิบเท่าเดี๋ยวนี้!”
เย่ชวนทำหน้าลำบากใจ “ค่าข้าวเดือนนึงเหรอ... สงสัยจะอยู่ในบ่อเกรอะหมดแล้วมั้ง เดี๋ยวฉันส่งโลเคชั่นส้วมให้ไปงมเอาไหม?”
จ้าวหรูเยียนกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเนื้อ ตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ
ทันใดนั้น ร่างเล็กๆ ของลั่วซีก็พุ่งเข้ามาขวางหน้าเย่ชวนไว้เหมือนแม่ไก่ปกป้องลูกเจี๊ยบ
“จ้าวหรูเยียน! เธออย่ามาใส่ร้ายคนอื่นนะ! ตอนแรกเธอก็เข้าหาเย่ชวนเพราะหวังผลประโยชน์เหมือนกันไม่ใช่เหรอ?!”
“เย่ชวนยอมเป็นเบ๊ให้เธอสารพัด ทั้งทำการบ้าน ทั้งทำรายงาน เธอใช้งานเขาคุ้มยิ่งกว่าทาสอีก!”
“เธอนั่นแหละที่ผิด! นอกใจไปมีคนอื่นยังจะมาหน้าด้านทวงบุญคุณ!” ลั่วซีตะโกนสวนกลับอย่างไม่ยอมแพ้
“หุบปากนะนังเตี้ย! เรื่องของผัวเมียคนนอกอย่ามายุ่ง! ไสหัวไป!”