- หน้าแรก
- ข้ามีสมุดบันทึกกรรม ปั้นผลเต๋าสู่ความเป็นเทพ
- บทที่ 44 - นักปราชญ์ฉวนเจิน
บทที่ 44 - นักปราชญ์ฉวนเจิน
บทที่ 44 - นักปราชญ์ฉวนเจิน
บทที่ 44 - นักปราชญ์ฉวนเจิน
หนึ่งชั่วโมงต่อมา หุบเขาสนองคืนกลับสู่ความสงบอย่างสมบูรณ์ เสียงของผู้อาวุโสเทียนเผิงดังก้องไปทั่วทุกห้องหิน
“นับแต่วันนี้ ข้าจะปิดด่านบำเพ็ญเพียร หากไม่มีเหตุจำเป็น ห้ามรบกวน”
เหล่าผู้ถูกทำโทษในหุบเขาได้ยินดังนั้นต่างก็มีปฏิกิริยาแตกต่างกันไป บางคนตกตะลึง ไม่คิดว่าผู้อาวุโสจะปิดด่าน บางคนโกรธและตกใจ เชื่อมโยงเรื่องนี้เข้ากับเจียงหลีทันที
ส่วนฉีฉางเซิง รีบบังคับตุ๊กตากระดาษบินไปที่ห้องหินของเจียงหลีทันที
“ศิษย์น้อง เจ้าได้ยินไหม... เฮ้ย ศิษย์น้อง สภาพเจ้า...”
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือใบหน้าซีดเผือด เบ้าตาลึกโหล ดูหมดเรี่ยวหมดแรง เหมือนคนใกล้ตายเต็มที
คนไม่ซื่ออย่างฉีฉางเซิงคิดลึกไปในทางนั้นทันที แล้วก็เริ่มพูดจาติดอ่าง “จะ... เจ้า... กะ... กับ... ศิษย์พี่หญิงกงซุน...”
เหมือนนึกคำไม่ออก หรือไม่กล้าพูด ฉีฉางเซิงทำมือทำไม้เป็นท่าทางที่ไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่
“หลัวอี๋จะฆ่าข้า ข้าเลยฆ่ามันกลับ นี่คือแผลจากการต่อสู้”
เจียงหลีโยนความผิดให้หลัวอี๋หน้าตาเฉย
เมื่อสิบห้านาทีก่อน ศิษย์ฝ่ายคุมกฎนั่งเรือมาเก็บศพหลัวอี๋ไป แต่ไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเจียงหลี แค่บอกให้กลับไปสำนึกผิดต่อ
เจียงหลีเดาว่าเรื่องสำคัญแบบนี้ ศิษย์พี่หญิงกงซุนที่รักน่าจะเป็นคนมาบอกเอง เลยไม่ได้ถามอะไรมาก แล้วกลับมาที่ห้อง
แต่ศิษย์พี่หญิงไม่ยักมา ดันได้ศิษย์พี่จอมป่วนอย่างฉีฉางเซิงมาแทน
“จริงเหรอ?” ฉีฉางเซิงทำหน้าไม่เชื่อ
“แล้วเจ้าคิดว่าข้าเป็นพวกเกิดอารมณ์กับกระดาษหรือไง?” เจียงหลีตอบเรียบๆ
เขาไม่ใช่พวกเกิดอารมณ์กับกระดาษแน่ๆ อย่างมากก็แค่เกิดอารมณ์ ‘พร้อมกับ’ กระดาษเท่านั้นแหละ
ฉีฉางเซิงคิดดูแล้วก็เห็นด้วย คนระดับนักเขียนนิยายอีโรติกมืออาชีพ คงไม่ตกต่ำถึงขนาดนั้น เว้นแต่เจียงหลีจะเป็นพวกวิตถาร
พอหายตกใจ ฉีฉางเซิงก็บังคับตุ๊กตากระดาษบินไปลงบนโต๊ะหิน ถอนหายใจเฮือก “ผู้อาวุโสเทียนเผิงปิดด่านแล้ว ไม่รู้จะออกมาเมื่อไหร่ เสียดายชะมัด ข้ากะว่าจะให้เจ้าเขียนนิยายอีกสักสองสามเรื่อง ไปแลกของดีๆ มาอีก”
“ได้ของแค่นี้ก็พอแล้ว ศิษย์พี่ไปหาวิธีเลื่อนระดับเป็นนักหลอมอาวุธเถอะ” เจียงหลีพูดอย่างอ่อนแรง
ตอนพูด สายตาเขาเดี๋ยวก็ล่องลอย เดี๋ยวก็กลับมาโฟกัส เหมือนจิตไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
เจียงหลีกำลังพยายามเข้าสู่ โหมดนักปราชญ์ อีกครั้ง
ความสามารถตรึงเหตุและผลช่วยให้เจียงหลีพัฒนาได้รอบด้าน แต่เขาไม่เคยคิดจะฝึกฝนโหมดนักปราชญ์มาก่อน จนกระทั่งได้สัมผัสด้วยตัวเอง ถึงรู้ว่ามันดียังไง เลยต้องรีบฝึกให้คุ้นชินตอนที่ความรู้สึกยังสดใหม่ จะได้สลับโหมดได้ดั่งใจ
ต้องฝึกสลับโหมดให้คล่องก่อนเจอหน้ากงซุนชิงเยว่ครั้งหน้า เจียงหลีไม่อยากโดนสูบวิญญาณแบบนั้นอีกแล้ว
“ช่างเถอะ ไว้โอกาสหน้าค่อยว่ากัน” ฉีฉางเซิงคิดแล้วก็ล้มเลิกความตั้งใจที่จะแหกคุกอยู่ต่อ “ข้าไปเลื่อนระดับก่อนดีกว่า”
โทษกักบริเวณของเขาใกล้หมดแล้ว เดิมทีเขาเสียดายแหล่งขุมทรัพย์อย่างผู้อาวุโสเทียนเผิง กะว่าจะแหกคุกเล่นๆ เพื่อยืดเวลาอยู่ต่อ แต่ในเมื่อผู้อาวุโสปิดด่านแล้ว ก็ไม่ต้องลังเลอีก
“ถ้าศิษย์พี่ออกไปแล้ว ฝากส่งจดหมายลับฉบับนี้ให้ศิษย์ฝ่ายนอกหยางชงด้วย” เจียงหลียื่นจดหมายให้
“หยางชง?” ฉีฉางเซิงนึก “คนที่ยืนอยู่ข้างหลังหลัวอี๋ตอนที่เจ้าตั้งเวทีประลองน่ะเหรอ?”
“คนนั้นแหละ”
“ได้เลย ไว้ใจข้าได้”
ฉีฉางเซิงรับปากทันทีโดยไม่ถามเหตุผล
ถึงภายนอกจะดูสะเพร่า แต่จริงๆ แล้วเขาเป็นคนละเอียดอ่อน รู้ว่าอะไรควรไม่ควร แค่ทำตามที่เจียงหลีขอให้สำเร็จก็พอ
หลังจากคุยกันอีกสักพัก ฉีฉางเซิงก็บังคับตุ๊กตากระดาษจากไป
เจียงหลีพยายามจมดิ่งลงสู่ความว่างเปล่าไร้สุขไร้ทุกข์ ไร้ความต้องการ ค่อยๆ จับความรู้สึกนั้นได้ ความคิดค่อยๆ โปร่งใส ความรู้สึกสงบและบริสุทธิ์ที่อธิบายยากชะล้างจิตใจและร่างกาย
จิตใจเปรียบเสมือนสระน้ำลึก ไร้คลื่นลม ความคิดฟุ้งซ่านทั้งมวลถูกชำระล้าง เหลือเพียงตัวตนที่บริสุทธิ์ที่สุด
[ท่ามกลางความสงบนี้ เจียงหลีรู้สึกว่าการผสานผลเต๋าลึกซึ้งยิ่งขึ้น]
ข้อความปรากฏขึ้นบนบันทึกเหตุปัจจัย
เจียงหลี: "......"
แบบนี้ก็ได้เหรอ?
วินาทีนี้ เจียงหลีมีคำถามเดียวกับผู้อาวุโสเทียนเผิงเป๊ะ
โหมดนักปราชญ์ช่วยกระตุ้นศักยภาพร่างกายก็ว่าเจ๋งแล้ว ไม่นึกว่าจะช่วยเพิ่มความเข้ากันได้กับผลเต๋าด้วย
ข้อนี้เจียงหลีคาดไม่ถึงจริงๆ
แต่ในวินาทีถัดมา จิตใจที่กระจ่างแจ้งก็ประมวลผลข้อมูลเกี่ยวกับ นิกายฉวนเจิน ความสามารถหนึ่งของผลเต๋าผุดขึ้นในหัว
— [คืนสู่ความจริงแท้]
นิกายฉวนเจินเน้นการไร้ใจลืมวาจา อ่อนน้อมสงบเงียบ จิตใจเที่ยงธรรมจริงใจ ลดละกิเลสตัณหา ออกบวชบำเพ็ญเพียร เจียงหลีเริ่มจากลืมตัวตนในน้ำ แล้วมาค้นพบสภาวะจิตใจนี้อีกครั้ง ช่างสอดคล้องกับวิถีแห่งฉวนเจิน และตรงกับสภาวะจิตใจของ หวังฉงหยาง พอดิบพอดี ทำให้การผสานผลเต๋ารุดหน้าไปอีกขั้น
เมื่อรู้เช่นนี้ เจียงหลีก็สลัดความคิดฟุ้งซ่าน ด่ำดิ่งลงสู่ความว่างเปล่าไร้ใจไร้กิเลสต่อไป
ค่อยๆ... เขาค้นพบความสุขแบบเดียวกับตอนที่แหวกว่ายในมหาสมุทรความรู้ ดื่มด่ำกับรสชาติแห่งความสงบ
เวลาล่วงเลยไปโดยไม่รู้ตัว จากเช้าจรดค่ำ จากค่ำสู่เช้า เจียงหลีนั่งนิ่งไม่กินไม่ดื่มมาหนึ่งวันหนึ่งคืน แต่กลับไม่ดูซูบซีด หน้าตาเอิบอิ่มสดใส
ลมปราณในกายโคจรไม่หยุดหย่อน โดยไม่ต้องใช้จิตควบคุม มันโคจรไปเองตามธรรมชาติ
เมื่อตกดึก กงซุนชิงเยว่บังคับตุ๊กตากระดาษมาที่ห้องหิน ก็ได้เห็นภาพนี้
เจียงหลีนั่งขัดสมาธิ สง่างามดั่งพระพุทธรูป ไร้กิเลสไร้ตัณหา กระแสพลังไหลเวียนรอบกายตลอดเวลา ก่อเกิดแสงสีขาวจางๆ เปล่งประกายรับกับผิวพรรณที่ดูโปร่งแสง
“ศิษย์พี่ มาแล้วเหรอ”
เจียงหลีลืมตาขึ้น แววตาใสซื่อดั่งทารกแรกเกิด สะท้อนภาพร่างเล็กจิ๋วของกงซุนชิงเยว่
กงซุนชิงเยว่: "......"
ภาพตรงหน้ามันเหลือเชื่อเกินไป จนกงซุนชิงเยว่พูดไม่ออกไปชั่วขณะ
สุดท้าย นางเลือกที่จะทักทายด้วยการกระทำ
สายตาคมกริบจิ้มไปที่เอวของเจียงหลีด้วยพลังไร้รูป
ความร้อนรุ่มแล่นพล่านขึ้นมาจากเอวทันที ไตของเจียงหลีส่งสัญญาณเตือนภัยอีกครั้ง เหมือนจะบอกว่า อย่ารีดนาทาเรนะ หมดเกลี้ยงแล้วจริงๆ
แต่ก่อนที่ไตจะรับภาระหนักไปกว่านี้ ลมปราณในกายก็ไหลรินดั่งสายน้ำ หล่อเลี้ยงอวัยวะภายใน พร้อมกับจิตใจที่เที่ยงธรรมสยบกิเลสทางกาย ดับความร้อนรุ่มลงในพริบตา
“ศิษย์พี่ มุกเดิมๆ ใช้กับข้าไม่ได้ผลเป็นครั้งที่สองหรอกนะ”
[จบแล้ว]