- หน้าแรก
- สูตรลับฉบับปู่ ปรุงอาหารป่วนสวรรค์
- บทที่ 41 - อุบายเล็กน้อย
บทที่ 41 - อุบายเล็กน้อย
บทที่ 41 - อุบายเล็กน้อย
บทที่ 41 - อุบายเล็กน้อย
เมื่อสร้อยลูกประคำกระดูกขาวตกลงสู่พื้น มันก็ไม่ได้เปล่งแสงเรืองรองใดๆ ดูเหมือนสร้อยที่ทำจากกระดูกธรรมดาที่ผ่านการขัดเกลามาเท่านั้น
หากไม่ได้เห็นอานุภาพของเทพมารกระดูกขาวด้วยตาตนเองมาก่อน คงไม่มีใครคิดว่าสร้อยเส้นนี้จะเป็นของวิเศษ
เจ้าแม่สือจีขมวดคิ้วเล็กน้อย มองดูสร้อยลูกประคำกระดูกขาวเส้นนั้น สุดท้ายนางก็โบกมือเรียกมันลอยเข้ามาเก็บไว้
นางเป็นศิษย์สำนักเจี๋ยเจี้ยว เป็นผู้สืบทอดสายตรงจากสำนักเต๋าที่ถูกต้อง แม้เทพมารกระดูกขาวจะดูมีอานุภาพไม่ธรรมดา แต่ก็ไม่อยู่ในสายตาของนาง
เพราะมันเป็นของจากวิชานอกรีต หม่าหยวนเองก็เพราะฝึกฝนสิบสองเทพมารกระดูกขาวนี้ ถึงได้มีนิสัยวิปริตชอบกินหัวใจคนสดๆ ผู้บำเพ็ญเพียรสายธรรมะส่วนใหญ่จึงมักหลีกเลี่ยงของอัปมงคลเช่นนี้ ไม่ค่อยอยากข้องเกี่ยวด้วย
เขาคูหลัวซานเป็นสนามรบเก่าแก่ในยุคบรรพกาล มีซากศพฝังร่างอยู่นับไม่ถ้วน นานวันเข้าย่อมให้กำเนิดภูตผีปีศาจออกมารังควานผู้คน
แม้เจ้าแม่สือจีจะถือกำเนิดจากหินวิเศษที่กลายเป็นปีศาจ และบำเพ็ญเพียรจนกลายร่างเป็นมนุษย์ที่เขาคูหลัวซาน แต่นางมีจิตใจเมตตา เมื่อสำเร็จวิชาแล้ว เห็นชาวบ้านแถวนั้นถูกภูตผีรังแก จึงใช้อิทธิฤทธิ์ส่งวิญญาณเหล่านั้นไปสู่สุขคติ ด้วยเหตุนี้ นางจึงมีชื่อเสียงในทางที่ดีงามในละแวกเขาคูหลัวซาน
บัดนี้ หม่าหยวนถูกกำจัด ก็ถือว่าได้ขจัดภัยร้ายอีกประการให้แก่ชาวบ้าน ต่อไปพ่อค้าวานิชที่สัญจรผ่านไปมา ก็ไม่ต้องอ้อมไกลเพื่อไปด่านเฉินถังกวนอีกแล้ว
เจ้าแม่สือจีถอนหายใจยาว เรื่องราวที่นี่จบสิ้นลงแล้ว นางต้องเตรียมตัวเดินทางไปสวรรค์
“ไปกันเถอะ”
นกชิงหลวนร่อนลงตรงหน้ากลุ่มของฉีหยวน เจ้าแม่สือจีเรียกให้พวกเขาขึ้นมา
“ช้าก่อน”
ขณะที่ทุกคนกำลังจะก้าวขึ้นหลังนกชิงหลวนเพื่อจากไป ฉีหยวนก็กลอกตาไปมา รีบร้องห้ามไว้
หม่าหยวนเป็นถึงเซียนที่บำเพ็ญเพียรมานาน ถ้ำที่เขาพำนักมาหลายปี ย่อมต้องมีของดีซุกซ่อนอยู่บ้าง ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น เซียนที่มีอายุขัยยืนยาวเหล่านี้ ย่อมต้องปลูกพืชพรรณสมุนไพรวิเศษไว้ในถ้ำ หรือเก็บสะสมวัตถุดิบหายากไว้บ้างไม่ใช่หรือ?
จะจากไปมือเปล่าแบบนี้ มันน่าเสียดายแย่
“ท่านผู้เฒ่า มีเรื่องอันใดอีกหรือ?”
คนอื่นไม่ได้มีความคิดซับซ้อนเหมือนเขา จึงมองมาด้วยความงุนงง
“เอ่อ...”
พอถูกทุกคนจ้องมอง ฉีหยวนก็รู้สึกเขินอายนิดหน่อย
แต่หน้าแก่ๆ ของเขา นอกจากจะมีริ้วรอยเยอะแล้ว ยังหนาพอสมควร ต่อให้หน้าแดงขึ้นมาคนอื่นก็คงดูไม่ออก
ฉีหยวนตีหน้าขรึม แสดงท่าทีจริงจังแล้วกล่าวอย่างเที่ยงธรรมว่า “ท่านเจ้าแม่ หม่าหยวนผู้นี้โหดเหี้ยมอำมหิต บางทีในถ้ำของเขาอาจจะซุกซ่อนเคล็ดวิชามารหรืออาวุธร้ายกาจไว้ก็เป็นได้ เพื่อป้องกันไม่ให้คนชั่วมาพบแล้วนำไปใช้ทำร้ายผู้คน ข้าเห็นว่าท่านเจ้าแม่ควรเข้าไปตรวจค้นให้ละเอียดจะดีกว่า จะได้ไม่หลงเหลือภัยร้ายไว้สร้างปัญหาในภายหลัง”
ทุกคนได้ฟังต่างก็สรรเสริญในใจว่า ผู้อาวุโสท่านนี้ช่างห่วงใยความปลอดภัยของผู้อื่น สมกับเป็นปราชญ์ผู้ทรงคุณธรรมจริงๆ
เจ้าแม่สือจีพยักหน้าเห็นด้วย “ท่านผู้เฒ่าพูดถูก ของชั่วร้ายพรรค์นั้น ไม่ควรปล่อยให้หลุดรอดออกไป”
หลี่จิ้งก็กล่าวชม “ท่านผู้เฒ่าช่างรอบคอบจริงๆ”
ฉีหยวนมองไปที่หลี่จิ้ง แล้วจู่ๆ ก็พูดขึ้นว่า “ฮูหยินอินคงกำลังรอฟังข่าวท่านแม่ทัพและนายน้อยอยู่ที่จวนด้วยความเป็นห่วง พอกลับไปถึง ท่านแม่ทัพต้องอยู่เป็นเพื่อนฮูหยินให้มากๆ นะขอรับ อย่าให้นางต้องล้มป่วยเพราะความกังวลในช่วงหลายวันนี้”
เมื่อได้รับการเตือนด้วยความ “หวังดี” จากฉีหยวน หลี่จิ้งก็นึกขึ้นได้ว่าภรรยากำลังรอคอยการกลับมาของพวกเขาอย่างใจจดใจจ่อ
พอคิดได้ดังนั้น เขาก็ไม่อยากโอ้เอ้อีกต่อไป อยากจะรีบกลับไปปลอบโยนภรรยาให้หายตื่นกลัว
เขาจึงทิ้งเรื่องถ้ำของหม่าหยวนไว้ข้างหลัง แล้วหันไปกล่าวลาเจ้าแม่สือจีทันที “ท่านเจ้าแม่ ขอบคุณในความเมตตาที่ไม่ถือโทษเอาความนาจา หลี่จิ้งซาบซึ้งใจยิ่งนัก ตอนนี้ข้าเป็นห่วงภรรยาที่รออยู่ทางบ้าน จึงขอลาท่านเจ้าแม่กลับก่อน”
“ไม่เป็นไร เจ้ากลับไปเถอะ”
เจ้าแม่สือจีพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ
ตอนนี้นางก็ไม่อยากเห็นหน้าสองพ่อลูกตระกูลหลี่ โดยเฉพาะนาจา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นอีก รีบส่งพวกเขากลับไปนั่นแหละดีที่สุด
หลี่จิ้งหันมาถามฉีหยวน “ท่านผู้เฒ่าจะกลับด่านเฉินถังกวนพร้อมข้า หรือว่า...”
ฉีหยวนขมวดคิ้ว ถอนหายใจ “วันนี้ข้าเดินทางเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน ร่างกายล้าไปหมด คงยังไม่กลับพร้อมท่านแม่ทัพ ข้าขอพักผ่อนเอาแรงสักหน่อยแล้วค่อยกลับก็ยังไม่สาย”
“เรื่องนี้...”
หลี่จิ้งมองเจ้าแม่สือจีด้วยความลำบากใจ ถ้าฉีหยวนไม่กลับพร้อมเขาตอนนี้ ก็ต้องฝากฝังให้เจ้าแม่สือจีช่วยดูแล ไม่อย่างนั้นจะทิ้งคนแก่ไว้กลางป่าเขาได้อย่างไร?
เจ้าแม่สือจีเข้าใจความหมาย จึงพยักหน้า “วางใจเถอะ ข้าจะจัดเตรียมที่พักให้ท่านผู้เฒ่าเอง”
หลี่จิ้งได้ยินดังนั้นจึงวางใจ
เขากล่าวกับฉีหยวนด้วยความรู้สึกผิด “เพราะเรื่องของพ่อลูกข้าแท้ๆ ทำให้ท่านผู้เฒ่าต้องมาตกระกำลำบากเช่นนี้ ไว้ท่านกลับไปเมื่อไหร่ หลี่จิ้งจะไปกราบขอบคุณถึงบ้าน”
“โธ่ ด้วยมิตรภาพของเรา ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นหรอก”
ฉีหยวนโบกมือด้วยท่าทีจริงใจ “เอาล่ะ รีบกลับไปเถอะ อย่าให้ฮูหยินรอนาน”
หลี่จิ้งพยักหน้า คารวะลา แล้วใช้วิชาแทรกดินจากไป
ส่วนนาจานั้น ยิ่งรู้สึกผิดเมื่ออยู่ต่อหน้าเจ้าแม่สือจี จึงไม่อยากเสนอหน้าอยู่นาน พอเห็นว่ากลับได้แล้ว ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบใช้วิชาเหาะหนีไปเร็วกว่าพ่อตัวเองเสียอีก
ฉีหยวนมองส่งสองพ่อลูกจนลับสายตา แล้วแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ในที่สุดก็ส่งตัวภาระกลับไปได้ ทีนี้ถ้าเจอของดีในถ้ำหม่าหยวน ก็ไม่มีใครมาแย่งแล้ว
จากการวิเคราะห์นิสัยของเจ้าแม่สือจี เขาเชื่อว่านางเป็นคนมีเหตุผลและรู้คุณคน ย่อมไม่ใช่คนอกตัญญู
ดังนั้น แม้ก่อนหน้านี้จะไม่ได้เอ่ยปากขอสิ่งตอบแทน แต่บุญคุณครั้งนี้ได้ผูกมัดนางไว้แล้ว นางย่อมต้องมีอะไรตอบแทนบ้าง
ตอนนี้หม่าหยวนตายแล้ว ถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ เขาไม่อยากให้หลี่จิ้งกับนาจามาเกะกะขวางทาง
ขืนเจอของดีแล้วไม่แบ่งให้พวกเขา ก็จะดูงกเกินไป ขัดกับภาพลักษณ์ผู้ทรงศีลที่เขาสร้างมา แต่จะให้แบ่ง... เขาก็เสียดาย การไล่พวกเขากลับไปก่อนจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด
ความจริงเขาไม่ได้โลภมากนัก แค่อยากหาสมุนไพรวิเศษเพิ่มพลังวัตรจากถ้ำหม่าหยวนสักหน่อย แต่กลัวคนเยอะแล้วแบ่งไม่ลงตัว เลยต้องใช้อุบายเล็กน้อย
เมื่อตามเจ้าแม่สือจีเข้าไปในถ้ำของหม่าหยวน เนื่องจากเจ้าแม่สือจีบุกมาแบบสายฟ้าแลบ หม่าหยวนไม่ทันตั้งตัว ค่ายกลป้องกันในถ้ำส่วนใหญ่จึงไม่ได้เปิดใช้งาน ช่วยประหยัดแรงไปได้มาก
แม้หม่าหยวนจะบำเพ็ญเพียรที่นี่มาหลายร้อยปี แต่ต้องยอมรับว่าถ้ำของเขานั้นซอมซ่อเหลือเกิน มีเพียงห้องหินที่เจาะเข้าไปในภูเขาไม่กี่ห้อง คงเพราะมัวแต่บำเพ็ญเพียรเลยไม่ได้ใส่ใจเรื่องความหรูหรา
แถมมุมหนึ่งของถ้ำยังกองเต็มไปด้วยซากกระดูก ดูน่าขนลุก คนขวัญอ่อนเห็นเข้าคงสติแตก
แต่ถึงอย่างไร หม่าหยวนก็เป็นเซียน หลายร้อยปีมานี้ก็พอจะมีสมบัติสะสมอยู่บ้าง ไม่ถึงกับคว้าน้ำเหลว
พวกเขาพบสมุนไพรวิเศษจำนวนหนึ่งในถ้ำ น่าเสียดายที่เจ้าแม่สือจีบอกว่าส่วนใหญ่ยังไม่โตเต็มที่ เก็บไปก็เสียของเปล่า
ที่มีโตเต็มที่ก็แค่หญ้าโยวหมิงไม่กี่ต้น ซึ่งก็ไม่ได้มีค่าอะไรมากนัก
เห็นฉีหยวนทำหน้างงๆ กับสมุนไพร เจ้าแม่สือจีจึงอธิบายให้ฟัง
หญ้าโยวหมิงชนิดนี้เติบโตได้เฉพาะในที่ที่มีไอวิญญาณหนาแน่น สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปแทบไม่มีประโยชน์ มีแต่นักพรตสายมารบางกลุ่มที่นำไปใช้ปรุงยาพิษร้ายแรง
อีกสรรพคุณหนึ่งคือ หากนำน้ำจากต้นหญ้ามาหยดใส่ตา จะทำให้คนธรรมดามองเห็นภูตผีได้
แต่ผู้บำเพ็ญเพียรที่ไหนบ้างเปิดเนตรทิพย์ไม่เป็น?
อีกอย่าง ภูตผีส่วนใหญ่อยู่ในนรกภูมิ พวกที่เร่ร่อนในโลกมนุษย์หาสถานที่ที่มีไอวิญญาณเพียงพอได้ยาก จึงยากที่จะบำเพ็ญเพียรจนเก่งกาจ
ดังนั้น หญ้าโยวหมิงจึงไม่ค่อยมีใครปลูก จะมีก็แต่หม่าหยวนที่ฝึกวิชาสายมาร ถึงได้ใช้มัน
ฉีหยวนแม้จะผิดหวัง แต่ก็คิดว่ามีดีกว่าไม่มี ในเมื่อเจ้าแม่สือจีไม่สนใจ เขาจึงถอนหญ้าโยวหมิงทั้งราก ใส่ลงในถุงผ้าใบเล็ก
เจ้าแม่สือจีคงสังเกตเห็นความผิดหวังของฉีหยวน จึงยิ้มแล้วกล่าวว่า “ในถ้ำของข้ายังมีผลไม้ทิพย์อยู่บ้าง เดี๋ยวข้าจะมอบให้ท่านผู้เฒ่า”
ฉีหยวนได้ยินดังนั้นก็ดีใจเป็นล้นพ้น รีบกล่าวขอบคุณเจ้าแม่สือจีเป็นการใหญ่
[จบแล้ว]