- หน้าแรก
- สูตรลับฉบับปู่ ปรุงอาหารป่วนสวรรค์
- บทที่ 17 - กระแสความนิยมพุ่งสูง
บทที่ 17 - กระแสความนิยมพุ่งสูง
บทที่ 17 - กระแสความนิยมพุ่งสูง
บทที่ 17 - กระแสความนิยมพุ่งสูง
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตาก็ผ่านไปหลายเดือน เข้าสู่ฤดูหนาว ใกล้จะสิ้นปีแล้ว
ลมหนาวพัดโชยเพียงชั่วข้ามคืน ทั้งในและนอกเมืองเจาเกอถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวโพลน สะท้อนแสงแดดจนแสบตา
อาจเป็นเพราะเจียงเหวินฮ่วนถอยทัพจากด่านโหยวหุน เหล่าขุนนางในราชสำนักจึงดูไม่ยุ่งวุ่นวายเหมือนแต่ก่อน
ฉีหยวนเคยได้ยินหวงเฟยหู่เล่าว่า เนื่องจากฤดูหนาวที่โหดร้าย หิมะปิดกั้นเส้นทางภูเขา การขนส่งเสบียงทำได้ยากลำบาก แม้เจียงเหวินฮ่วนจะมุ่งมั่นล้างแค้นให้บิดาและพี่สาว แต่จำต้องถอยทัพชั่วคราว เพื่อพักฟื้นกำลังพลรอทำศึกใหม่ในปีหน้า
เรื่องนี้ไม่เพียงทำให้ทหารหาญแห่งด่านโหยวหุนได้หายใจหายคอ แต่ยังทำให้ขุนนางในราชสำนักผ่อนคลายลง ไม่ต้องคอยวิ่งวุ่นเรื่องเสบียงกรังและการเกณฑ์ทหารทุกวี่วัน
ส่วนเอ้อซุ่นแห่งแดนใต้ ก็ไม่ต้องกังวลมากนัก
คนผู้นี้เจ้าเล่ห์เพทุบาย ไม่ยอมเอาไพร่พลในมือไปปะทะกับกองทัพต้าซางตรงๆ ในเมื่อเจียงเหวินฮ่วนยินดีเป็นเป้าล่อ ก็ปล่อยให้เจียงเหวินฮ่วนรับหน้าเสื่อไป
ดังนั้น ทหารแห่งด่านซานซานจึงไม่รู้สึกกดดันมากนัก และไม่ต้องการการสนับสนุนจากราชสำนักมากมายเท่าใด
ต่างจากเจียงเหวินฮ่วน ที่หนุ่มแน่นเลือดร้อน เก่งกล้าสามารถ ทั้งยังมีกำลังพลและม้าศึกมากมาย เมื่อเห็นว่าไม่อาจตีด่านโหยวหุนแตกได้ในเวลาอันสั้น ก็ใช้ยุทธวิธีเอาชีวิตเข้าแลก ส่งทหารทาสจำนวนมหาศาลบุกตะลุยจนศพกองสูงท่วมกำแพงเมือง หากไม่ใช่เพราะหิมะตกหนักตัดขาดเส้นทางลำเลียงเสบียง เกรงว่าเขาคงไม่ยอมถอยง่ายๆ
ฉีหยวนสังเกตว่า ช่วงนี้ขุนนางในราชสำนักดูว่างงานจริงๆ เพราะมักจะมีขุนนางแวะเวียนมาหาเขาที่บ้าน เพื่อเลียบเคียงถามไถ่เรื่องบางอย่าง
พอรู้ว่าขุนนางเหล่านี้อ้อมค้อมมาถามเรื่องอะไร ฉีหยวนก็แทบกลั้นขำไม่อยู่ ถ้าไม่เกรงใจหน้าตาของอีกฝ่าย เขาคงหัวเราะก๊ากออกมาตรงนั้น จนแทบจะช้ำในตาย
เพราะสิ่งที่คนพวกนี้มาถาม คือสรรพคุณของ 'เนื้อเหรียญทอง'
จำได้ว่าหวงเฟยหู่กำชับนักหนาว่าห้ามแพร่งพราย กลัวโดนคนหัวเราะเยาะ แต่ฉีหยวนอุตส่าห์ปิดปากเงียบกริบ กลับกลายเป็นว่าข้างนอกลือกันให้แซ่ด
หรือว่า... หวงเฟยหู่เมาแล้วหลุดปากพูดเอง?
ขณะที่ฉีหยวนกำลังเดา หวงเฟยหู่ก็บุกมาถึงบ้าน
พอเจอหน้า เจ้าตัวก็ลากฉีหยวนไปคุยที่ลับตาคน แล้วบ่นอุบ “ท่านผู้เฒ่า ท่านไม่รักษาคำพูดเลยนะ เราตกลงกันแล้วไม่ใช่รึว่าจะไม่บอกใคร ไฉนตอนนี้ขุนนางทั้งราชสำนักถึงรู้เรื่องเนื้อเหรียญทองกันหมดแล้ว?”
ฉีหยวนมองเขาด้วยความงุนงง “ท่านเป็นคนปล่อยข่าวเองไม่ใช่รึ ทำไมมาโทษข้าล่ะ?”
“ข้าเนี่ยนะ?”
หวงเฟยหู่อึ้งกิมกี่ รีบปฏิเสธพัลวัน “ข้าเปล่านะ! เรื่องพรรค์นี้ข้าจะเอาไปพูดทำไม!”
“งั้นก็แปลกแล้ว”
ฉีหยวนขมวดคิ้ว หน้าผากย่นจนแมลงวันบินมาเกาะคงโดนหนีบตาย “ท่านไม่พูด ข้าไม่พูด แล้วคนอื่นรู้ได้ยังไง?”
คิดอยู่ครู่หนึ่งก็ยังไม่รู้สาเหตุ ฉีหยวนตั้งสติแล้วถามต่อ “ท่านแน่ใจนะว่าไม่เคยหลุดปากบอกใคร แม้แต่ตอนเมา?”
หวงเฟยหู่นิ่งคิดลังเลอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะตอบว่า “ข้าเคยบอกฮูหยินไปแค่คนเดียว คนอื่นไม่มีทางรู้แน่”
“อ๋อ มิน่าล่ะ”
ฉีหยวนหัวเราะร่า “กำแพงมีหู ประตูมีช่อง ในเมื่อท่านเป็นคนบอกเอง จะมาโทษข้าได้ไง”
“ฮูหยินข้าคงไม่เอาเรื่องแบบนี้ไปบอกคนอื่นหรอกมั้ง?”
หวงเฟยหู่เริ่มลังเล
“ฮ่าๆ...”
ฉีหยวนหัวเราะอย่างมีเลศนัย “ใครจะไปรู้ พอผู้หญิงจับกลุ่มคุยเรื่องในมุ้ง ผู้ชายอย่างเราต้องชิดซ้าย ท่านลองกลับไปถามดูสิ น่าจะเป็นฮูหยินท่านคุยกับเพื่อนสาวคนสนิทนั่นแหละ”
“งั้นข้าจะลองกลับไปถามดู”
หวงเฟยหู่หน้าแดงก่ำ ทิ้งท้ายไว้แค่นั้นแล้วรีบชิ่งหนีไป
......
เมืองเจาเกอที่ควรจะเงียบสงบในฤดูหนาว จู่ๆ ก็คึกคักขึ้นมาถนัดตา
ที่หน้าประตูเมือง ทุกวันจะมีผู้คนขี่ม้าถือธนู พกอุปกรณ์ล่าสัตว์ มุ่งหน้าออกจากเมืองกันเป็นขบวน
เพียงแค่ครึ่งเดือน ฝูงลาป่าในรัศมีร้อยลี้รอบเมืองก็ถูกล่าจนเกลี้ยง
พร้อมกันนั้น ราคาลาในเมืองก็พุ่งสูงขึ้นเป็นสิบเท่าตัว
แน่นอนว่า เฉพาะลาตัวผู้ที่ราคาขึ้น ส่วนลาตัวเมีย... เชิญไปลากโม่ตามเดิม
สรรพคุณของเนื้อเหรียญทองแพร่สะพัดไปในหมู่ชนชั้นสูง ยิ่งลือก็ยิ่งวิเศษพิสดาร ราวกับกินคำเดียวแล้วจะคึกคักไม่มีวันล้ม
ดังนั้นช่วงนี้จึงมีขุนนางเศรษฐีมาเคาะประตูบ้านฉีหยวนไม่ขาดสาย ขอให้เขาช่วยปรุงยา... เอ้ย ปรุงอาหาร ไม่หวังให้กลับมาหนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยว ขอแค่มีความหวังว่าจะกลับมาผงาดง้ำค้ำโลกได้ก็พอ
และตาเฒ่าที่มาหาแต่ละคน ก็หอบของขวัญล้ำค่ามาด้วย
คนพวกนี้มีลูกคิดในใจ แม้ฉีหยวนจะบอกว่าสอนฟรี แต่พวกเขาไม่ได้มาเรียน พวกเขามาขอให้ช่วยรักษา จะมามือเปล่าได้ไง?
เกิดคนอื่นให้ของขวัญ แต่ตัวเองไม่ให้ แล้วฉีหยวนไม่ตั้งใจทำ ผลออกมาไม่ดีเท่าคนอื่นจะทำไง?
ดังนั้นตาเฒ่าเหล่านี้จึงจัดเต็ม ขนของมีค่าหายากมาประเคนให้
เพราะคนมาขอเยอะเกิน ฉีหยวนไม่อยากวันๆ เอาแต่จับไอ้นั่นของลา จึงรีบถ่ายทอดวิธีทำให้ลูกศิษย์ ไม่งั้นคงฝันร้ายทุกคืน
แม้แต่เจียงจื่อยาก็โดนลากมาช่วยทำอยู่หลายวัน ตาเฒ่าหน้าบูดบึ้ง รังเกียจขยะแขยงสุดขีด
แต่พอทำเสร็จแล้วเห็นว่าอร่อยดี ก็เลยทำใจยอมรับ พลางคิดในใจว่าแต่งงานมาสักพักแล้ว เมียยังไม่ท้องสักที หรือว่า... เขาควรลองกินดูบ้าง?
ไม่พูดถึงความสับสนในใจของเจียงจื่อยา ช่วงนี้ชาวบ้านร้านตลาดในเจาเกอก็ซุบซิบกันสนุกปาก
“เฮ้ย ได้ยินไหม ตาเฒ่าเฉาสามขายลาแก่ที่บ้านไป ได้เงินมาตั้งร้อยยี่สิบตำลึง มากกว่าเมื่อก่อนเป็นสิบเท่า!”
“นั่นสิ ตาเฒ่าเฉาสามนี่รวยไม่รู้เรื่องเลย เดิมทียากจนไม่มีปัญญาแต่งเมีย ตอนนี้สร้างบ้านใหม่ ไปสู่ขอสาวบริสุทธิ์จากหมู่บ้านสกุลหลีนอกเมืองมาเป็นเมีย ตาแก่นี่โชคดีชะมัด”
มีคนพูดเหน็บแนมด้วยความอิจฉา “เฮอะ ไม่รู้ตาเฒ่าเฉาสามจะยังมีน้ำยาหรือเปล่า? ถ้าไม่มีน้ำยาละก็...”
“ฮ่าๆ...”
ทุกคนฮากร๊าก มีคนพูดแทรกอย่างดูแคลน “ต่อให้ไม่มีน้ำยา ก็ไม่ถึงคิวเจ้าหรอก วาสนาไม่ถึงนี่หว่า!”
“ตาเฒ่าเฉาสามยังจิ๊บจ๊อย ได้ยินว่าจ้าวขี้กลากทางตะวันออกของเมือง ขายบ้านที่พ่อทิ้งไว้ให้ ไปกว้านซื้อลาจากเมืองอื่นในราคาถูก กลับมาขายต่อฟันกำไรเละเทะ รวยเป็นเศรษฐีไปแล้ว”
“จริงเหรอ เก่งขนาดนั้นเชียว?”
ผู้คนต่างตื่นตะลึง
“ว่าแต่พวกขุนนางผู้ดีตีนแดงพวกนั้นก็แปลก ของดีๆ มีให้กินตั้งเยอะ ทำไมถึงชอบกินไอ้นั่นนักนะ?”
“ฮึๆ พวกเจ้าไม่รู้อะไรซะแล้ว”
ชายคนหนึ่งทำท่ารู้ดี ส่ายหัวไปมาอย่างภาคภูมิใจ
“เจ้ารู้อะไรมา?”
“เล่ามาซิ?”
ชายคนนั้นไม่รอช้า เล่าข่าวลือที่ได้ยินมา “เขาว่ากันว่า นี่เป็นสูตรลับที่หลุดออกมาจากท่านปราชญ์ฉี พอกินไอ้เนื้อเหรียญทองอะไรนั่นเข้าไป ไม่เพียงแต่จะทำให้คนแก่กลับมาปึ๋งปั๋งเหมือนหนุ่มๆ แต่ยังอึดทนนาน สรรพคุณเหลือร้าย พวกขุนนางผู้ดีน่ะอะไรก็เคยเสพสุขมาหมดแล้ว ขาดก็แต่เรื่องนี้แหละ พอแก่ตัวลงมันก็เหี่ยวเฉาไม่ทันใจ พอมีของดีช่วยฟื้นคืนชีพได้ มีหรือจะพลาด”
“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง”
ทุกคนถึงบางอ้อ
[จบแล้ว]