เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 371 – ผู้พิทักษ์แห่งท้องทะเล (ตอนพิเศษ)

บทที่ 371 – ผู้พิทักษ์แห่งท้องทะเล (ตอนพิเศษ)

บทที่ 371 – ผู้พิทักษ์แห่งท้องทะเล (ตอนพิเศษ)


คลื่นลมในมหาสมุทรใต้ปกคลุมด้วยความเงียบ…แต่เบื้องหลังความเงียบนั้นคือสงครามที่ยืดเยื้อยาวนานกว่าสี่สิบปี สงครามที่ไม่มีปืนใหญ่จากกองทัพ แต่มีเรือสีขาวขององค์กรสิ่งแวดล้อมเผชิญหน้ากับเรือดำของนักล่าวาฬ

------

Greenpeace: ผู้ถือกล้องเป็นอาวุธ

กลางทศวรรษ 1970 เรือเล็กติดเครื่องยนต์เพียงน้อยนิด แล่นตรงเข้าสู่เส้นทางยิงฉมวก (Harpoon: ฮาร์ปูน) ของเรือล่าวาฬญี่ปุ่น นักกิจกรรม Greenpeace เอาตัวเองขวางไว้เพียงเพื่อให้ช่างภาพถ่ายภาพทัน ภาพนั้นตีพิมพ์ไปทั่วโลก และจุดประกาย “Save the Whales” จนกลายเป็นขบวนการระดับนานาชาติ

พวกเขาไม่ได้สู้ด้วยการชนหรือการยิง แต่สู้ด้วย “สายตาของสาธารณชน” และ “พลังของภาพถ่าย” ทุกครั้งที่ฮาร์ปูนพุ่งผ่านเหนือหัวนักกิจกรรม โลกทั้งโลกก็ได้เห็นความโหดร้ายของการล่าวาฬอย่างชัดเจน

ผลลัพธ์คือในปี 1982 คณะกรรมาธิการการล่าวาฬนานาชาติ (International Whaling Commission: IWC) มีมติ ‘พักการล่าวาฬพาณิชย์’ ก้าวสำคัญที่ Greenpeace ผลักดันมาตลอดทศวรรษ

------

Sea Shepherd: ผู้ใช้เรือเป็นหอก

แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เชื่อว่าการ “ถ่ายภาพ” จะหยุดการล่าได้ Paul Watson หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Greenpeace แยกตัวออกมาในปี 1977 แล้วตั้ง ‘Sea Shepherd Conservation Society’ เขาเชื่อว่า “ถ้ากฎหมายไม่ทำงาน เราจะต้องทำให้มันเกิดขึ้นจริง”

เรือของ Sea Shepherd จึงไม่ใช่เพียงเรือประท้วง แต่คือ ‘เรือรบใต้ธงกะโหลก’ พวกเขาไล่ล่าลูกเรือล่าวาฬ ใช้น้ำพริกไทย น้ำมันลื่น หรือแม้แต่ ‘ramming’ ชนเรือตรง ๆ เพื่อหยุดการล่าให้ได้ในทันที

รัฐบาลบางประเทศเรียกพวกเขาว่า “โจรสลัดสิ่งแวดล้อม” แต่สำหรับสัตว์ทะเลและผู้สนับสนุนทั่วโลก Sea Shepherd คือวีรบุรุษที่กล้าทำในสิ่งที่คนอื่นไม่กล้า

------

สงครามที่ยังไม่จบ

แม้มีคำสั่งพักล่าวาฬ แต่ช่องโหว่ยังเปิดกว้าง ญี่ปุ่นยังล่าวาฬในนาม “วิจัยทางวิทยาศาสตร์” นอร์เวย์และไอซ์แลนด์ยังไม่ยอมปฏิบัติตามอย่างเต็มที่ และทุกปี วาฬยังคงล้มตายด้วยเสียงระเบิดจากฮาร์ปูน

Greenpeace ยังคงต่อสู้ด้วยการรณรงค์ ใช้สื่อ สร้างแรงกดดันทางการเมือง

Sea Shepherd ยังคงออกทะเล ใช้การกระทำตรงเข้าขัดขวางการล่า

สององค์กร สองแนวทาง แต่เป้าหมายเดียวกัน ‘ปกป้องสิ่งมีชีวิตยักษ์ใหญ่ใต้คลื่น’ ไม่ให้หายไปจากโลก

------

สนามรบกลางทะเล

เมื่อเรือประมงล่าวาฬเผชิญกับเรือรณรงค์ ภาพที่โลกได้เห็นคือ สงครามเงียบ ปืนฉีดน้ำแรงดันสูงสาดใส่เรือประท้วง เสียงไซเรนและคำเตือนดังก้อง ขณะที่อีกฝั่งตอบโต้ด้วยควัน สี และบางครั้งคือการพุ่งชน

สำหรับผู้ที่ยืนอยู่บนดาดฟ้า นี่ไม่ใช่แค่การต่อสู้เพื่อสัตว์ แต่คือการต่อสู้เพื่อ “ศีลธรรมของมนุษยชาติ”

------

จุดเริ่มต้นแห่งการต่อต้านการล่าวาฬ

โลกไม่ได้เพิ่งรู้จักการต่อต้านการล่าวาฬในยุคหลังเทคโนโลยีสื่อโซเชียล ตอนปลายคริสต์ศตวรรษ 20 การล่าวาฬเชิงพาณิชย์ (commercial whaling) ถูกดำเนินมายาวนาน หลายสายพันธ์ถูกล่าจนใกล้สูญพันธุ์ ความตระหนักในความเสี่ยงของประชากรวาฬเริ่มคุกรุ่นในกลุ่มนักชีววิทยา นักอนุรักษ์ และองค์กรสิ่งแวดล้อม

Greenpeace เป็นหนึ่งในองค์กรแรกที่เคลื่อนไหวเรื่อง “หยุดล่าวาฬ” ตั้งแต่กลางทศวรรษ 1970 พวกเขาส่งเรือ Zodiak (เรือยาง) ไปเผชิญหน้ากับเรือลาวาฬในทะเลเปิด บันทึกภาพ การยิงฮาร์ปูนใกล้เรือประทับใจสื่อมวลชน ทำให้การล่าวาฬกลายเป็นประเด็นสาธารณะ

ความเคลื่อนไหวของ Greenpeace จับตา “Save the Whales” เป็นแคมเปญหลัก และใน 1982 สมาชิก IWC (International Whaling Commission) ลงมติให้มีการ พักล่าวาฬพาณิชย์ทั่วโลก (moratorium) ซึ่งเริ่มใช้ในฤดูกาลล่าวาฬ 1985–86

อย่างไรก็ดี “การพักล่าวาฬ” ไม่ได้เป็นการห้ามทุกการล่าวาฬ ทุกประเทศยังมีช่องโหว่ให้ “ล่าวาฬเพื่อการวิจัย” (scientific whaling) หรือยกเว้นตามวัฒนธรรมพื้นเมืองบางกรณี

Greenpeace เน้นการประท้วงโดยสันติวิธี ใช้สื่อเผยแพร่สู่สาธารณะเป็นอาวุธหลัก พวกเขาถ่ายภาพวาฬก่อน–หลังถูกล่า จัดกิจกรรมบนเรือ เผยแพร่ข่าวให้เกิดแรงกดดันทางสังคมและทางนโยบาย สิ่งที่สำคัญคือพลังของ “ภาพ” และ “เรื่องเล่า” ที่เปลี่ยนความคิดผู้คน

------

กำเนิด Sea Shepherd - เส้นแบ่งแนวทางระหว่าง “พลังเงียบ” กับ “การสู้จริง”

แม้ Paul Watson หนึ่งในสมาชิกเริ่มแรกของ Greenpeace จะร่วมเคลื่อนไหวต่อต้านล่าวาฬ แต่เขาเห็นว่าแนวทาง “ประท้วงอย่างสงบ” ของ Greenpeace นั้นไม่เพียงพอ Watson เชื่อว่าเมื่อล้างเงียบไม่ได้ ต้อง “แทรกแซง” ให้เกิดผลจริง

ในปี 1977 Watson จึงแยกออกมาตั้งองค์กรใหม่ชื่อ Sea Shepherd Conservation Society (บางบันทึกว่าเริ่มจากชื่อ “Earth Force Society”)

Sea Shepherd ใช้วิธี direct action (การกระทำตรงเชิงรุก) เช่น การเข้ากีดขวางเรือล่าวาฬ ประจัญบานกลางทะเล การยิงสเปรย์รบกวน หรือแม้แต่การใช้เรือเข้า ramming (ปะทะ) เมื่อจำเป็น

แนวทางของ Sea Shepherd ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า “สุดโต่ง” บางครั้งถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าใช้วิธีที่เกินขอบเขตกฎหมาย บ้างถูกกล่าวหาเป็น “eco-terrorism” โดยรัฐบาลที่สนับสนุนอุตสาหกรรมล่าวาฬ

แต่ฝ่ายสนับสนุนโต้ว่า การกระทำดังกล่าวช่วยหยุดการล่าวาฬที่ผิดกฎหมายได้จริง สร้างแรงกดดัน และเผยพฤติกรรมที่รัฐบาลและบริษัทล่าวาฬพยายามปกปิด

Sea Shepherd จึงถือเป็น “คมหอกแห่งท้องทะเล” ที่พร้อมใช้กำลังในขอบเขตที่ตนเชื่อว่ายังไม่ละเมิดชีวิตคน หรือทำอันตรายต่อมนุษย์ (ถ้าเป็นไปได้) — แนวทางที่หลายคนวิจารณ์ว่า “เสี่ยงร่วม” แต่ก็มีผู้เห็นว่าจำเป็นในโลกที่กฎหมายบกพร่อง

------

ความร่วมมือ และเส้นแบ่งระหว่างสององค์กร

Greenpeace และ Sea Shepherd แม้จะแบ่งทางแนวคิด (หนึ่งเลือกสันติ ประท้วง อีกหนึ่งเลือก “เข้าทำจริง”) แต่ก็มีจุดร่วมสำคัญคือเป้าหมายเดียวกัน ‘ปกป้องวาฬและระบบนิเวศทะเล’

อย่างไรก็ดีมีความตึงเครียดในการตั้งแนวทาง:

Greenpeace เคยประกาศว่าไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรง และได้ถอนตัวออกจากการเชื่อมโยงกับ Sea Shepherd เมื่อ Sea Shepherd เริ่มใช้แนวทางที่ Greenpeace เห็นว่าเกินขอบเขต

Sea Shepherd ในทางกลับกันเห็นว่า “การประท้วงอย่างเดียว” มักถูกล่าวขาน รัฐบาลหรือผู้ล่าวาฬมองข้ามได้ จึงต้องเอา “แรงกดดันจากการกระทำจริง” มาช่วยเติมเต็ม

แต่ทั้งสองต่างก็ใช้ประโยชน์จากสื่อ: Greenpeace ใช้ภาพ การรณรงค์ระดับโลก ขณะที่ Sea Shepherd ใช้ “การเผชิญหน้า” บนทะเลจริง เป็นจุดสนใจข่าว

ในหลายกรณี ทั้งสององค์กรร่วมแรงกันในแคมเปญเผยแพร่ข้อมูล รวบรวมหลักฐานให้กับองค์กรระหว่างประเทศ หรือสนับสนุนบทลงโทษทางการค้า / กฎหมายต่อประเทศที่ฝ่าฝืน

------

บทบาทในยุคปัจจุบัน และความท้าทาย

ถึงแม้ การพักการล่าวาฬเชิงพาณิชย์ทั่วโลกจะมีผลตั้งแต่ปี 1986 แต่ความจริงคือ ไม่ทุกประเทศยุติการล่าวาฬ:

- ญี่ปุ่นยังคงล่าวาฬภายใต้ชื่อ “การวิจัยปลาโลมา / วาฬ” (scientific whaling) และบางครั้งขายเนื้อปลาในตลาดหลังการล่า

- นอร์เวย์และไอซ์แลนด์ มีข้อโต้แย้งต่อเรื่องการพักชั่วคราว หรือถอนตัว / ยกเว้นตามกติกา IWC และล่าวาฬในน่านน้ำตัวเอง

- จำนวนวาฬหลายสายพันธุ์ยังอยู่ในสถานะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ การล่าวาฬผิดกฎหมาย / ล่าเกินโควต้า ยังคงมีอยู่ในบางพื้นที่

ในปัจจุบัน:

- Greenpeace ยังคงใช้บทบาทรณรงค์ทางนโยบาย ดันให้ประเทศแบนการล่าวาฬจริงจัง ตรวจสอบการส่งออกเนื้อวาฬ และสนับสนุนพื้นที่สงวนวาฬ เช่นเขตสงวนในแอนตาร์กติกา

- Sea Shepherd ยังคงลงเรือปฏิบัติการทางทะเลในหลายแถบ เช่น ติดตามเรือล่าวาฬในแอนตาร์กติกา ดักซองอวน ดำเนินการตัดอวนผิดกฎหมาย ป้องกันการล่าในเขตสงวน และร่วมมือกับหน่วยงานรัฐบางแห่งในกิจกรรมคุ้มครองทะเล (ตัวอย่างเช่น โครงการคุ้มครอง Vaquita ร่วมกับกองทัพเม็กซิโก)

- แต่บทบาทของ Sea Shepherd เป็นที่ถกเถียงมากขึ้น มีคดีระหว่างประเทศ คำร้องขอส่งตัวผู้ก่อตั้ง (Paul Watson) ถูกออกหมายจับโดยญี่ปุ่นเกี่ยวกับเหตุการณ์ล่าสัตว์ ฯลฯ

ทั้งสององค์กรเผชิญกับความท้าทาย:

1. กฎหมายระหว่างประเทศ / การอำนวยความร่วมมือของรัฐ

– การบังคับใช้กฎหมายในทะเลเปิด (high seas) ยาก เพราะไม่มีอำนาจของชาติแห่งใดสำเร็จเต็มที่

– รัฐบางประเทศอ้าง “วิจัย” หรือใช้ช่องโหว่ IWC เพื่อหลบเลี่ยง

2. ความปลอดภัยของลูกเรือ / การขัดแย้งทางกฎหมาย

– การเผชิญหน้าทางทะเลมีความเสี่ยงสูง

– บางครั้งถูกฟ้องร้อง ถูกกล่าวหาใช้วิธีรุนแรง

3. ทรัพยากร / เงินทุน / สื่อสาร

– ต้องหาเงินสนับสนุน ดูแลเรือ สื่อสารสาธารณะ

– ความสนใจสื่ออาจลดลงเมื่อประเด็นอื่นใหญ่ขึ้น

4. ผลลัพธ์ช้า / ความเหนื่อยล้าทางจิตใจ

– วาฬหลายชนิดต้องใช้เวลาฟื้นตัวนาน

– การต่อสู้ที่ไม่จบง่าย กระแสต่อต้านจากภาคอุตสาหกรรม

---

ทุกครั้งที่ฮาร์ปูนถูกหยุดลง ทุกครั้งที่วาฬตัวหนึ่งรอดชีวิต เสียงของ Greenpeace และการกระทำของ Sea Shepherd ก็ก้องกังวานไปทั่วมหาสมุทร

> และนี่แหละ คือเหตุผลที่ในโลกนิยายของเรา…การปรากฏตัวของเรือ NGO ไม่ใช่เพียงฉากหลัง แต่คือแรงกดดัน แรงสนับสนุน และเป็น “กำแพงศีลธรรม” ที่ทำให้การต่อสู้ของผู้ล้างแค้นกลางทะเลยิ่งสมบูรณ์

------

(จบบทที่ 371)

จบบทที่ บทที่ 371 – ผู้พิทักษ์แห่งท้องทะเล (ตอนพิเศษ)

คัดลอกลิงก์แล้ว