- หน้าแรก
- หน่วยรบเถื่อน
- บทที่ 332 - การกระทำที่กล้าหาญ
บทที่ 332 - การกระทำที่กล้าหาญ
บทที่ 332 - การกระทำที่กล้าหาญ
เพื่อความปลอดภัย หลี่จินฟางปิดไฟหน้ารถ และใช้กล้องมองกลางคืนในการขับไปตลอดทาง
ระยะทางกว่า 70 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงเศษก็มาถึง เมื่อหลี่จินฟางเห็นอาคารสีขาวของค่ายอยู่ข้างหน้า เขาก็หยุดรถ
ห่างจากค่ายประมาณหนึ่งกิโลเมตร มองไปไกลๆ ภายในค่ายมืดสนิท แต่ข้างนอกค่ายมีผู้คนถือคบเพลิงและไฟฉายวิ่งไปมา และยังคงได้ยินเสียงปืน
แค่กวาดตามองสองสามครั้ง หลี่จินฟางก็พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า
“ตอนนี้ไม่รู้ว่าคนในค่ายเป็นยังไงบ้าง ต้องเข้าไปใกล้กว่านี้เพื่อสังเกตสถานการณ์ก่อน”
เกาหยางใช้กล้องส่องทางไกลมองกลางคืนมองไปสองสามครั้ง แล้วพูดเสียงทุ้มต่ำ
“พวกคนร้ายน่าจะยังไม่ได้บุกเข้าไปในค่าย ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงไม่มาวิ่งวนอยู่ข้างนอก ตอนนี้ยังมองไม่ชัดว่าพวกนั้นมีอาวุธอะไรบ้าง แต่จากท่าทางของพวกนั้น ดูเหมือนว่าจะมีปืนไม่เยอะ ส่วนใหญ่ใช้มีดพร้าหรืออะไรทำนองนั้น ขับรถเข้าไปใกล้ๆ อีกหน่อย ให้ห่างไม่เกินสามร้อยเมตร”
หลี่จินฟางสตาร์ทรถอีกครั้ง ขับเข้าไปใกล้ค่ายประมาณ 300 เมตร ตอนนี้สามารถได้ยินเสียงตะโกนอย่างชัดเจนแล้ว
กลุ่มคนที่กำลังก่อความวุ่นวายอยู่นอกค่ายไม่ได้สังเกตเห็นรถที่ขับเข้ามาในความมืด เกาหยางและหลี่จินฟางลงจากรถ และเตรียมพร้อมที่จะเปิดฉากโจมตีในความเงียบ
เมื่อเตรียมพร้อมเรียบร้อยแล้ว หลี่จินฟางก็พูดขึ้นมาทันทีว่า
“ผมว่าเราน่าจะทำให้พวกนี้กลัวจนหนีไปจะดีกว่า ถ้าเราลงมือฆ่าคน พวกเราน่ะเผ่นได้ก็จริง ทีนี้ทีมขุดเจาะก็ต้องทำงานที่นี่ต่อ ชีวิตของพวกเขาหลังจากนี้คงจะลำบากแน่ๆ”
เกาหยางถอนหายใจ
“จะให้แตกหนี แค่ยิงตายสองสามคนก็วิ่งกระเจิงแล้ว แต่ถ้าจะไล่โดยไม่ให้เจ็บตัว…อันนี้ยาก”
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง เกาหยางก็พูดเสียงทุ้มต่ำว่า
“เอาอย่างนี้ นายเปิดไฟหน้ารถ แล้วพวกเราสองคนยิงปืนเตือนก่อน ถ้าทำให้พวกนั้นหนีไปได้ก็ดีที่สุด แต่ถ้าไม่ได้ ค่อยยิงให้บาดเจ็บสักสองสามราย”
เมื่อกำหนดแผนการได้แล้ว หลี่จินฟางก็วิ่งกลับไปที่รถ เปิดไฟหน้ารถ จากนั้นเขาก็ยิงกระสุนขึ้นฟ้าหนึ่งชุด แล้วตะโกนเสียงดังว่า
“ทุกคนฟังให้ดี พวกนายต้องออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นพวกนายจะต้องรับผลที่ตามมา”
หลังจากหลี่จินฟางตะโกนจบ ฝูงชนที่กำลังตะโกนและวิ่งวุ่นอยู่นอกค่ายก็หยุดชะงักทันที แล้วหันมามองที่หลี่จินฟางพร้อมๆ กัน แต่หลังจากเงียบไปครู่เดียว ก็มีคนหันปากกระบอกปืนไปที่รถที่เปิดไฟหน้าและเริ่มยิงทันที
เกาหยางที่นอนหมอบอยู่ด้านข้างส่ายหน้าแล้วพูดว่า “นายพูดซับซ้อนไป พวกนั้นฟังไม่เข้าใจหรอก”
พูดจบ เกาหยางก็ยกตัวขึ้นแล้วตะโกนเสียงดัง “รีบไสหัวไป! ไม่อย่างนั้นตายแน่!”
หลังจากตะโกนจบ ผลลัพธ์ก็ยังไม่ดีเท่าที่ควร มีคนอย่างน้อยยี่สิบกว่าคนพุ่งเข้ามาหาเขากับหลี่จินฟาง แต่ส่วนใหญ่ถือมีดพร้าไม่ใช่ปืน
เกาหยางถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้
“คางคก ยิงเลย ไม่เห็นเลือดพวกนี้ก็ไม่ไปหรอก ระวังหน่อยนะ ยิงที่ขา”
สุดท้ายเกาหยางก็ต้องเหนี่ยวไก เขาเล็งไปที่คนที่ถือปืนแล้วยิงสองนัด หลังจากสองนัดนั้น มีคนสองคนล้มลงกับพื้น กุมขาไว้แล้วร้องลั่น ส่วนหลี่จินฟางไม่ได้ยิงใส่คน แต่ยิงลูกระเบิดจากเครื่องยิงระเบิดออกไป เมื่อลูกระเบิดระเบิดอยู่หน้าฝูงชน คนที่พุ่งเข้ามาที่รถก็หยุดทันที แล้วหันหลังหนีกระเจิงไป
เมื่อเห็นว่าลูกระเบิดเพียงลูกเดียวก็แก้ปัญหาได้ เกาหยางอดไม่ได้ที่จะบ่นอย่างหงุดหงิด
“โธ่เอ๊ย! รู้อย่างนี้โยนระเบิดมือไปก็จบแล้วนี่หว่า จะต้องยิงให้เสียกระสุนทำไม”
หลังจากพูดอย่างหงุดหงิด เกาหยางก็ลุกขึ้นยืน มองดูพวกคนร้ายที่เมื่อครู่ยังฮึกเหิม ตอนนี้กลับแตกกระเจิงเหมือนฝูงแกะที่ตกใจกลัว เกาหยางเบ้ปากแล้วพูดว่า
“ไปเถอะ เข้าไปในค่ายกัน หวังว่าคนข้างในคงจะปลอดภัยนะ”
ฝูงชนที่รวมตัวกันอยู่นอกค่ายหนีไปจนไม่เหลือแม้แต่คนเดียว คนที่บาดเจ็บก็ถูกเพื่อนร่วมทางพาไปแล้ว เกาหยางและหลี่จินฟางขับรถเข้าไปถึงหน้าค่ายได้อย่างง่ายดาย
ค่ายของทีมขุดเจาะมีขนาดไม่เล็ก สามารถรองรับคนได้เป็นร้อยคน และที่พิเศษคือข้างนอกค่ายมีกำแพงที่ทำจากรั้วลวดหนามล้อมรอบไว้ และก็เพราะกำแพงนี้เองที่ทำให้พวกคนร้ายไม่สามารถบุกเข้าไปในค่ายได้
พวกเขาเดินไปถึงข้างรั้ว เกาหยางตะโกนเป็นภาษาจีนเสียงดังว่า
“ข้างในมีใครอยู่ไหม? ข้างนอกปลอดภัยแล้ว!”
หลังจากเกาหยางตะโกน ก็มีเสียงตะโกนตอบกลับมาอย่างดีใจจากอาคารที่อยู่ด้านนอกสุด
“มีคนอยู่ๆ รอผมเดี๋ยว ผมจะออกไปแล้ว”
ไม่นานไฟในค่ายก็สว่างขึ้น จากนั้นมีคนกว่าสิบคนวิ่งออกมาจากอาคารในค่าย คนนำหน้าวิ่งออกมา ในมือยังถือปืนอยู่
หลังจากวิ่งมาถึงอีกด้านหนึ่งของรั้วลวดหนาม เมื่อเห็นชุดของเกาหยางและหลี่จินฟาง คนที่วิ่งออกมาก็ต่างยืนนิ่ง คนนำที่ถือปืนอยู่ก็แสดงสีหน้าประหลาดใจ
“พวกคุณ... พวกคุณเป็นใครกัน? ไม่ใช่คนที่บริษัทส่งมาใช่ไหม?”
เกาหยางและหลี่จินฟางต่างสวมชุดปฏิบัติการสีดำ สวมหมวกกันน็อก เสื้อกั๊กยุทธวิธี มีระเบิดมือแขวนอยู่บนหน้าอก กล้องมองกลางคืนและกล้องเล็งมีครบทุกอย่าง โดยเฉพาะที่ใบหน้ามีผ้าคลุมปิดไว้เหลือเพียงแค่ตาเท่านั้น ในซูดานใต้ไม่มีใครแต่งตัวแบบนี้มาก่อน
เกาหยางตะโกนตอบ
“อย่าไปสนว่าใครส่งมา หรือเราเป็นใคร รู้แค่ว่าไม่ใช่คนของฝ่ายไหนที่คุณรู้จักก็พอ เอาเป็นว่า…แค่มาช่วยคนเดือดร้อนก็แล้วกัน”
ตอนนั้นเองหลี่จินฟางก็พูดเสียงทุ้มต่ำ
“พวกเราเป็นคนจีนเหมือนกัน ไม่ต้องเป็นห่วง พวกเราอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ ได้ยินว่าอาจจะมีเรื่องเลยแวะมาดู เป็นยังไงบ้าง คนของพวกคุณปลอดภัยไหม?”
ผู้นำคนนั้นก็รีบตอบ
“ปลอดภัย ๆ ไม่มีอะไรใหญ่โต มีแค่คนบาดเจ็บเล็กน้อยสองคน พวกคุณรอสักครู่นะครับ ผมจะให้คนตัดรั้วลวดหนามนี้ออก”
รั้วลวดหนามล้อมค่ายทั้งหมดเอาไว้ แม้แต่ทางเข้าก็ถูกปิดด้วยรั้วลวดหนามหลายชั้น ในขณะที่คนข้างในกำลังใช้คีมตัดรั้วลวดหนาม ผู้นำของทีมขุดเจาะก็พูดข้ามรั้วลวดหนามมาหาเกาหยางว่า
“จังหวะสำคัญจริง ๆ โชคดีที่ได้พวกคุณสองคนมาช่วย ไม่อย่างนั้นคืนนี้คงแย่แน่ๆ ผมแซ่เฉิน ชื่อเฉินเผิง เป็นผู้จัดการแท่น ขอทราบนามสองท่านได้ไหม”
เกาหยางลังเลเล็กน้อยแล้วส่ายหน้า
“อาชีพของพวกเราค่อนข้างอ่อนไหว เราขอไม่บอกชื่อแล้วกัน คุณเรียกผมว่า ‘แรม’ ส่วนเขาชื่อ ‘คางคก’ ก็พอ”
เฉินเผิงพยักหน้ารัวๆ
“เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว ขอบคุณพวกคุณทั้งสองคนมากๆ ถ้าไม่ได้พวกคุณมาช่วยคลี่คลายสถานการณ์ วันนี้คงเกิดเรื่องใหญ่แน่ ที่นี่มีคนกว่าหกสิบชีวิต ถ้าโดนบุกเข้ามาจริงๆ คงไม่เหลืออะไร มาเถอะครับ อย่ามัวแต่ยืนอยู่ข้างนอกเลย เข้าไปนั่งข้างในกันดีกว่า ไอ้หนูหลิว นายนำทีมไปดูสถานการณ์ข้างนอกหน่อยนะ ระวังตัวด้วย หาที่กำบังแล้วหลบซ่อนตัวดีๆ อีกสองชั่วโมงค่อยเปลี่ยนเวร”
หลังจากจัดกำลังพลเฝ้ายามอย่างรวดเร็วแล้ว เฉินเผิงก็นำเกาหยางและหลี่จินฟางไปยังห้องที่น่าจะเป็นโรงอาหาร เมื่อเข้าไปแล้วเกาหยางถึงได้รู้ว่าข้างในเต็มไปด้วยผู้คน
ภายในโรงอาหารมีไฟสว่างจ้า ผู้คนเกือบทั้งห้องสวมชุดทำงานสีแดง ในมือถือขวาน ท่อเหล็ก และประแจขนาดใหญ่เป็นอาวุธ เมื่อมองแวบแรกแล้ว ดูเหมือนแก๊งอันธพาลกำลังจะเปิดศึกกัน
พอเข้าไปในโรงอาหาร เฉินเผิงก็พูดเสียงดังว่า
“พี่น้อง สองคนนี้แหละคือฮีโร่ผู้ยิ่งใหญ่ที่มาช่วยพวกเราเมื่อกี้ เสียงปืนเมื่อกี้เป็นฝีมือของพวกเขา พวกเราต้อนรับพวกเขาหน่อยสิ”
ทุกคนในโรงอาหารต่างมองเกาหยางและหลี่จินฟางด้วยสายตาที่สงสัยและรู้สึกขอบคุณ เมื่อได้ยินที่เฉินเผิงแนะนำ เสียงโห่ร้องและเสียงปรบมือก็ดังขึ้นทันที
เกาหยางโบกมือให้ทุกคน จากนั้นก็ถูกเชิญให้นั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง เกาหยางพูดทันทีว่า
“ผู้จัดการเฉิน คุณช่วยเล่าสถานการณ์ให้ฟังหน่อยได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่”
เฉินเผิงตอบทันทีว่า
“เรื่องเป็นอย่างนี้ครับ เมื่อวานพวกเราได้รับแจ้งว่าสถานการณ์ในพื้นที่นี้ไม่มั่นคง ให้เตรียมพร้อมที่จะอพยพได้ตลอดเวลา แต่ในวันนี้ก็ได้รับแจ้งใหม่ว่าห้ามอพยพเอง เพราะถนนถูกปิดแล้ว บริษัทได้ขอความช่วยเหลือจากสถานกงสุล เพื่อเตรียมส่งทหารมาคุ้มกันพวกเราออกไป แต่ทหารที่มาคุ้มกันพวกเราในวันนี้กลับถูกโจมตี และไม่สามารถมาได้แล้ว พวกเราก็เลยต้องติดอยู่ในค่ายนี้
เมื่อตอนบ่ายวันนี้ มีกลุ่มคนมาปล้นรอบแรก แต่คนไม่เยอะ แค่ยี่สิบกว่าคน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เราจ้างมาก็ยิงไปสองสามนัดแล้วก็หนีไปเลย พวกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพวกนั้นโคตรเฮงซวย พอเห็นว่าต้องสู้กันจริงๆ พอพวกปล้นไปแล้ว พวกนั้นก็ไม่พูดไม่จาอะไร แถมยังขนของในค่ายหนีไปด้วย หลังจากนั้นผมก็รั้งคนเอาไว้คนหนึ่ง แล้วจ่ายเงินให้เขา 600 หยวน เพื่อซื้อปืนกับกระสุนมา แล้วก็เอาลวดหนามมาปิดประตูไว้
พอพวกนั้นกลับมาอีกครั้งในตอนเย็น พวกเขาก็ไม่มีอะไรที่จะตัดรั้วลวดหนามได้ ถ้าใครกล้าเอาไม้กระดานอะไรมาปีนเข้ามา ผมก็จะยิงไปหนึ่งนัด ก็เลยยันพวกนั้นไว้ได้จนถึงตอนนี้”
------
(จบบทที่ 332)