- หน้าแรก
- หน่วยรบเถื่อน
- บทที่ 152 - อาการหลงเหลือหลังผ่านสงคราม
บทที่ 152 - อาการหลงเหลือหลังผ่านสงคราม
บทที่ 152 - อาการหลงเหลือหลังผ่านสงคราม
ภูมิประเทศของลิเบียมีลักษณะพิเศษ เกือบทั้งประเทศเป็นทะเลทราย เมืองใหญ่ส่วนใหญ่อยู่ตามชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ลักษณะแบบนี้ทำให้ถนนสายหลักของลิเบียทอดยาวไปตามแนวชายฝั่ง
การเดินทางของเกาหยางกับพวก กลับง่ายกว่าที่เขาคิดไว้มาก พวกเขาไม่จำเป็นต้องใช้ถนนสายหลักที่มีด่านตรวจตลอดเส้น แต่เลือกขับฝ่าทะเลทรายตรงไป โดยไม่ต้องผ่านตัวเมืองใด ๆ ตลอดทาง ด้วยการนำทางจาก GPS แม้ออกนอกถนนก็ไม่ต้องกลัวว่าจะหลงทาง
ก่อนหน้านี้ ทุกครั้งที่เกาหยางเข้าออกลิเบีย เขาจะใช้บริการผ่านบริษัทรักษาความปลอดภัยที่ให้บริการขนส่งแก่ทหารรับจ้าง หรือไม่ก็ใช้ช่องทางของอุลยานอฟ แต่ครั้งนี้ต่างออกไป พวกเขามีเงินสดจำนวนมาก ที่สำคัญยังมีทองคำสองลังเต็ม ๆ แถมยังมีปืนสีทองอร่ามจากพระราชวังของกัดดาฟีซึ่งสะดุดตาเกินไป เกาหยางจึงไม่คิดจะใช้ช่องทางที่ไม่น่าไว้วางใจในการออกจากประเทศตั้งแต่แรก
ตลอดเวลานั้น ชาติต่าง ๆ ใน NATO ยังส่งอาวุธให้ฝ่ายต่อต้านในลิเบียอย่างต่อเนื่อง มอร์แกนเองก็ขนส่งยุทโธปกรณ์ให้กับกลุ่มที่เขาสนับสนุนอยู่หลายกลุ่ม มอร์แกนย่อมต้องมีช่องทางของตัวเอง และอับดุลก็เป็นผู้ประสานงานของมอร์แกนในลิเบีย ก่อนที่เขาถูกจับ เขาคือคนที่ดูแลเส้นทางเหล่านี้โดยตรง
เมื่อพวกเขาสามารถติดต่อมอร์แกนได้ อับดุลเพียงสอบถามสถานการณ์ต่าง ๆ เพียงเล็กน้อย ก่อนชี้เส้นทางให้พวกเกาหยางมุ่งหน้าไปถึงตูนิเซียได้อย่างปลอดภัย
มีเพียงเรื่องเดียวที่น่าเสียดาย คือระหว่างผ่านด่านชายแดนตูนิเซีย–ลิเบีย พวกเขาจำต้องทิ้งรถแลนด์โรเวอร์สองคันไว้ในลิเบีย และขนย้ายทุกสิ่ง รวมถึงเงินและทอง ขึ้นไปในรถบัสคันเดียว เหตุผลเพราะรถบัสคันนี้สามารถข้ามพรมแดนโดยไม่ต้องตรวจค้น เกาหยางไม่คิดเสียดายอะไร แค่รถสองคัน… ด้วยทรัพย์สินตอนนี้ ต่อให้จะซื้อใหม่อีกยี่สิบคันก็ยังได้
ตอนที่นั่งบนรถบัส ฟ้าก็เริ่มสว่าง เกาหยางที่แทบไม่ได้นอนมาหลายคืน แต่ก็ฝืนตาสู้ความง่วง ไม่ยอมหลับ เพราะเมื่อยังอยู่กับกองเงินกองทองในที่ไม่ปลอดภัย เขาไม่มีวันข่มตาหลับลงได้
เดิมทีเขาคิดจะผลัดกันนอนอย่างน้อยให้มีคนตื่นอยู่สองคนเสมอ แต่สุดท้ายแล้ว… นอกจากฉุ่ยป๋อที่นอนกรนคร่อก ๆ ไปแล้ว ทุกคนกลับนอนไม่หลับ แม้จะเชื่อว่าคนที่มอร์แกนส่งมารับน่าไว้วางใจ แต่ก็ยังไม่อาจวางใจพอจะหลับได้สนิท
เพื่อเป็นการฆ่าเวลา และขับไล่ความง่วง พวกเขาจึงจับกลุ่มคุยกันเรื่อยเปื่อย ไล่ตั้งแต่ย้อนความหลังในสนามรบลิเบีย ไปจนถึงวางแผนว่าจะใช้เงินที่ได้มาอย่างไร แต่ฟลายกลับนั่งเงียบ ๆ อยู่เบาะหลังสุด กอดปืนกลแน่น มองเหม่อไม่พูดไม่จา
เมื่อเห็นฟลายนั่งเหม่อนานผิดปกติ สีหน้าหนักอึ้ง เกาหยางก็อดกังวลไม่ได้ เขาเอื้อมไปแตะแขนเกรกลอรอฟแล้วกระซิบ
“ฟลายเป็นแบบนี้มานานแล้ว เขาจะไม่เป็นไรใช่ไหม?”
เกรกลอรอฟเหลือบตามองแล้วยักไหล่
“นี่เป็นครั้งแรกที่เขาลงสนามรบ เขาอาจจะต้องใช้เวลาสักพักเพื่อทำใจกับประสบการณ์ที่ผ่านมา แค่นั้นแหละ จะมีอะไรซะอีก”
เกาหยางขมวดคิ้ว
“นายเป็นทหารมานาน ผ่านอะไรมาเยอะ คิดว่าเขาจะเป็นโรคเครียดหลังสงครามไหม? หรือเขาจะกลับไปใช้ชีวิตแบบคนปกติไม่ได้แล้วหรือเปล่า?”
เกรกลอรอฟมองด้วยแววประหลาดใจ
“ล้อเล่นหรือไง? แค่รบมาหนหนึ่งก็ใช้ชีวิตปกติไม่ได้แล้วเนี่ยนะ? ไปเอาความคิดเหลวไหลพวกนี้มาจากไหนกัน ฉันรบมาเกือบยี่สิบปี นายว่าตอนฉันไม่รบ ฉันไม่ใช่คนปกติรึไง?”
เกาหยางยังยืนยัน
“ผมอ่านนิยายกับดูหนังมามาก เขาว่าทหารผ่านศึกหลายคนกลับไปใช้ชีวิตปกติไม่ได้ คนที่มีอาการนี้บางทียังทำร้ายคนใกล้ตัวโดยไม่รู้ตัว น่ากลัวจะตาย”
เกรกลอรอฟหัวเราะเยาะ
“แล้วนายล่ะ? นายก็ผ่านการต่อสู้มาตั้งหลายครั้ง รู้สึกยังไง?”
เกาหยางคิดทบทวนดูครู่หนึ่ง
“ผมแค่รู้สึกโล่งใจตอนที่ออกจากสนามรบ และอยากจะใช้ชีวิตอย่างสงบสุขนะ ถึงช่วงแรก ๆ จะนึกถึงเรื่องที่รบอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้วผมก็ไม่นึกถึงมันเลย”
เกรกลอรอฟกางมือออกพร้อมเบ้ปาก
“เห็นไหมล่ะ ถ้ารบแล้วต้องเป็นบ้า โลกนี้คงเต็มไปด้วยคนเสียสติ ลองคิดดู สงครามโลกครั้งที่หนึ่งมีทหารเข้าร่วมเป็นหลายสิบล้าน หลังสงครามพวกเขาก็กลับบ้านไปใช้ชีวิตกันตามปกติ หรืออย่างสงครามโลกครั้งที่สองก็เหมือนกันนะ ฉันเองผ่านสมรภูมิที่โหดสุด ๆ อย่างการรบครั้งแรกที่กรอซนีเหมือนตกนรก แต่พอเพื่อนร่วมรบปลดประจำการก็ใช้ชีวิตกันปกติดี ไม่เคยได้ยินว่ามีใครไปฆ่าเมียฆ่าแม่ตัวเองซะหน่อย ดูฉันสิ เหมือนบ้าไหม? ฮ่า ๆ ๆ แรก ๆ อาจต้องปรับตัว แต่เชื่อฉันเถอะ ไม่เกินสิบวัน หรือครึ่งเดือนก็ลืมเรื่องสงครามแล้ว”
เกาหยางยอมรับว่าที่เกรกลอรอฟพูดมีเหตุผล ถึงอาจจะพูดเกินจริงไปบ้าง แต่ทหารที่ผ่านสงครามมีอยู่มหาศาล หลายสมรภูมิก็โหดกว่าที่พวกเขาเผชิญมากนัก ทว่าคนที่กลับไปใช้ชีวิตไม่ได้ก็ยังเป็นเพียงส่วนน้อย
หลี่จินฟางก็พยักหน้าเสริม
“ไอ้เรื่องโรคเครียดหลังสงครามน่ะ มันมีจริง แต่ส่วนใหญ่ก็หายได้ในเวลาไม่นาน ถ้ากลับบ้านแล้วยังคิดว่าตัวเองอยู่ในสนามรบตลอด อันนั้นก็เพราะจิตใจอ่อนแอเกินไป”
เกรกลอรอฟพยักหน้าเห็นด้วย
“ถูกต้อง! กลับถึงบ้านทั้งที ทำไมไม่ใช้ชีวิตอยู่กับเมียและลูก กลับไปหมกมุ่นเรื่องสนามรบทำไมกัน อย่าไปเชื่อหนังฮอลลีวูดมากนัก ถ้าทหารทุกคนที่ผ่านสมรภูมิเลือดกลายเป็นฆาตกรคลั่งจริง ๆ ประเทศคงต้องจับพวกเขาไปขังในโรงพยาบาลบ้าทั้งหมดแล้ว”
เกาหยางหันไปมองฟลายอีกครั้ง เขาก็ยังคงรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี
“ที่พูดมาก็ถูกนะ แต่ฟลายอาจจะเป็นคนส่วนน้อยที่ว่าก็ได้ พวกนายดูสิว่าเขานั่งนิ่งเหมือนคนบ้าไปแล้ว ทั้งที่ปกติฟลายเป็นคนพูดมาจนน่ารำคาญ พวกนายไม่รู้สึกว่ามันผิดปกติไปหน่อยเหรอ?”
อับดุลที่นั่งฟังอยู่หัวเราะขึ้น
“ไอ้พวกหนังฮอลลีวูดชอบทำให้เรื่องเกินจริงอยู่แล้ว โดยเฉพาะกับสงครามเวียดนาม พวกมันทำให้ทหารอเมริกันที่เข้าร่วมสงครามดูเหมือนแก้วที่เปราะบาง ทั้งที่จริง ๆ แล้วเป็นแค่คนกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้นเองนะ นั่นมันแค่ความต้องการที่จะแสดงมุมมองทางการเมืองของพวกคนทำหนังเท่านั้นแหละ นายเคยเห็นหนังที่เชิดชูสงครามเวียดนามไหมล่ะ? เอาเป็นว่าถ้านายยังเป็นห่วงฟลายอยู่ ทำไมนายไม่ลองถามเขาตรง ๆ ดูล่ะ”
เกาหยางหันไปหาฟลายแล้วตะโกนเสียงดัง
“ฟลาย นายกำลังคิดอะไรอยู่?”
ฟลายมองเกาหยางด้วยสายตาเหม่อลอย
“อ๋อ ผมกำลังคิดว่า... ครั้งนี้ผมทำผลงานได้แย่มากเลยนะ ผมไม่มีอะไรดีเลย ผมกำลังคิดว่าจะทำยังไงให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น อยากเก่งเหมือนพวกพี่! ครั้งหน้าถ้าได้ออกรบอีก ผมอยากจะถล่มศัตรูให้ยับเลยล่ะครับ เอาล่ะ…เอาเถอะครับ พอได้แล้วครับพี่ อย่ามองผมด้วยสายตาแบบนั้นเลยนะ ผมยอมรับก็ได้ว่า ตอนนี้ปัญหาที่รบกวนจิตใจผมที่สุดก็คือ ผมได้เงินมาเยอะขนาดนี้แล้วเนี่ย ผมจะเอาไปใช้อะไรดี?”
------
(จบบทที่ 152)