- หน้าแรก
- หน่วยรบเถื่อน
- บทที่ 42 - สิ่งที่ได้มา
บทที่ 42 - สิ่งที่ได้มา
บทที่ 42 - สิ่งที่ได้มา
เกรกลอรอฟยินดีที่จะตอบคำถามของเกาหยาง
“มันขึ้นอยู่กับว่าใช้งานยังไง กระสุนเปลือกทองแดงของอเมริกาแม่นยำที่สุดแต่ก็แพงที่สุดเหมือนกัน ปัญหาคือกระสุนดี ๆ ต้องใช้กับปืนดี ๆ ด้วย AK-47 ที่ผลิตแบบลวก ๆ ส่วนมากจะยิงกระสุนพวกนั้นได้ไม่ดีเท่าไหร่ โดยทั่วไปกระสุนเปลือกเหล็กของรัสเซีย หรือกระสุนที่ผลิตในจีน ก็ถือว่าดีมากนะ ส่วนตัวผมน่ะชอบของจีนที่สุด”
เมื่อได้ยินว่ากระสุนผลิตในประเทศตัวเองเป็นของดีที่สุด เกาหยางก็รู้สึกภูมิใจอย่างบอกไม่ถูก จึงถามต่อด้วยความสนใจ
“ทำไมถึงบอกว่าของจีนดีที่สุดล่ะ?”
เกรกลอรอฟยักไหล่
“ถึงผมจะไม่ได้ใช้บ่อย แต่ก็ยิงไปสองหมื่นนัดเห็นจะได้ ตอนนั้นพวกเราซื้อกระสุนล็อตใหญ่ เป็นของจีนทั้งหมด ใช้แล้วยิงลื่นมาก แทบไม่เคยมีปัญหาเลย อีกอย่าง กระสุนรัสเซียยิงได้แม่นยำแค่ระยะ 300 เมตร แต่ของจีนยังแม่นยำแม้ที่ 350 เมตร ที่สำคัญคือราคาถูก เลยได้รับความนิยมมาก เสียดายว่าในแอฟริกานี่จะหากระสุนจีนได้ คุณต้องอาศัยโชคถึงจะได้มันมา”
เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อทันทีโดยไม่รอให้เกาหยางถาม
“กระสุนที่ยังพอใช้ได้ก็พวกของประเทศยุโรปตะวันออก เช่น โรมาเนีย ยูโกสลาเวีย พอใช้ได้ แต่ไม่ได้เด่นอะไรนัก”
ความอยากรู้อยากเห็นของเกาหยางเริ่มพุ่งสูง ถึงเขาจะเคยอ่านจากหนังสือมาบ้าง แต่ก็ไม่เท่ากับฟังจากปากของทหารผ่านศึกจริง ๆ
“แล้วปืนล่ะ ของประเทศไหนดีที่สุด?”
เกรกลอรอฟคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ
“ถ้าพูดถึงปืน รัสเซียดีที่สุด รองลงมาก็ของจีน ความน่าเชื่อถือสูง ใช้งานได้ดีมาก เพียงแต่ว่าเวลาใช้นาน ๆ ลำกล้องจะร้อนง่ายกว่าของรัสเซีย แถมเป็นสนิมง่ายกว่าด้วย แต่คุณภาพโดยรวมถือว่าดี ไม่ว่าจะผลิตเมื่อไหร่ก็ยังคงใช้งานได้ดี
ปืนโรมาเนียก็ไม่เลว บางรุ่นดีจนเหนือกว่าของรัสเซียซะอีก แต่ต้องหาแบบผลิตก่อนปี 1990 เพราะของใหม่คุณภาพตก ส่วนที่เหลือไม่ว่าจะผลิตจากที่ไหนก็ยิ่งใหม่ยิ่งดี ยกเว้นพวกที่มีอักษรอาหรับนะ ไม่ว่าจะเก่าหรือใหม่ ปืนหรือกระสุน โยนทิ้งไปซะดีกว่า ไม่งั้นอาจถึงตาย”
เกาหยางจำคำแนะนำเหล่านั้นไว้ขึ้นใจ แล้วโยนกระสุนในมือทิ้งทันที ก่อนจะพูดขึ้นว่า
“ดูท่าฉันจะมีอะไรต้องเรียนรู้อีกเยอะเลย ไว้วันหลังขอรบกวนครูเกรกลอรอฟอีกนะ แต่ตอนนี้ต้องรีบแล้ว ไปกันเถอะ”
เกรกลอรอฟพยักหน้า แล้วพูด
“เดี๋ยว ยังมีของดีอยู่ แม้กระสุนพวกนี้จะกาก แต่ดูนี่สิ”
พูดจบเขาก็เตะเปิดกล่องไม้ใบหนึ่ง หยิบเอาลูกกระสุนปืนครกขนาด 82 มม. ขึ้นมาโชว์ให้เกาหยางดู
“นี่เลย ของรัสเซียแท้ ๆ ดูเหมือนพวกมันจะเอาไว้ทำระเบิด แต่เราจะใช้มันเป็นระเบิดขว้างก็ยังได้!”
ลูกกระสุนปืนครกขนาด 82 มม. ใหญ่น่าดู เกาหยางหยิบขึ้นมาชั่งน้ำหนักดู รู้สึกว่าน่าจะหนักสักสามถึงสี่กิโล
“หนักขนาดนี้จะขว้างออกเหรอ? ระวังระเบิดใส่ตัวเองนะ”
เกรกลอรอฟหัวเราะลั่น ยกแขนโชว์กล้ามแล้วตอบ
“ผมโยนได้สิบกว่าเมตรแน่ ๆ ที่สำคัญคือ พวกเป้าหมายจะอยู่ในบ้านใช่ไหมล่ะ งั้นไม่ต้องโยนไกลหรอก”
เกาหยางพยักหน้าเห็นด้วยแล้วพูดอย่างกระตือรือร้น
“แจ๋วเลย! มีอยู่สี่ลูก เอาไปหมดนี่แหละ ให้พวกมันได้ลิ้มรสระเบิดของตัวเองบ้าง”
เกรกลอรอฟแบกกล่องใส่ลูกปืนครก ส่วนเกาหยางช่วยถือปืนกล ทั้งคู่ลงไปชั้นล่างอย่างรวดเร็ว พอถึงชั้นล่าง เกาหยางก็ส่งปืนให้ฉุ่ยป๋อไปถือแทน
เขาสวมแว่นมองกลางคืนแล้วมองไปรอบ ๆ ไม่มีใครตามเสียงปืนมาเลย เพราะในเมืองมีเสียงยิงปืนอยู่เรื่อย ๆ จึงช่วยกลบเสียงของพวกเขาได้
ระหว่างกำลังจะออกไป เกาหยางเหลือบไปเห็นศพของเฟดอร์กับมาลิก แขวนอยู่ตรงนั้น เขารู้สึกแน่นหน้าอกขึ้นมา
“ไม่ได้... เราปล่อยให้เฟดอร์กับมาลิกแขวนไว้แบบนี้ไม่ได้ ถึงจะเอาศพไปไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องเอาลงมา เปิดไฟ!”
พอปิดแว่นมองกลางคืนแล้ว เขาก็ให้เกรกลอรอฟคอยระวัง ขณะที่เขากับฉุ่ยป๋อช่วยกันเอาศพลงมา
แต่ทั้งคู่ไม่มีเวลาจะฝังศพ และก็นำศพออกไปไม่ได้
เกาหยางลังเลก่อนพูดเบา ๆ
“หรือเราจะเผาศพพวกเขาดี? จะได้ไม่ให้ใครมาทำลายศพหลังตาย”
ฉุ่ยป๋อส่ายหน้า พูดเสียงหนักแน่น
“เพื่อนบ้านแถวนี้ยังพอมีน้ำใจ พวกเขาน่าจะช่วยเก็บศพให้ แล้วอีกอย่าง... ศาสนาของมาลิกไม่ให้เผาศพ”
พอเป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนา เกาหยางก็ไม่อยากฝืน
เขามองใบหน้าที่บิดเบี้ยวของเฟดอร์กับมาลิกแล้ว รู้สึกเจ็บปวดและเกลียดพวกคนที่ทำลงไปอย่างที่สุด
ทันใดนั้น เกาหยางเดินเร็วไปที่หน้าต่าง หยิบขวานด้ามสั้นขึ้นมา
ขวานนี้ควรมีปลอกหนังหุ้ม แต่เขาไม่เจอ เลยเอาไปเสียบไว้ที่ห่วงเวลโคร (ตีนตุ๊กแก) ตรงอกซ้ายของเสื้อเกราะ จุดที่ปกติไว้เสียบมีดล่าสัตว์ แต่ขวานมีขนาดพอดีเป๊ะ หยิบง่ายพกสะดวก
เห็นฉุ่ยป๋อทำหน้างง เขาเลยพูดว่า
“ขวานนี้มาลิกใช้ตอนบ่าย เขาวางไว้ตรงนี้ ฉันว่าถ้าใช้ขวานนี้ ไปล้างแค้นให้เขาก็คงมีความหมายดี อีกอย่าง ถ้าได้ใช้จริงก็ถือว่าเขาเป็นคนลงมือล้างแค้นด้วยตัวเอง”
ฉุ่ยป๋อฟังแล้วพยักหน้า เขาเองก็เดินหาของในร้าน สุดท้ายหยิบเอาพลั่วอันหนึ่งติดตัวไป ไม่ใช่พลั่วสนามแบบทหาร แค่พลั่วทำสวนธรรมดา แต่ถ้าเอาไว้หวดคนก็ใช้ได้เหมือนกัน
“โอเค ไปกันเถอะ พูดก็พูดเถอะ ของในร้านนี้ดีจริงนะ ทั้งหมดนำเข้าจากยุโรป ของแพงทั้งนั้น”
เกาหยางที่ยังรู้สึกจุกในใจ หันไปพูดเรื่องขวานแทน
“ขวานที่ฉันหยิบมาเป็นของแบรนด์ Gränsfors จากสวีเดน เป็นรุ่นแคมปิ้งนะ อย่าดูถูกว่าเป็นแค่ขวานเกษตรแถบนอร์ดิก มันแพงเอาเรื่องเลย ลือกันว่าเป็นงานแฮนด์เมด ขวานเล็ก ๆ แบบนี้ขายเป็นร้อยยูโรแน่ะ”
ฉุ่ยป๋อตาโต
“พี่หยาง ฉันรู้นะว่านายชอบมีด แต่ไม่คิดว่าจะรู้เรื่องขวานด้วย ขวานเกษตรจากนอร์ดิกยังรู้จักอีกเหรอ?”
เกาหยางหัวเราะขื่น ๆ
“ก็เคยฝันอยากไปอยู่ป่าไง จำคลิปที่ฉันส่งให้นายได้ไหม? ซีรีส์สารคดี Northern Wilderness ของ Ray Mears น่ะ เขาใช้ขวานยี่ห้อนี้แหละ ฉันเคยจะซื้อเหมือนกัน พอเห็นราคา... โอย เข็ดเลย พอรวมค่าขนส่งแล้วก็พันกว่าหยวนแน่ะ เลยยังไม่ได้ซื้อสักที ไม่คิดว่าจะมาเจอเอาที่นี่ด้วย รุ่นที่เขาใช้คือ ‘Small Forest’ ใหญ่กว่านี้หน่อย ฉันก็อยากได้นะ แต่พกยาก รุ่นแคมป์นี้กำลังดีเลย”
ฉุ่ยป๋อส่ายหน้า
“ฉันจำได้ว่าเคยดู แต่พูดอังกฤษหมดฟังไม่รู้เรื่อง ไม่รู้เดี๋ยวนี้มีซับรึยัง แต่ก็ช่างเถอะ ฉันไม่อินกับขวานเท่าไหร่ โดยเฉพาะของแพง ๆ แบบนี้”
เกาหยางพูดเสียงเคร่ง
“ฉันเคยอยู่ในป่าร่วมสามปี ตอนนั้นคิดเลยว่าถ้ามีขวานจะดีแค่ไหน ถึงตอนนี้จะไม่อยากกลับไปใช้ชีวิตแบบนั้นแล้ว แต่ฉันกลับยิ่งชอบขวานเข้าไปอีก ที่สำคัญคือ... ฉันอยากใช้ขวานนี้สับหัวไอ้ชาลิมนั่นให้เละ!”
ฉุ่ยป๋อพยักหน้า
“มันฟันมาลิกกี่แผล เราก็จะฟันมันคืนเท่านั้น แต่ถามจริง ๆ พี่หยาง... นายกล้าทำไหม?”
เกาหยางคิดอยู่พักใหญ่ ก่อนถอนใจยาว
“ยิงปืนฆ่าคนฉันยังเฉย ๆ แต่ให้ใช้ขวานสับ... คงไม่ไหวจริง ๆ ว่ะ”
ฉุ่ยป๋อกัดฟันแน่น
“ฉันอาจจะทำได้ ถ้านายไม่กล้าฉันจะจัดการเอง ฉันจะตัดหัวไอ้สารเลวนั่นให้ได้ เผื่อไว้เซ่นวิญญาณเฟดอร์กับมาลิกก่อน แล้วค่อยเอาไปเตะเล่นเป็นลูกบอล มาลิกยังมีเมียมีลูกอีก บ้านเขายังต้องพึ่งพาเขาอยู่ นายคิดดูสิ แค่คิดก็แค้นจะตายแล้ว!”
แม้จะฟังไม่ออกว่าเกาหยางกับฉุ่ยป๋อพูดอะไรกัน แต่เกรกลอรอฟก็พูดเสียงต่ำว่า
“พวกนายสองคนเงียบหน่อยได้ไหม ถ้าจะคุยเรื่องอะไร ไว้ทีหลัง ตอนนี้เงียบไว้ก่อนจะดีที่สุด”
เกาหยางรู้ว่าเกรกลอรอฟพูดถูก พูดคุยระหว่างเดินทางไม่เหมาะนัก เขาแค่อยากระบายความรู้สึกให้หายอึดอัด แต่เมื่อถูกเตือน เขาก็รีบบอกฉุ่ยป๋อเป็นภาษาจีนให้เงียบ แล้วตัวเองก็ไม่พูดอะไรอีก
ทั้งสามเดินไปในความเงียบ มุ่งหน้าไปยังจุดหมายของพวกเขาซึ่งอยู่ใกล้เข้ามาทุกที
------
(จบบทที่ 42)