เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2 - ชักดาบ

บทที่ 2 - ชักดาบ

บทที่ 2 - ชักดาบ


บทที่ 2 - ชักดาบ

"บัดซบ แบบนี้ใครจะทนไหว?"

"โบราณว่าไว้ การฆ่าคนเป็นเพียงเรื่องชั่วพริบตา จะยืดคอรอคมดาบหรือหดหัวหนีก็โดนฟันเหมือนกัน แล้วจะทนไปทำไม!"

"เคร้ง!" โดยไม่รอให้ใครพูดอะไร ลู่หมิงชักดาบยาวในมือขึ้นมาแล้ว

เจ้าของร่างเดิมเคยผ่านสมรภูมิรบโชกโชน ตัวเขาเองก็เป็นผู้ฝึกยุทธขั้นเข้าสู่วิถี ลู่หมิงเองก็เคยผ่านความเป็นความตาย เป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่บนคมมีดมาตลอด

ความกล้าหาญย่อมมีไม่ขาด

"ฉับ!" แสงเงินวาบผ่าน

บนลำคอของหลี่ซาน ปรากฏเส้นสีแดงฉาน หยดเลือดไหลรินออกมาตามบาดแผล

กระบองร่วงหล่นลงพื้น เขาพยายามใช้มือกุมลำคออยากจะพูดอะไรบางอย่าง

แต่สุดท้ายก็ล้มตึงลงกับพื้น

เลือดสดๆ ย้อมพื้นดินจนแดงฉาน ดูบาดตาภายใต้แสงรุ่งอรุณ

"คนของราชสำนักแกยังกล้าตี กินดีหมีหัวใจเสือมาหรือไง ถุย!"

ลู่หมิงถ่มน้ำลายลงพื้น

เขาเงยหน้าขึ้นพร้อมกับดาบยาวที่ยังคงมีเลือดหยด

"อ้าว นี่พ่อบ้านจางไม่ใช่เหรอ?

ทำไมท่านถึงมาอยู่ที่นี่ด้วย หรือว่าพวกท่านก็มารุมตีซุนเถียนเหมือนกัน?"

[ชื่อ: จางฟู่]

[ระดับพลัง: ขั้นขัดเกลากายาระดับต้น]

[ประวัติชีวิต: ก่อนอายุ 30 ปี เคยเป็นครูฝึกยุทธในเมืองหงตู เพราะความโลภเข้าครอบงำจึงฆ่าพ่อค้าที่เดินทางผ่านมา เมื่อเรื่องแดงขึ้นก็หนีมาที่ตำบลเฟิงเหลย ถูกคุณชายตระกูลจางถูกใจ จ้างมาเป็นพ่อบ้าน คอยเป็นสุนัขรับใช้

อายุ 31 ปี บีบคั้นชาวนาจนฆ่าตัวตาย 6 คน

อายุ 32 ปี ถูกใจหญิงสาวในตำบลเฟิงเหลย เมื่อนางไม่ยอมจึงข่มขืน เพื่อปิดปากครอบครัวฝ่ายหญิง จึงฆ่ายกครัวแล้วจุดไฟเผาทำลายหลักฐาน ทำให้บ้านข้างเคียง 3 หลังถูกไฟไหม้ไปด้วย ผู้คน 23 คนไร้ที่อยู่ ต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัยและตายต่างถิ่น

อายุ 40 ปี บีบคั้นชาวนาจนตาย 18 คน สมคบคิดกับผู้อื่น ลอบสังหารนายกองร้อยของราชสำนัก 1 คน]

[ภารกิจ: ตีซุนเถียนให้ตาย ทำให้คนในกองร้อยเกิดความระแวงในตัวนายกองร้อยคนใหม่อย่างลู่หมิง แล้วค่อยแอบกำจัดทิ้งทีหลัง]

[ระดับความโหดเหี้ยม: 400 คะแนน]

[สังหารจะได้รับคะแนนโกลาหล: 400]

"ใต้เท้าลู่พูดล้อเล่นแล้ว ตระกูลจางเราเคารพกฎหมายมาตลอด จะกล้าฝ่าฝืนกฎหมายบ้านเมืองได้อย่างไร!" จางฟู่คาดไม่ถึงว่าลู่หมิงจะมุทะลุขนาดนี้ แววตาฉายแววตกใจลึกๆ แต่ใบหน้ากลับฉีกยิ้ม ไม่มีแววเย็นชาเมื่อครู่แล้ว คนที่คลุกคลีในวงการมานานอย่างเขา ถือคติเก็บอารมณ์ความรู้สึกไว้ภายใน

เขาเริ่มครุ่นคิดตามความเคยชิน ว่าลู่หมิงไปได้ดีหมีหัวใจเสือมาจากไหน

เพราะตอนที่อีกฝ่ายมารับตำแหน่ง ดูไม่เหมือนคนใจกล้าบ้าบิ่นเลยสักนิด

แม้ว่าตอนนี้ราชสำนักจะสูญเสียการควบคุมท้องถิ่นไปบ้าง แต่บารมีเก่าเก็บก็ยังคงอยู่ ดังนั้นในที่แจ้ง ตระกูลจางยังต้องรักษาความเกรงใจต่อนายกองร้อยอย่างลู่หมิงไว้ อย่างน้อยก็ไม่ควรฉีกหน้ากันตรงๆ

ต่อให้จะฆ่าทิ้ง ก็ต้องปลอมตัวเป็นโจรป่าแล้วแอบลงมือในที่ลับ

นี่คือเหตุผลที่เขาถูกตระกูลจางส่งมาจัดการซุนเถียน

เพราะนายกองร้อยคนก่อนแม้จะโลภมาก แต่ก็มักจะเจือจานลูกน้องในกองร้อยบ้าง เช่น หมั่นโถวสักก้อน ข้าวซ้อมมือสักถุง ทำให้หลังจากที่เขาตาย คนในกองร้อยจึงแอบไปร้องเรียนที่ตัวเมือง

ซุนเถียนนี่แหละคือแกนนำ

ด้วยเหตุนี้ ลู่หมิงจึงถูกส่งตัวมา

ดังนั้นครั้งนี้ตระกูลจางจึงวางแผนเล่นงานซุนเถียน เพื่อเสี้ยมให้ลู่หมิงผู้เป็นนายกองร้อยคนใหม่ผิดใจกับลูกน้อง

"แล้วแกมาทำอะไรที่นี่?" ลู่หมิงกระชากคอเสื้อหลี่ซานขึ้นมาเช็ดคราบเลือดบนใบดาบ ไม่มีความคิดจะลงตามบันไดที่จางฟู่พาดให้แม้แต่น้อย

การกระทำชุดนี้ ทำให้คนในกองร้อยรู้สึกสะใจอย่างบอกไม่ถูก

ถ้าไม่ใช่เพราะเกรงกลัวตระกูลจาง คงจะโห่ร้องออกมาแล้ว

จางเหมิงก้าวเข้าไปแก้มัดเชือก

"นังหนู ประคองพ่อเจ้าดีๆ!"

พูดจบ เขาก็กระชับจอบในมือแน่นอีกครั้ง

ในวินาทีนี้ ลู่หมิงกลายเป็นเสาหลักทางจิตใจของพวกเขาไปแล้ว

จะว่าไปคนแก่อย่างจางเหมิง สมัยหนุ่มๆ ก็เคยซ่ามาก่อน กองร้อยเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ในตำบลเฟิงเหลยแห่งนี้เดินยืดอกได้สบายๆ ตระกูลใหญ่ทั้งสามอะไรนั่นต้องชิดซ้ายไปเลย

ก็แค่ช่วงไม่กี่ปีมานี้ที่บ้านเมืองวุ่นวาย พวกนั้นถึงได้ผยองขึ้นมา

จางเหมิงและพรรคพวกเก็บความแค้นไว้ในใจมานานแล้ว

กลับเป็นเด็กหนุ่มสองคนนั้นที่ดูขลาดกลัว ถือเสียมทำอะไรไม่ถูก

ฉากแบบนี้ พวกเขาเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก

"ซุนเถียน เจ้าบอกมาสิ ว่าไอ้จางฟู่มันตีเจ้าหรือเปล่า?" ลู่หมิงหันไปถามซุนเถียนที่ตัวสั่นเทา น้ำเสียงเบาหวิวเหมือนกำลังคุยเรื่องสัพเพเหระ

กล้ามเนื้อบนใบหน้าจางฟู่กระตุก

ดวงตาแดงก่ำไปด้วยเส้นเลือด

"ทะ..."

"ฉับ!" แต่ในวินาทีถัดมา ไม่รอให้ใครได้ตั้งตัว ลู่หมิงหมุนตัวฟันดาบใส่อย่างแรง มุ่งเป้าไปที่จางฟู่

ตอนนี้เขามีระดับพลังอยู่ที่ขั้นขัดเกลากายาระดับกลาง ซึ่งสูงกว่าจางฟู่อยู่หนึ่งขั้นย่อย บวกกับดาบนี้ฟันออกมาโดยไม่ให้ตั้งตัว

ต่อให้จางฟู่จะมีปฏิกิริยาไว

ยกแขนขึ้นมากันตามสัญชาตญาณ

ก็ยังโดนฟันเข้าเต็มๆ

"อ๊าก!" เสียงร้องโหยหวนดังขึ้น แขนทั้งสองข้างของจางฟู่ร่วงหล่นลงพื้น

"ปึก!" ลู่หมิงถีบซ้ำ

จางฟู่ที่ไร้แขนล้มกลิ้งลงกับพื้น

ลู่หมิงก้าวเข้าไป ไม่พูดพร่ำทำเพลง ฟันดาบลงที่ลำคอ เลือดสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนใบหน้าและศีรษะของลู่หมิงไปทั่ว

เขายืนตระหง่านอยู่กลางลานบ้าน ดูดุร้ายน่ากลัว

คนรับใช้ที่เหลืออีกสามคนแววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว หันหลังเตรียมจะหนี "ฆ่าพวกมันให้หมด!"

ลู่หมิงตะโกนสั่งพร้อมกับพุ่งตัวไปขวางประตูรั้วไว้

คนของกองร้อยหันมามองหน้ากัน

"ถุย"

"พี่น้องทั้งหลาย นายกองร้อยอุตส่าห์มาช่วยซุนเถียน เรื่องล่วงเกินตระกูลจางจะให้ท่านรับหน้าคนเดียวไม่ได้ ฆ่าไอ้พวกระยำนี่ซะ!"

จางเหมิงถ่มน้ำลายใส่มือ กระชับจอบแล้วพุ่งเข้าไป

พอมีคนเปิด คนอื่นที่นึกถึงความกดขี่ที่ได้รับมาตลอดหลายปี ก็พากันยกอาวุธในมือพุ่งเข้าไปเช่นกัน

เรื่องนี้ทำให้ลู่หมิงพอใจมาก ก็เพราะพวกตาแก่เหล่านี้ล้วนเป็นคนเก่าคนแก่ของกองร้อย เคยฆ่าคน เคยผ่านสงครามมาแล้ว ถ้าเปลี่ยนเป็นชาวบ้านทั่วไป เรื่องในวันนี้คงไม่ราบรื่นขนาดนี้

ไอ้หนุ่มสองคนนั้น ยังยืนงงทำอะไรไม่ถูกอยู่นั่นไง

แต่จะโทษว่าพวกเขาขี้ขลาดก็ไม่ได้ เพราะถูกสามตระกูลใหญ่กดขี่มานาน วันนี้กล้ามาด้วยก็นับว่าใจกล้ามากแล้ว

คนรับใช้ทั่วไป แค่ร่างกายแข็งแรงกว่าปกติ ไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ

ดังนั้นเมื่อถูกรุมโดยอดีตทหารที่ประสานงานกันได้อย่างรู้ใจ เพียงชั่วจิบชาก็กลายเป็นศพ

"ผัวะ!"

จางเหมิงฟาดจอบเข้าที่ท้ายทอยคนรับใช้คนหนึ่งเต็มแรง ดูท่าคงไม่รอด

อีกสองคนก็สภาพไม่ต่างกัน กลายเป็นศพโชกเลือด ร่างกายกระตุกเกร็งตามสัญชาตญาณ

พอฆ่าคนเสร็จ จางเหมิงก็เริ่มค้นศพ ท่าทางดูชำนาญไม่เบา

เพียงครู่เดียว เขาก็ประคองเศษเงินตำลึงจำนวนหนึ่งมาส่งให้ลู่หมิง "ใต้เท้า พวกนี้มันยาจกชัดๆ มีแค่เศษเงินพวกนี้เองขอรับ!"

ลู่หมิงอยากจะคว้าเงินนั่นมา แล้วเอาไปซื้อข้าวสารกรอกหม้อที่บ้านเหลือเกิน

เพราะที่บ้านแทบจะไม่มีข้าวกินแล้ว

แต่ศักดิ์ศรีของนายกองร้อย มันค้ำคออยู่

อีกอย่าง วันนี้เป็นการลงมือครั้งแรกหลังจากมาที่โลกนี้

ต้องฉลองกันหน่อยไม่ใช่หรือ?

เขาจึงโบกมืออย่างใจป้ำ "เจ้าไปซื้อเกี๊ยวน้ำกลับมา แจกให้ทุกคน ส่วนเงินที่เหลือพวกเจ้าก็จัดการกันเองเถอะ!"

ตอนนี้เขาหิวจริงๆ

"รับทราบขอรับใต้เท้า!" จางเหมิงรับคำอย่างร่าเริงแล้ววิ่งออกไป

คนอื่นๆ เริ่มจัดการศพ

ลากไปกองรวมกันที่มุมกำแพง รอให้กินข้าวเสร็จค่อยฝัง

ตามความคิดของลู่หมิง ตราบใดที่เขาไม่บุกไปหาเรื่องตระกูลจาง ไม่ป่าวประกาศว่าเขาเป็นคนฆ่าจางฟู่กับพวก เรื่องที่พวกมันทำร้ายเจ้าหน้าที่ทางการ ตระกูลจางก็ต้องกลืนเลือดลงท้องยอมรับความเสียหายในตอนกลางวันนี้ไป

อย่างน้อยในที่แจ้ง ก็คงไม่กล้าฉีกหน้ามาลงมือกับเขา

เพราะต่อให้ซุนเถียนติดหนี้ แต่เขาก็เป็นคนของราชสำนัก ธรรมเนียมทหารย่อมปกป้องพวกพ้อง เรื่องนี้ไปพูดที่ไหนก็ฟังขึ้น

กลับกัน การทำร้ายทหารหลวง ถือเป็นโทษหนัก

ต่อให้จะแก้แค้น ก็ต้องรอตกดึก ปลอมตัวเป็นโจรมา

"ซุนเถียน เจ้าติดหนี้ตระกูลจางเท่าไหร่?"

ลู่หมิงหาเก้าอี้พับมานั่งลงใต้ชายคาอย่างองอาจ

"ใต้เท้า เป็นเพราะลูกชายข้าไม่รักดี ถูกคนตระกูลจางหลอกไปบ่อนพนัน ติดหนี้สิบกว่าตำลึง วันนี้ถ้าไม่ได้ใต้เท้า ข้าน้อยคงต้องตายคาบ้านแน่ ชีวิตแก่ๆ ของข้าน้อยไม่เท่าไหร่หรอกขอรับ

แต่นังหนูนี่สิ ฮือๆ..."

ซุนเถียนใช้มือหยาบกร้านขยี้คราบน้ำตาบนใบหน้าแรงๆ

ไม่อยากให้ใครเห็นสภาพของตนในตอนนี้

แต่สุดท้ายก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

เงินสิบตำลึง มากพอที่จะทำให้ชาวบ้านระดับล่างอย่างเขาบ้านแตกสาแหรกขาดได้เลย

"ลูกชายเจ้าล่ะ?"

ลู่หมิงขมวดคิ้ว

ฝ่ามือตบเบาๆ ที่หัวเข่าตัวเอง

ทหารกองร้อยคนหนึ่ง ถูกเงินแค่สิบตำลึงบีบจนมีสภาพแบบนี้

ดูท่าราชสำนักนี้ จะเสื่อมโทรมลงอย่างหนักจริงๆ

"ถูกขังไว้ที่บ้านตระกูลจางขอรับ!" พอพูดถึงลูกชาย ซุนเถียนก็ร้องไห้โฮหนักกว่าเดิม

พวกทหารแก่รอบข้างต่างก็มีสีหน้าเวทนา

"เกี๊ยวน้ำมาแล้ว!"

จางเหมิงหิ้วปิ่นโตเดินเข้ามา ท่าทางผอมแห้งของเขาดูตลกขบขันอยู่บ้าง

เขาไม่สนใจบรรยากาศตรงหน้า แต่หยิบชามเกี๊ยวน้ำออกจากปิ่นโต ยกตอไม้มาวางข้างลู่หมิง จัดวางชามเกี๊ยวเรียบร้อย แล้วค่อยเรียกทุกคนมากินข้าว

แม้แต่ซุนเถียนกับลูกสาว ก็ยังมีวางไว้ให้ข้างๆ ชามหนึ่ง

ลู่หมิงกินไปพลาง เปิดหน้าร้านค้าของระบบขึ้นมาดูไปพลาง เพื่อดูว่ามีอะไรน่าแลกบ้าง

เรื่องวันนี้ เขาได้ล่วงเกินตระกูลจางไปแล้วแน่นอน

ถ้าพลาดพลั้ง เขาอาจจะต้องมาจบชีวิตที่ตำบลเฟิงเหลยนี้

ดังนั้น ต้องใช้ระบบให้เป็นประโยชน์ที่สุด

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 2 - ชักดาบ

คัดลอกลิงก์แล้ว