- หน้าแรก
- แผนที่สู่เซียน
- บทที่ 1967 จิตเทพสลาย (ฟรี)
บทที่ 1967 จิตเทพสลาย (ฟรี)
บทที่ 1967 จิตเทพสลาย (ฟรี)
บทที่ 1967 จิตเทพสลาย
สำหรับจักรพรรดินีฉีแล้ว ต่อให้ไม่อาจมองเห็นความลึกล้ำของจักรพรรดิกู่กู่ฉางฮวน นางก็ยังมีความหวังสูงต่อเขาอยู่ดี
แม้นางจะไม่เคยได้ยินว่ากู่ฉางฮวนเชี่ยวชาญเวทคำสาปหรือเคล็ดกู่พิษใดๆ แต่…เผื่อไว้ล่ะนะ?
อีกด้านหนึ่ง กู่ฉางอวี่กลับไม่กล้ารับปากแทนกู่ฉางฮวนเรื่องนี้ เพราะจากที่เขารู้จักกู่ฉางฮวนดี เขาแน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้บำเพ็ญเคล็ดวิชาเกี่ยวกับเวทคำสาปประเภทนี้
เอ่อ…เคล็ดวิชาหุ่นเชิดกำหนดท่วงท่าอาจพอจะนับได้?
แต่นั่นก็ถือเป็นเคล็ดวิชามายาโดยแก่นแท้ ซึ่งแตกต่างกับเวทคำสาปและเคล็ดกู่พิษโดยสิ้นเชิง
กู่ฉางอวี่คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวขึ้นว่า
“บางทีข้าอาจส่งข่าวไปถึงจักรพรรดิกู่ ขอให้เขามาร่วมกับเจ้าถ้ำตรวจสอบเวทคำสาปบนร่างของปรมาจารย์หยวนหงก็ได้”
จักรพรรดินีฉีไม่ขัดข้องกับข้อเสนอนั้น
“ดีแล้วล่ะ”
จากนั้นจักรพรรดินีฉีก็ชูมือข้างหนึ่งทำมือร่ายเคล็ด พลางเปล่งคำร่ายแปลกประหลาดออกมา พร้อมกดมือลงที่กระหม่อมของหยวนหง แสงรุ้งสองสีขาวดำไหลพรั่งพรูออกจากฝ่ามือก่อนจะไหลเข้าสู่ศีรษะของหยวนหง
นั่นคือเวทควบคุมจิต แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่เวทควบคุมจิตธรรมดาทั่วไป
กู่ฉางอวี่จ้องมองอย่างตั้งใจ แต่ก็ไม่เข้าใจเท่าใดนัก
อีกฝั่งหนึ่ง หลินหลิงและปิ่งเซียนที่หลบหนีจากสนามรบไปแล้ว ไม่ได้กลับไปยังเมืองสุสานเทพ แต่ปรากฏตัวกลางทุ่งร้างห่างไกล
กระทั่งถึงตอนนี้ ปิ่งเซียนก็ยังคงไม่พอใจ เพียงไม่กี่อึดใจหลังจากที่ทั้งสองบินหลบหนีต่อเนื่อง เขาก็หยุดลงอย่างรุนแรง ใบหน้าเคร่งขรึม เอ่ยด้วยเสียงเย็นว่า
“เจ้ามั่นใจหรือว่าเจ้าหมอนั่นไม่มีทางรอด?”
ตอนแรกหลินหลิงยังไม่เข้าใจว่าเขาคิดจะทำอะไรอีก ทว่าเมื่อได้ยินคำพูดนั้น ความไม่พอใจเล็กน้อยก็ผุดขึ้นในใจ แต่สีหน้ากลับยังนิ่งเฉย นางเพียงยกมือขึ้นต่อหน้าปิ่งเซียนแล้วกล่าว
“เจ้าลืมไปหรือไม่ ว่าสิ่งนี้ยังอยู่ในมือข้า”
ปิ่งเซียนก้มลงมอง เห็นในฝ่ามือของหลินหลิงมีวัตถุขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือส่องแสงสีทองแดงเรื่อๆ อยู่
นั่นคือรูปร่างจิ๋วของหยวนหงที่ก่อตัวจากหยดโลหิตของเขา
เมื่อเห็นวัตถุนั้น ปิ่งเซียนก็คลายสีหน้าทันที
เขาลืมไปเสียสนิทว่า หลินหลิงใช้โลหิตของหยวนหงในการร่ายเวทคำสาป ตราบใดที่ของชิ้นนี้ยังอยู่ในมือของหลินหลิง ต่อให้ผู้บำเพ็ญระดับต้าเฉิงจากเผ่ามนุษย์มีพลังเทียบเท่าเซียนแท้ ก็ไม่อาจช่วยชีวิตหยวนหงกลับคืนได้
เมื่อเห็นสีหน้าของปิ่งเซียนเป็นเช่นนั้น หลินหลิงก็ได้แต่ถอนหายใจเงียบในใจ ก่อนเอ่ยว่า
“ในเมื่อเจ้าร้อนใจนัก เช่นนั้นข้าก็จะร่ายเวทตรงนี้ก็แล้วกัน”
เพราะมีโลหิตของหยวนหงอยู่ในมือ หลินหลิงจึงสามารถกระตุ้นคำสาปสามพันธะจากระยะไกลเป็นหมื่นลี้ได้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่นางวางแผนให้ปิ่งเซียนหาทางชิงโลหิตของหยวนหงมาให้ได้
เมื่อปิ่งเซียนเห็นเช่นนั้น ก็ไม่พูดมากความอีก เพียงพยักหน้าแล้วลงนั่งคุมเชิงคุ้มกันให้นาง
ในขณะที่หลินหลิงเริ่มร่ายเวทกระตุ้นคำสาปสามพันธะ จักรพรรดินีฉีที่กำลังร่ายเวทควบคุมจิตอยู่พลันมีสีหน้าเปลี่ยนไป!
เมื่อเห็นสีหน้าไม่ดีของนางถึงกับหยุดร่ายเวทกลางคัน กู่ฉางอวี่ก็อดไม่ได้ที่จะก้าวขึ้นมาถามว่าเกิดอะไรขึ้น
จักรพรรดินีฉีได้ยินคำถาม หลับตาพลางถอนหายใจ
“เจ้าดูเองเถิด”
กู่ฉางอวี่ขมวดคิ้ว ก่อนใช้จิตสัมผัสตรวจสอบสภาพจิตเทพของหยวนหง ก็พบว่าจิตเทพที่ก่อนหน้านี้เพียงค่อยๆ สลาย กลับกลายเป็นแตกกระจายเป็นสามจิตเจ็ดวิญญาณ และกำลังสลายไปอย่างรวดเร็ว
หากไม่สามารถล้างคำสาปได้ในทันที แม้แต่เซียนแท้ก็ไม่อาจช่วยไว้ได้
ไม่ใช่แค่จิตเทพของหยวนหงเท่านั้นที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน แม้แต่ร่างกายและทารกวิญญาณก็ล้วนเร่งเข้าสู่ความเสื่อมสลายอย่างรวดเร็วเช่นกัน
หากก่อนหน้านี้หยวนหงยังพอมีเวลาอีกสามวันในการดิ้นรน ตอนนี้แม้แต่สามชั่วยามก็ยังไม่มีเหลือ
พลังวิญญาณบริสุทธิ์ปริมาณมหาศาลกำลังไหลออกจากร่างของเขา แผ่กระจายออกโดยรอบ ซึ่งสำหรับผู้บำเพ็ญระดับต้าเฉิงอย่างจักรพรรดินีฉีและพวกกู่ฉางอวี่แล้ว ถือเป็นของล้ำค่าชั้นยอด ทว่าเวลานี้ไม่มีใครมีอารมณ์จะใส่ใจความล้ำค่านั้น
แม้ว่าทั้งสามจะไม่ได้สนิทสนมกับหยวนหงมากนัก แต่ในฐานะผู้บำเพ็ญระดับต้าเฉิงจากเผ่ามนุษย์เช่นเดียวกัน เมื่อเห็นหยวนหงใกล้ความตายทีละน้อย พวกเขาก็อดเศร้าสลดไม่ได้
ไม่ว่าจักรพรรดินีฉี กู่ฉางอวี่ หรือแม้แต่เฉินเย่ ไม่มีใครมีวิธีหยุดยั้งหรือชะลอสถานการณ์เช่นนี้ได้
สุดท้าย จักรพรรดินีฉีก็ได้แต่กล่าวอย่างจนปัญญาว่า นางจะไปเชิญพระเถระเจ้าอาวาสแห่งนิกายหมื่นพุทธไร้รูปมา หยวนหงไม่มีทางรอดอีกแล้ว แต่หากมีศิษย์ของหยวนหงอยู่ บางทีอาจรู้ว่าปรมาจารย์ของพวกเขามีแผนรับมือหรือทิ้งอะไรไว้หรือไม่
หากยังพอมีหนทางให้หยวนหงรอดชีวิตได้ ก็ถือว่าโชคดีไป
หากไม่มีก็ถือว่าแจ้งข่าวล่วงหน้าให้นิกายหมื่นพุทธไร้รูปเตรียมรับมือกับการสูญเสียปรมาจารย์ระดับต้าเฉิงเสียแต่เนิ่นๆ จะได้ไม่ล่าช้าเกินไปนัก...