- หน้าแรก
- แผนที่สู่เซียน
- บทที่ 1769 ทำลายค่ายกลปิดกั้น (ฟรี)
บทที่ 1769 ทำลายค่ายกลปิดกั้น (ฟรี)
บทที่ 1769 ทำลายค่ายกลปิดกั้น (ฟรี)
บทที่ 1769 ทำลายค่ายกลปิดกั้น
“แต่...ไม่น่าจะเป็นไปได้กระมัง?”
เหอเหลียนเยว่ขมวดคิ้ว ครุ่นคิดเท่าไรก็ไม่เข้าใจ นางหันไปมองซูจวี้เหมือนอยากถามว่ามีข่าววงในอะไรหรือไม่ แต่พอนึกถึงแรงกดดันของปราณแท้เมื่อครู่นั้นก็รีบกลืนคำถามลงคอไปทันที
“ช่างเถิด อีกเดี๋ยวก็รู้เองว่ามันเรื่องอะไรกันแน่ ตอนนี้พูดให้น้อยดูให้มากจะดีกว่า”
แน่นอนว่าผู้ที่มีความสงสัยอยู่ในใจไม่ได้มีเพียงเหอเหลียนเยว่เท่านั้น เหล่าผู้บำเพ็ญที่อยู่ในที่นี้กว่าเก้าส่วนสิบต่างก็เต็มไปด้วยความงุนงง ส่วนอีกเพียงหนึ่งสองส่วนที่เหลือก็คือผู้ที่รู้อะไรล่วงหน้าหรือพอคาดเดาได้อยู่บ้าง
อย่างไรเสีย เวลาหอประมูลฟากฟ้าสวรรค์จัดการประมูล หากมีของพิเศษบางอย่าง ก็มักจะใช้ค่ายกลฉายภาพให้ผู้คนชมกันได้อยู่แล้ว
แต่การจะทำให้ผู้คนมากมายสามารถมองเห็นเหตุการณ์ที่อยู่ไกลออกไปนับหมื่นลี้ได้พร้อมกันเช่นนี้ ไม่มีใครคาดเดาออกเลยว่ามันเป็นค่ายกลเช่นใด
ระหว่างที่ผู้คนกำลังคาดเดาและสงสัยกันนั้น อีกฟากหนึ่งในดินแดนดึกดำบรรพ์ กู่ฉางฮวน กำลังถือ แผนที่สู่เซียน อยู่ในมือ มองดูบางสิ่งบางอย่างอย่างเงียบงัน
แผนที่สู่เซียนแม้จะแสดงให้เห็นตำแหน่งของค่ายกลได้ แต่กลับไม่สามารถบอกถึงจุดอ่อนของมันได้ ด้วยเหตุนี้เองกู่ฉางฮวนจึงให้เตียอี้และพวกช่วยกันวิเคราะห์เพื่อหาจุดอ่อนของค่ายกลนั้น
ค่ายกลที่ปิดกั้น เขตดับวิญญาณ ย่อมไม่ใช่ค่ายกลธรรมดา แม้จะไม่อาจเทียบกับค่ายกลที่ปกป้อง ซากโบราณสถานพญามาร ได้ แต่ระดับของมันก็สูงส่งนัก เตียอี้และเหล่านักวางค่ายกลระดับแปดหลายคนต้องใช้เวลานานหลายสิบปีกว่าจะหาจุดอ่อนได้สำเร็จ
อีกด้านหนึ่ง เตียอี้และพวกก็กำลังเตรียมการปรับอุปกรณ์ค่ายกล ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ค่ายกลสำหรับทำลาย แต่เป็นค่ายกลฉายภาพ
แม้เตียอี้จะกล่าวว่าการทำลายค่ายกลนี้ต้องใช้ผู้บำเพ็ญระดับต้าเฉิงถึงสองคนร่วมแรงกัน แต่กู่ฉางฮวนกลับมั่นใจว่าตนเพียงผู้เดียวก็เพียงพอ
ค่ายกลที่พวกเขากำลังจัดเตรียมนั้น คือ ค่ายกลส่งภาพ
กล่าวไปแล้วค่ายกลนี้ยังมีความเกี่ยวพันกับหุบเขาเงากระดูกไม่น้อย แน่นอนว่าตอนนี้ทุกอย่างได้กลายเป็นของรางวัลสงครามของตระกูลกู่ไปแล้ว
พวกเขาตั้งใจจะใช้ค่ายกลส่งภาพนี้ ถ่ายทอดภาพเหตุการณ์ตอนที่กู่ฉางฮวนทำลายค่ายกลไปยังหอประมูลฟากฟ้าสวรรค์ในเมืองต้นกำเนิดกู่ เพื่อให้เหล่าผู้บำเพ็ญที่อยู่ไกลแสนไกลได้เห็นพร้อมกัน
เมื่อเตียอี้จัดวางค่ายกลเสร็จสิ้น กู่ฉางฮวนก็ได้ก้าวขึ้นไปบนม่านลมกรรโชก
ขอบเขตของค่ายกลที่ปิดกั้น เขตดับวิญญาณ นั้นกว้างใหญ่ยิ่งนัก บนม่านลมกรรโชกเช่นนี้ หากเป็นผู้บำเพ็ญทั่วไปยามเหาะเหินย่อมไม่อาจสัมผัสถึงม่านพลังของค่ายกลได้เลย
และแม้จะสัมผัสได้ ก็ไร้ประโยชน์ เพราะหากต่ำกว่าระดับต้าเฉิง ต่อให้ผู้บำเพ็ญระดับเหอถี่หลายสิบคนรวมพลังกัน ก็ยังไม่อาจทำให้ค่ายกลระดับเก้าสั่นสะเทือนได้แม้แต่น้อย
นั่นแหละคือความแตกต่างระหว่างค่ายกลระดับแปดกับระดับเก้า เช่นเดียวกับช่องว่างระหว่างผู้บำเพ็ญระดับเหอถี่กับต้าเฉิง
เมื่อค่ายกลถูกจัดเตรียมเรียบร้อย เตียอี้จึงส่งเสียงสื่อสารถึงกู่ฉางฮวน ที่อยู่บนม่านลมกรรโชก เมื่อได้ยินถ้อยคำสื่อจิตนั้น กู่ฉางฮวนก็เงยหน้ามองฟ้าเบื้องบน
ม่านพลังค่ายกลนั้นไม่มีสีใดปรากฏให้เห็น ส่วนท้องฟ้าเหนือม่านลมกรรโชกก็ยังคงเป็นสีฟ้าคราม ความหม่นหมองมีเพียงในใจผู้คนเท่านั้น
บางครั้ง ผู้บำเพ็ญระดับสูงที่ชอบความงามหรือความโรแมนติก ก็มักจะพาคู่ของตนขึ้นมาชมดวงดาวและทางช้างเผือกบนม่านลมกรรโชก เพราะมันมีเสน่ห์งดงามไปอีกแบบ
แต่โชคร้ายที่ตอนนี้เป็นเวลากลางวัน แสงตะวันกลบแสงดาวเสียสิ้น และเวลานี้ก็หาใช่เวลาชมวิวไม่
กู่ฉางฮวนสูดลมหายใจลึก แววตาแน่วแน่ก่อนจะเร่งเดินเคล็ดวิชาลับ หมื่นวิญญาณแห่งห้วงโกลาหล
ทันใดนั้น พลังวิญญาณสวรรค์และปฐพีรอบกายก็ปั่นป่วนขึ้นมาเหมือนภูเขาทะเลคะนอง พุ่งเข้าหาเขาอย่างบ้าคลั่ง
ทางฝั่งเตียอี้ควบคุมค่ายกลส่งภาพ ถ่ายทอดภาพเหตุการณ์นี้ไปยังค่ายกลอีกแห่งที่ตั้งอยู่ในหอประมูลฟากฟ้าสวรรค์ ทว่าภาพสะท้อนในค่ายกลนั้นกลับเห็นได้เพียงการเคลื่อนไหวของพลังวิญญาณ หาได้เห็นร่างของกู่ฉางฮวนไม่
ใบหน้าของกู่ฉางฮวนยังคงสงบเยือกเย็น ทว่าลึกในแววตากลับมีประกายเคร่งขรึม
เพียงเห็นเขาประสานมือร่ายคาถา ปราณไร้สีรอบกายค่อย ๆ รวมตัวแน่นขึ้นเรื่อย ๆ และถูกพลังลึกลับบางอย่างบีบอัดจนกลายเป็นกระแสคลื่นวิญญาณห้าสีที่พลุ่งพล่านอยู่รอบกายเขา...