- หน้าแรก
- แผนที่สู่เซียน
- บทที่ 92 เผิงเหลียนเทียน
บทที่ 92 เผิงเหลียนเทียน
บทที่ 92 เผิงเหลียนเทียน
บทที่ 92 เผิงเหลียนเทียน
กู่ฉางฮวนคิดเช่นนั้นอยู่ พลันก็ได้ยินเสียงชิงเหยาพูดขึ้น
“สิ่งของล้ำค่าชิ้นต่อไป เลือดบริสุทธิ์ของอินทรีจินถง อสูรระดับสามขั้นต่ำ หนึ่งขวด! ราคาเริ่มต้นสี่พันห้าร้อยหินวิญญาณ!”
ภายในห้องเงียบงันทันที
ใครกันจะว่างมากพอถึงกับซื้อเลือดอสูร?
เลือดอสูรไม่ได้ช่วยส่งเสริมพลังบำเพ็ญของผู้บำเพ็ญเซียนโดยตรง จะใช้ได้ก็เพียงในการปรุงโอสถหรือสร้างยันต์ หรือไม่ก็ฝึกเคล็ดวิชาลับบางชนิดเท่านั้น
และต้องเป็นนักปรุงโอสถหรือนักสร้างยันต์ระดับสามเท่านั้นถึงจะใช้เลือดอสูรระดับสามได้
แต่หากอยากให้ฝีมือด้านใดด้านหนึ่งบรรลุถึงระดับสาม ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
เว้นเสียแต่ผู้มีพรสวรรค์ระดับสวรรค์เพียงหยิบมือที่สามารถบรรลุระดับสามได้ในช่วงระดับจู้จี ส่วนคนที่เหลือล้วนต้องฝึกฝนจนถึงระดับจื่อฝู่ก่อน แล้วจึงค่อยทุ่มเทฝึกฝนอย่างมากจึงจะสามารถบรรลุระดับสามได้
แล้วผู้บำเพ็ญเซียนพเนจรในระดับจู้จีอย่างพวกเขาจะไปมีต้นทุนขนาดนั้นมาจากที่ใดกัน?
หากคิดจะซื้อเลือดนี้ไปฝึกเคล็ดวิชาลับล่ะก็ ยิ่งไม่คุ้มเสียเลย การฝึกเคล็ดวิชาลับแต่ละสายต้องใช้เวลาอย่างน้อยก็หลายเดือน นานหน่อยก็อาจถึงสองสามปี ในเมื่อเหลือเวลาอีกเพียงครึ่งปีก่อนดินแดนลับเซินเหิงจะเปิด พวกเขาจะเอาเวลาที่ไหนไปฝึกเคล็ดวิชาลับกัน?
เวลาผ่านไปสองลมหายใจ ไม่มีใครยื่นราคา
ขณะที่ชิงเหยาคิดว่าสิ่งของล้ำค่าชิ้นนี้น่าจะถูกยกเลิกการประมูล กู่ฉางฮวนก็กล่าวขึ้น
“สี่พันห้าร้อยหินวิญญาณ”
แน่นอนว่าไม่มีใครยื่นราคาแข่งกับเขา
หลังจากผ่านไปสามลมหายใจ ชิงเหยาก็ประกาศผลการประมูล
“สี่พันห้าร้อยหินวิญญาณ เลือดอินทรีจินถงขวดนี้เป็นของสหายท่านนี้แล้ว”
ในใจของกู่ฉางฮวนลิงโลดนัก ไม่คิดว่าจะเก็บของล้ำค่าได้ในราคาถูกเช่นนี้
จนกระทั่งสิ่งของล้ำค่าระดับสามทั้งหมดถูกประมูลจนหมด ก็ยังไม่ปรากฏยันต์ระดับสามให้เห็น ทำให้กู่ฉางฮวนรู้สึกเสียดายเล็กน้อย
แม้ของล้ำค่าระดับสามจะประมูลกันจนหมดแล้ว แต่บรรยากาศในห้องประมูลกลับยิ่งร้อนแรงยิ่งกว่าเดิม
สาเหตุนั้นไม่ใช่อื่นใด ก็เพราะสิ่งที่จะนำมาประมูลต่อไปนี้ คือสิ่งที่ผู้บำเพ็ญเซียนพเนจรทั้งหลายตั้งตารอคอยมากที่สุด สิทธิ์เข้าสู่ดินแดนลับเซินเหิง
เพื่อให้ได้สิทธิ์นี้ พวกเขาเรียกหาสหายหยิบยืมหินวิญญาณกันมามากมาย ส่วนใหญ่ล้วนแบกรับหนี้สินจำนวนมหาศาล
แต่หากสามารถประมูลสิทธิ์มาได้ และมีโอกาสเข้าสู่ดินแดนลับเซินเหิงพร้อมกลับออกมาได้อย่างปลอดภัย ทุกอย่างก็ถือว่าคุ้มค่า เพราะหากสามารถรอดชีวิตกลับออกจากดินแดนลับเซินเหิงได้แล้วล่ะก็ โอกาสที่จะเลื่อนขั้นเป็นบรรพบุรุษระดับจื่อฝู่และมีอายุยืนถึงห้าร้อยปีนั้นมีสูงถึงสิบในแปดส่วน
“งานประมูลหมิงหยางครั้งนี้ เตรียมสิทธิ์เข้าสู่ดินแดนลับเซินเหิงไว้ทั้งหมดสิบห้าสิทธิ์สำหรับเปิดประมูล และสิบห้าสิทธิ์นี้ มีเพียงผู้บำเพ็ญเซียนพเนจรเท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้าร่วมการประมูล
ผู้ที่ประมูลสิทธิ์ได้ ทางงานประมูลหมิงหยางของเราจะมอบตราเป็นหลักฐานให้ เพียงถือเอาตราไปก็สามารถขึ้นเรือเหาะที่มุ่งหน้าสู่ดินแดนลับได้
ก่อนดินแดนลับจะเปิด นิกายเส้าหยางของเราจะทำการยืนยันตัวตนของผู้ถือครองตรา หากพบว่าผู้ใดเป็นศิษย์นิกายหรือบุตรหลานตระกูล จะถูกนิกายเส้าหยางสังหารทันที”
คำพูดของชิงเหยา ทำให้ศิษย์นิกายและบุตรหลานตระกูลบางคนล้มเลิกความคิดลง ส่วนผู้บำเพ็ญเซียนพเนจรกลับยิ่งตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิม
“บัดนี้เริ่มการประมูลสิทธิ์เข้าสู่ดินแดนลับเซินเหิง! สิทธิ์แต่ละหนึ่ง เริ่มต้นที่หนึ่งแสนสองหมื่นหินวิญญาณ การเพิ่มราคาต้องไม่ต่ำกว่าสองพันหินวิญญาณต่อครั้ง!”
เมื่อกู่ฉางฮวนได้ยินชิงเหยาประกาศราคาเริ่มต้นออกมา ก็พลันรู้สึกราวกับว่าตนเพิ่งหาเงินได้อีกหนึ่งแสนสองหมื่นหินวิญญาณ
หนึ่งแสนสองหมื่นหินวิญญาณ ไม่ใช่ตัวเลขเล็กน้อยเลย สำหรับผู้บำเพ็ญเซียนพเนจรบางคนแล้ว ต่อให้ใช้เวลาทั้งชีวิตก็อาจเก็บรวบรวมไม่ได้ถึงเพียงนั้น ทว่าแม้จะเป็นเช่นนี้ ก็ยังไม่อาจลดทอนความมุ่งมั่นของพวกเขาได้แม้แต่น้อย
“ข้าขอหนึ่งแสนสามหมื่นหินวิญญาณ!” มีคนตื่นเต้นจนลุกขึ้นจากที่นั่งร้องประมูลขึ้นมา
“หนึ่งแสนสามหมื่นสองพันหินวิญญาณ”
“พวกยาจกสวะคนละนิดละหน่อยก็อยากเข้าสู่ดินแดนลับเซินเหิง? คุณชายผู้นี้เสนอหนึ่งแสนห้าหมื่นหินวิญญาณ! ดินแดนลับเซินเหิง ข้าต้องได้แน่!”
เสียงของชายหนุ่มผู้หนึ่งดังขึ้นอย่างอวดดี พร้อมเสนอราคาสูงถึงหนึ่งแสนห้าหมื่นหินวิญญาณในทันที ทั้งยังแต่งกายหรูหราในชุดผ้าไหมดูสูงศักดิ์ วัยยังไม่มากแต่แววตาแฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งและไม่ยำเกรงผู้ใด
กู่ฉางฮวนหันไปมองอย่างแปลกใจ คาดไม่ถึงว่าจะมีคนเสนอราคาโดดขึ้นไปถึงหนึ่งแสนห้าหมื่นหินวิญญาณในคราวเดียว แถมยังไม่ลืมกระทบกระเทียบผู้ร่วมประมูลเกือบทั้งห้อง สงสัยว่าคนผู้นี้เป็นใครมาจากไหนถึงกล้าทำตัวเช่นนี้
เขาจึงหันไปมองตามเสียง พบชายหนุ่มผู้หนึ่งสวมหน้ากากแต่งชุดผ้าไหมหรูหรา กำลังครุ่นคิดว่าเขาเป็นใคร ก็ได้ยินเสียงผู้หนึ่งพูดพึมพำเบาๆ ข้างกาย
“นั่นไม่ใช่ศิษย์ของฟงฮั่วเต๋าเหรินหรอกหรือ? เผิงเหลียนเทียนนั่นไง? ทำไมเขาถึงมาร่วมงานประมูลหมิงหยางครั้งนี้ด้วย? ถ้าเป็นเช่นนี้สิทธิ์เข้าสู่ดินแดนลับเซินเหิงก็เท่ากับหายไปหนึ่งสิทธิ์แล้วสิ”
แม้เสียงพูดจะไม่ดังมากนัก แต่กู่ฉางฮวนก็ยังได้ยินชัดเจน
เขารู้สึกสงสัยขึ้นมาทันที จึงหันไปคารวะเล็กน้อยพร้อมเอ่ยถามเบาๆ
“ขออภัยท่านสหาย ไม่ทราบว่าท่านจำได้อย่างไรว่าชายในชุดผ้าไหมผู้นั้นคือใคร? แล้วฟงฮั่วเต๋าเหรินผู้นั้นเป็นใครหรือ?”
ชายผู้นั้นหันมาตอบพลางคารวะตอบกลับเช่นกัน
“ท่านสหายคงไม่ใช่คนแคว้นเหิงโจว ขอบอกว่าฟงฮั่วเต๋าเหรินนั้นถือเป็นผู้มีชื่อเสียงในแคว้นของเรา บรรดาผู้บำเพ็ญเซียนระดับจู้จีในแคว้นนี้จะมีใครไม่รู้จักเขาก็มีแต่น้อยรายนัก”
แต่กู่ฉางฮวนไม่ได้ตอบรับคำแรก เขากลับถามต่อทันที
“ไม่ทราบว่าฟงฮั่วเต๋าเหรินมีความพิเศษเช่นไร จึงสามารถสร้างชื่อได้กว้างไกลทั่วทั้งแคว้นเหิงโจว? ขอท่านสหายช่วยชี้แนะให้ข้าได้กระจ่าง”
ชายผู้นั้นก็ไม่ใส่ใจว่าอีกฝ่ายจะตอบรับความเป็นมาของตนหรือไม่ เขาพูดด้วยท่าทีลึกลับ
“ฟงฮั่วเต๋าเหรินผู้นั้นเป็นผู้บำเพ็ญเซียนระดับจื่อฝู่ เป็นคนที่หลงใหลในการหลอมอุปกรณ์อย่างถึงที่สุด เป็นนักหลอมอุปกรณ์ระดับสามขั้นสูง เคยถูกนิกายเส้าหยางเชิญตัวให้เข้าร่วม แต่ไม่รู้ว่าคิดเช่นไรถึงได้ปฏิเสธโอกาสทองเช่นนั้นไป
ต่อมาเขารับศิษย์ไว้คนหนึ่ง นั่นก็คือเจ้าเผิงเหลียนเทียนคนนี้นี่แหละ ว่ากันว่าพรสวรรค์ด้านการหลอมอุปกรณ์ของเผิงเหลียนเทียนเหนือกว่าอาจารย์ของเขาหลายขุม ถึงแม้ตอนนี้เขาจะยังอยู่แค่ระดับจู้จี แต่ก็ได้บรรลุเป็นนักหลอมอุปกรณ์ระดับสามขั้นต่ำแล้ว”
“ส่วนเรื่องที่จำเขาได้อย่างไรนั้น…”
ชายผู้นั้นยิ้มขำก่อนกล่าวต่อ
“เพราะเผิงเหลียนเทียนผู้นี้มักจะเรียกตัวเองว่า ‘คุณชายผู้นี้’ อยู่บ่อยๆ อีกทั้งยังชอบแต่งตัวหรูหราเป็นพิเศษ ผู้ใดที่รู้จักเขาสักนิดหน่อยก็ย่อมจำได้ไม่ยากจากสองจุดนี้”
อยู่ในระดับจู้จีกลับสามารถเป็นนักหลอมอุปกรณ์ระดับสามขั้นต่ำได้ เรื่องนี้นับว่าไม่ธรรมดาเลย
สายตาของกู่ฉางฮวนที่มองไปยังเผิงเหลียนเทียนพลันเปลี่ยนไปทันที
แต่ในใจเขาก็ยังอดสงสัยไม่ได้
แม้ฟงฮั่วเต๋าเหรินจะปฏิเสธการเข้าร่วม แต่เผิงเหลียนเทียนมีพรสวรรค์โดดเด่นถึงเพียงนี้ เหตุใดนิกายเส้าหยางจึงไม่พยายามเชื้อเชิญอีกครั้ง?
แม้ไม่เชิญเป็นทางการ อย่างน้อยก็มอบสิทธิ์เข้าสู่ดินแดนลับให้สักหนึ่งสิทธิ์ก็ยังได้ นอกจากจะได้เอาใจคนมีความสามารถ ยังช่วยสร้างชื่อเสียงให้นิกายว่าให้ความสำคัญแก่ผู้มีฝีมือ ไม่ใช่หรือ?
ถึงยังไงนิกายเส้าหยางก็คงไม่ขาดแคลนหินวิญญาณแค่หนึ่งแสนกว่าก้อนหรอกกระมัง?
คิดได้ดังนั้น กู่ฉางฮวนจึงเอ่ยคำถามที่สงสัยในใจออกมา
“ท่านสหายอาจยังไม่ทราบ เมื่อสิบกว่าปีก่อนนิกายเส้าหยางเคยจัดงานชุมนุมเพลิงสวรรค์ขึ้นครั้งหนึ่ง จุดประสงค์เพื่อเฟ้นหานักหลอมอุปกรณ์และนักปรุงโอสถจากในหมู่ผู้บำเพ็ญเซียนพเนจร ตอนนั้นเผิงเหลียนเทียนก็เข้าร่วมงานนั้นด้วย”
พูดถึงตรงนี้ ชายผู้นั้นก็จงใจหยุด แล้วจ้องมองกู่ฉางฮวนด้วยสายตาเหมือนจะบอกว่า ‘หากเจ้าไม่ถามต่อ ข้าก็จะไม่เล่าแล้ว’
กู่ฉางฮวนเห็นเช่นนั้นก็อดขำในใจไม่ได้ คนผู้นี้เล่าเรื่องราวยังต้องให้คนคอยประคองถึงจะยอมเล่าต่อเสียอีก
“แล้วอย่างไรต่อ? หรือว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น? หรือเผิงเหลียนเทียนผู้นี้ถึงกับกล้าปฏิเสธคำเชื้อเชิญของนิกายเส้าหยางต่อหน้าทุกคน?”
ชายผู้นั้นเห็นกู่ฉางฮวนแสดงท่าทีสนใจในเรื่องนี้อย่างมากก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างยิ่ง
“เมื่อครู่ท่านสหายก็คงได้ยินเผิงเหลียนเทียนพูดแล้ว ท่านสหายก็คงดูออก ว่าเผิงเหลียนเทียนคนนี้เป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา ไม่เกรงใจใครเลยแม้แต่น้อย”