- หน้าแรก
- แผนที่สู่เซียน
- บทที่ 15 คลื่นลม
บทที่ 15 คลื่นลม
บทที่ 15 คลื่นลม
บทที่ 15 คลื่นลม
เสียงเอะอะดังขึ้นทำลายสมาธิของกู่ฉางฮวน เขาเงยหน้ามอง ก็เห็นกู่ฉางเฉิงกำลังถูกเด็กหลายคนล้อมอยู่ ใบหน้าของกู่ฉางเฉิงแดงก่ำ เขาพูดแก้ต่างว่า
“ข้าไม่ได้เอาของของเจ้า! ข้าไม่ได้เข้าใกล้เจ้าด้วยซ้ำ! เจ้ากลั่นแกล้งข้า!”
ที่แท้มีคนทำของหาย แล้วไม่รู้เหตุใดถึงสงสัยว่ากู่ฉางเฉิงเป็นคนขโมย
กู่ฉางฮวนขมวดคิ้ว เป็นเรื่องบังเอิญ หรือว่ามีใครจงใจกลั่นแกล้งกู่ฉางเฉิงกันแน่?
“ข้าเชื่อว่าพี่ฉางเฉิงไม่ได้เอา! บางทีเจ้าอาจเป็นคนทำหายเอง แล้วมาใส่ร้ายพี่ฉางเฉิงต่างหาก!” เด็กหญิงตัวน้อยในชุดสีชมพูคนหนึ่งก้าวมายืนข้างกู่ฉางเฉิง พลางพูดเสียงดัง
เด็กหญิงคนนี้กู่ฉางฮวนก็รู้จัก เป็นบุตรสาวของพ่อค้าร่ำรวยในเมืองอวี้ชิง ชื่อว่ากู่ฉางเยว่
“ในพวกเรานี่ กู่ฉางเฉิงจนที่สุดแล้ว ทำไมจะไม่ใช่เขา!” เด็กชายที่ทำของหายเห็นมีคนออกมาปกป้องกู่ฉางเฉิง ก็ยิ่งโมโห เดินตรงเข้ามาผลักกู่ฉางเฉิงทันที
กู่ฉางเฉิงไม่ทันตั้งตัว ร่างทั้งร่างเซล้มไปข้างหลัง ศีรษะใกล้จะกระแทกเข้ากับมุมโต๊ะ
กู่ฉางฮวนรีบก้าวขึ้นมาทันใด ปัดแขนเสื้อปล่อยพลังบำเพ็ญออกไปพยุงร่างกู่ฉางเฉิงไว้ ไม่ให้ศีรษะกระแทกกับมุมโต๊ะ
“เทพเซียน!”
“เทพเซียน ข้าไม่ได้ตั้งใจ! กู่ฉางเฉิงขโมยของข้า!”
เด็กชายที่ทำของหายหน้าซีดพูดพล่ามด้วยความตกใจ
กู่ฉางฮวนเห็นว่ากู่ฉางเฉิงไม่ได้รับบาดเจ็บก็โล่งใจ
กู่ฉางเฉิงเองก็ไม่รู้ว่าหัวของตนเกือบจะถูกโต๊ะผ่าไปแล้ว แต่ใบหน้าก็ซีดเซียว เห็นได้ชัดว่าเขาตกใจอย่างมาก
กู่ฉางฮวนมองเด็กชายคนนั้น แล้วเหลือบไปมองเด็กอีกสองสามคนที่ยืนอยู่ด้านหลังเขา ทั้งหมดล้วนเป็นเด็กอายุราวเจ็ดแปดขวบ ยังไม่ทันโตเต็มที่ก็รู้จักพูดจาทำร้ายคนแล้ว
“เจ้าบอกว่าเจ้าทำของหาย แล้วสงสัยว่ากู่ฉางเฉิงเป็นคนขโมยอย่างนั้นหรือ?” เสียงของกู่ฉางฮวนเริ่มขุ่นเคือง
“คือ…คือพี่ฉางอู่บอกว่า กู่ฉางเฉิงบ้านยากจน คงเป็นเขาที่ขโมยจี้หยกของข้าไป…” เด็กชายพูดเสียงอ้อมแอ้ม
“ข้าก็แค่บอกว่า ‘อาจจะ’ เท่านั้นเอง!” เด็กชายอีกคนซึ่งตัวเตี้ยกว่ารีบแก้ตัว
“ฉางเฉิง เจ้ามีอะไรอยากพูดหรือไม่?” กู่ฉางฮวนไม่ได้สนใจฉางอู่ แต่หันมาถามกู่ฉางเฉิงแทน
“ข้า…ข้าอยู่คนละลานบ้านกับกู่ฉางหลี่ ก่อนจะเข้าห้องเรียน ข้าอยู่กับน้องสาวฉางเยว่และคนอื่นๆ ตลอด” กู่ฉางเฉิงยังมีสติครบถ้วน
เด็กชายที่ทำจี้หยกหาย กู่ฉางหลี่ ก็รู้สึกตัวขึ้นมา กู่ฉางเฉิงไม่มีโอกาสที่จะขโมยของเขาจริงๆ
เขาจ้องกู่ฉางอู่เขม็ง หากไม่ใช่เพราะฉางอู่ เขาก็คงไม่ระแวงฉางเฉิงเช่นนี้
ในขณะนั้น ผู้อาวุโสจากหอเรียนก็มาถึงในที่สุด
กู่ซื่ออิงเมื่อเดินเข้าห้องมาก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศผิดปกติทันที เขากระแอมหนึ่งครั้งเรียกความสนใจจากทุกคน
“คารวะผู้อาวุโส” เด็กๆ พากันคารวะอย่างพร้อมเพรียง
“เกิดอะไรขึ้น? ฉางฮวน เจ้าบอกข้าหน่อยสิ” ในห้องนี้เด็กๆ ส่วนใหญ่เขาไม่คุ้นหน้า คุ้นอยู่เพียงกู่ฉางฮวนคนเดียวเท่านั้น
“ขอเรียนท่านผู้อาวุโส เด็กชายกู่ฉางหลี่ทำจี้หยกหาย พวกเด็กชายกู่ฉางอู่จึงสงสัยว่ากู่ฉางเฉิงที่ฐานะทางบ้านยากจนเป็นคนขโมย เกิดการโต้เถียงขึ้น กู่ฉางเฉิงเกือบได้รับบาดเจ็บ”
กู่ซื่ออิงทำงานในหอเรียนมานานกว่าสิบปี ฟังเพียงแค่นี้ก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดได้ทันที พวกเด็กพวกนี้ต้องโวยวายกันไม่น้อย ไม่เช่นนั้นกู่ฉางเฉิงคงไม่ตกใจหน้าซีดเช่นนี้
การรังแกกันในหมู่พี่น้องไม่เคยเป็นเรื่องเล็ก ใบหน้าของกู่ซื่ออิงเย็นชาขึ้น
“ใครเป็นคนยุยงหรือโวยวายในตอนนั้น? ออกมายืนข้างหน้า!”
ทันใดนั้น ใบหน้าของพวกกู่ฉางหลี่ก็ซีดเผือด พวกเขาจะถูกส่งกลับบ้านหรือไม่?
กู่ฉางฮวนไม่แสดงอารมณ์ เมื่อผู้อาวุโสมาแล้ว เขาย่อมไม่ต้องเข้าไปยุ่งอีก ส่วนเด็กกลุ่มนั้น กู่ซื่ออิงไม่มีทางปล่อยไว้แน่ เพียงแต่ก็ไม่น่าจะลงโทษหนักเกินไปเท่านั้นเอง
สุดท้าย เมื่อรวมกู่ฉางหลี่เข้าไปด้วยแล้ว ก็มีเด็กชายทั้งหมดสี่คนที่ออกมายืนรับผิด
“ฉางหลี่ เจ้ารู้สึกผิดหรือไม่?”
“ข้ารู้ว่าทำผิดแล้ว ข้าไม่ควรสงสัยผู้อื่นโดยไม่มีเหตุผล ยิ่งไม่ควรใช้กำลังด้วย” กู่ฉางหลี่ก้มหน้าต่ำ เขาเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงได้เชื่อคำยุแยงของกู่ฉางอู่ได้ง่ายถึงเพียงนี้
“ในเมื่อเจ้ารู้ผิดแล้ว ข้าก็ลงโทษให้เจ้าคัดคัมภีร์พิธีกรรมและกฎตระกูลอย่างละสิบรอบ ส่งให้ข้าภายในเจ็ดวัน
ส่วนพวกเจ้าสามคน คัดอย่างละห้ารอบ ภายในเจ็ดวันเช่นกัน
สำหรับจี้หยกของเจ้าล่ะ… หรือว่าเป็นอันนี้?”
กู่ซื่ออิงใช้จิตสัมผัสกวาดดูใต้โต๊ะยาวในห้องเรียน แล้วก็พบจี้หยกอันหนึ่ง เขายกมือคว้าขึ้นมา จี้หยกก็ลอยเข้ามาสู่ฝ่ามือเขา
“ใช่! ใช่จี้หยกอันนี้! ขอบพระคุณท่านผู้อาวุโสมาก!” กู่ฉางหลี่ดีใจจนแทบระงับไม่อยู่ ดูเหมือนว่าจี้หยกนี้จะมีความสำคัญกับเขามาก
หลังจากเก็บจี้หยกเรียบร้อย กู่ฉางหลี่ก็หันไปขอโทษกู่ฉางเฉิง
“พี่ฉางเฉิง ข้าผิดเอง ข้าไม่ควรสงสัยเจ้าโดยไม่มีมูล แล้วยังใช้กำลังกับเจ้าอีก พูดจาเหลวไหลไม่เข้าท่า หวังว่าเจ้าจะไม่ถือสาโทษความผิดของข้านะ…”
กู่ฉางเฉิงดูจะคาดไม่ถึงว่ากู่ฉางหลี่จะขอโทษ เขานึกถึงคำสั่งสอนของบิดาที่ว่าให้รู้จักอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างปรองดอง จึงไม่ได้ลังเลที่จะให้อภัย
กู่ซื่ออิงเห็นฉากนั้นก็คิดในใจว่า “เด็กคนนี้ยังพอจะสั่งสอนได้อยู่”
เพียงแต่ เขาอดสงสัยไม่ได้ว่า พวกฉางอู่นั้นจงใจกลั่นแกล้งกู่ฉางเฉิงหรือไม่? กู่ซื่ออิงก็ไม่อาจตัดสินแน่ชัด ท้ายที่สุดเด็กพวกนี้ก็เพิ่งอายุแค่เจ็ดแปดขวบ จะลงโทษหนักก็คงไม่เหมาะ
ได้แต่คอยจับตาดูต่อไปแล้วกัน!
หลายวันให้หลัง หลังจากเรียนอยู่ที่หอเรียนได้พักหนึ่ง กู่ฉางฮวนก็เข้าไปหากู่ซื่ออิง
“อ้าว ฉางฮวนเอง มีเรื่องอะไรหรือ?” กู่ซื่ออิงเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
“ขอเรียนท่านผู้อาวุโส เวลานี้สิ่งที่เรียนในหอเรียนข้าล้วนเรียนมาแล้ว หากยังต้องเรียนซ้ำอีก เกรงว่าจะเป็นการเสียเวลา ข้าจึงอยากไปศึกษาต่อที่แผนกร้อยศาสตร์ภายใต้การดูแลของหอเรียน”
กู่ฉางฮวนกล่าวอย่างตรงไปตรงมา
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ เป็นความสะเพร่าของข้าเอง ฉางฮวนเคยเรียนกับท่านบรรพชนที่หอคัมภีร์ถึงครึ่งปี การให้เจ้ามาอยู่ที่นี่ต่อไปก็นับว่าเสียเวลาอยู่ไม่น้อย ถ้าเช่นนั้น ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป เจ้าไปที่แผนกร้อยศาสตร์ได้เลย!”
กู่ซื่ออิงพยักหน้ารับคำด้วยความยินดี
แผนกร้อยศาสตร์ เป็นสถานที่ที่คนในตระกูลกู่ใช้เรียนรู้ศาสตร์แขนงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบำเพ็ญเซียน สำหรับลูกหลานที่อายุต่ำกว่าสิบห้าปีสามารถเข้าไปเรียนฟรี ส่วนผู้ที่อายุเกินสิบห้าปี หากต้องการเข้าเรียนจะต้องจ่ายด้วยแต้มผลงานหรือลงเงินเป็นหินวิญญาณ
สำหรับกู่ฉางฮวน สิ่งที่เขาเลือกเป็นอันดับแรกคือ “ศาสตร์การปรุงโอสถ”
เหตุผลง่ายมาก เพราะปู่ของเขา กู่หว่านฮ่าว เป็นปรมาจารย์ปรุงโอสถอันดับหนึ่งของตระกูลกู่!
ตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา กู่ฉางฮวนได้ศึกษาคัมภีร์โอสถและตำรายาสมุนไพรอย่างจริงจัง จนเริ่มมีความเข้าใจในเบื้องต้นแล้ว
ขั้นตอนการปรุงโอสถนั้นประกอบด้วย 6 ขั้น ได้แก่ เตรียมสมุนไพร อุ่นเตา กำราบพลังสมุนไพร ผสานวิญญาณ สร้างโอสถ และบ่มโอสถ
ในหมู่ขั้นตอนทั้งหมด ขั้นเตรียมสมุนไพรไม่จำเป็นต้องให้ผู้ปรุงโอสถลงมือเอง แต่ขั้นอื่นๆ ต้องอาศัยสมาธิอย่างสูง หากถูกรบกวนเพียงเล็กน้อย อาจทำให้เตาปรุงระเบิดและสูญเสียทุกอย่างในพริบตา
โอสถวิญญาณนั้นมีการจัดลำดับคุณภาพ อย่างเช่นโอสถหย่างชี่ที่ตระกูลแจกให้ ก็จัดเป็นโอสถวิญญาณระดับหนึ่งขั้นกลาง มีประโยชน์ช่วยเร่งความเร็วการฝึกฝนให้กับผู้บำเพ็ญเซียนระดับเหลี่ยนชี่ขั้นต้นถึงกลาง ขวดหนึ่งบรรจุห้าเม็ด ในตลาดสามารถขายได้ถึงห้าสิบหินวิญญาณต่อขวด
แม้โอสถจะดี แต่ก็มีพิษโอสถ หากผู้บำเพ็ญเซียนโลภมาก ทานโอสถมากเกินไปโดยไม่พักให้ร่างกายปรับสมดุล พิษโอสถจะสะสมในร่างจนทำให้ไม่สามารถทะลวงระดับได้ และติดอยู่ในคอขวด
กระนั้น พิษโอสถก็ไม่อาจห้ามไม่ให้ศาสตร์ปรุงโอสถเป็นหนึ่งในอาชีพที่ร่ำรวยที่สุด เพราะผู้บำเพ็ญเซียนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ร่ำรวยถึงขนาดกินโอสถทุกวันเพื่อเพิ่มพลัง
ตระกูลกู่มีชื่อเสียงด้านการปรุงโอสถ แผนกร้อยศาสตร์ของตระกูลจึงต้องคึกคักเป็นแน่
กู่ฉางฮวนครุ่นคิดทบทวนความรู้ที่เคยเรียนมาเกี่ยวกับการปรุงโอสถอย่างต่อเนื่อง เขาไม่มีทางยอมทำให้ปู่ของตนต้องขายหน้าเด็ดขาด!
หลังจากสูดลมหายใจลึก เขาก็ผลักประตูของแผนกร้อยศาสตร์เข้าไป
แล้วก็พบว่า มีผู้บำเพ็ญเซียนของตระกูลคนหนึ่งกำลังฟุบหลับอยู่บนเคาน์เตอร์อย่างสบายใจ…