- หน้าแรก
- ฟ่านอี หนึ่งเนตรครอบจักรวาล
- ตอนที่ 44 เพื่อฆ่าเจ้า
ตอนที่ 44 เพื่อฆ่าเจ้า
ตอนที่ 44 เพื่อฆ่าเจ้า
ตอนที่ 44 เพื่อฆ่าเจ้า
เมื่อได้ยินดังนั้น วานรย้ายขุนเขาก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ครั้นคิดตลอดถึงเหตุผลภายในแล้ว ก็หันไปคำรามต่ำๆ ใส่จางจี้หลายครั้ง ท่าทีราวกับยอมรับข้อตกลง
“กินยาเม็ดนี้เสีย เลือดของเจ้าจะหยุดไหลในทันที”
มุมปากของจางจี้ยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนโยนยาเม็ดห้ามโลหิตไปให้มัน
วานรย้ายขุนเขากลืนยาเข้าไป เลือดที่ไหลทะลักจากบ่าขาดสะบั้นก็หยุดลงทันที ครั้นพักฟื้นได้เล็กน้อย มันก็ลุกขึ้นยืน ก่อนพุ่งตรงเข้าหาหลี่โม่กับสวีจื่อเจี้ยนอย่างเด็ดเดี่ยว
“ศิษย์น้องสวี ถ่วงมันไว้สักครู่ รอให้ข้าฟื้นพลังเสียก่อน แล้วจะไปช่วยเจ้าฆ่ามัน!”
รู้ว่าพูดต่อไปก็ไร้ประโยชน์ หลี่โม่รีบหยิบศิลาวิญญาณก้อนหนึ่งมากำไว้ในมือ ถอยหลังออกไปอย่างรวดเร็ว
สวีจื่อเจี้ยนไม่เอ่ยคำใด สวมยันต์กายาทองคำขึ้นทันที เคลื่อนกายหลบหลีกไปมา พลางใช้กระจกทองสัมฤทธิ์โจมตีวานรย้ายขุนเขาไม่หยุด
จางจี้เผยรอยยิ้มเย็นชา ร่างกายขยับวูบเดียว ก็เตะศิลาวิญญาณในมือหลี่โม่กระเด็นออกไป
“อยู่ที่นี่ มองดูให้ดีเสียเถิด”
จางจี้เตะซ้ำอีกครั้ง ร่างของหลี่โม่ก็พลันหงายหลัง ล้มกลิ้งไปกับพื้นอย่างหมดท่า
“ตายเสียเถอะ!!”
หลี่โม่เห็นจางจี้อยู่ตรงหน้า สีหน้าพลันเปลี่ยน ดวงตาฉายแววโหดเหี้ยม มือหยิบยันต์แผ่นหนึ่งออกมาแล้ว
“อ๊า!!”
ทว่ายังไม่ทันได้ใช้พลังวิถีกระตุ้นยันต์ ข้อมือของเขาก็ถูกจางจี้คว้าจับไว้แน่น ก่อนอีกฝ่ายจะออกแรงบีบอย่างโหดเหี้ยม เสียงกระดูกหักดังกรอบจากภายใน ยันต์แผ่นนั้นร่วงหล่นลงสู่พื้นในทันที
สวีจื่อเจี้ยนที่กำลังต่อสู้อย่างยากลำบากอยู่ด้านข้าง เห็นเหตุการณ์นี้เข้าก็อดคร่ำครวญในใจมิได้
เขารู้ดีว่าสถานการณ์สิ้นหวังแล้ว ไม่คิดจะสู้ต่อ รีบโยนยันต์แผ่นหนึ่งออกไป ทันใดนั้น ลูกไฟร้อนแรงขนาดปากอ่างก็พุ่งเข้าใส่ศีรษะของวานรย้ายขุนเขาอย่างจัง
วานรย้ายขุนเขาร้องโหยหวน ศีรษะปรากฏรอยไหม้เกรียมเป็นปื้นใหญ่
สวีจื่อเจี้ยนฉวยจังหวะที่มันชะงักเพียงชั่วขณะ พลิกกายหันหลัง แล้วหนีเอาชีวิตรอดไปอย่างสุดแรง
ต่อการกระทำของเขา จางจี้หาได้ใส่ใจไม่ วานรย้ายขุนเขาแม้จะบาดเจ็บสาหัส ทว่าก็ยังเป็นอสูรขอบเขตหลอมรวมขั้นแปด ย่อมไม่อาจปล่อยให้เขาซึ่งบาดเจ็บหนักไม่แพ้กัน หลบหนีไปได้โดยง่าย
เป็นดังที่คาด การโจมตีของสวีจื่อเจี้ยนเพียงถ่วงวานรย้ายขุนเขาไว้ได้ชั่วขณะ ไม่นานมันก็คำรามลั่น แล้วไล่ตามไปในทันที
ก่อนหน้านี้ ระหว่างการต่อสู้อย่างเผชิญหน้า สวีจื่อเจี้ยนแม้จะตกเป็นรอง แต่ก็ยังพอฝืนประคองไว้ได้ ทว่าบัดนี้เขากลับหันหลังหนีเอาชีวิตรอด เปิดแผ่นหลังให้ศัตรู ปราศจากการป้องกันแม้แต่น้อย
เมื่อหมัดหนักดั่งค้อนยักษ์ของวานรย้ายขุนเขาฟาดลงมา สวีจื่อเจี้ยนก็พ่นโลหิตออกมาคำโต ล้มคว่ำลงกับพื้นในทันที
ถัดมา วานรย้ายขุนเขากระโจนขึ้น แล้วทิ้งทั้งร่างกดทับลงบนตัวเขา ครานี้ต่อให้คิดจะขัดขืนก็สายเกินไป ได้แต่เห็นหมัดขนาดมหึมาร่วงลงมาอย่างบ้าคลั่ง กระหน่ำใส่ร่างไม่ยั้ง
ครู่หนึ่งผ่านไป
วานรย้ายขุนเขาลากร่างของสวีจื่อเจี้ยนซึ่งถูกทุบจนเละไม่มีชิ้นดี มาหยุดตรงหน้าจางจี้ คำรามต่ำๆ สองสามครั้ง ราวกับกำลังถามว่า “เป็นเช่นนี้พอใจแล้วหรือไม่”
จางจี้ยิ้มบาง ก่อนจะผลักหลี่โม่ซึ่งถูกดึงรั้งไว้ข้างกายออกไป แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“จัดการเขาให้จบ เจ้าย่อมไปได้”
“จางจี้ เจ้าย่อมไม่ได้ตายดี! ต่อให้ข้าเป็นผี…”
หลี่โม่รู้ดีว่าตนหนีไม่พ้นหายนะ จึงไม่คิดขอชีวิต กลับตะโกนด่าทอจางจี้อย่างคลุ้มคลั่ง
แต่ยังไม่ทันพูดจบ วานรย้ายขุนเขาก็ซัดหมัดใส่เขาจนล้มลงกับพื้น จากนั้นก็ทำเช่นเดียวกับที่เคยทำกับสวีจื่อเจี้ยน หมัดร่วงลงดุจห่าฝน ไม่นานนัก ร่างของหลี่โม่ก็แหลกเละ กลายเป็นเพียงกองเนื้อเปะปะ
“หึ ผู้ใดคิดให้ข้าตายไม่ดี ท้ายที่สุดล้วนตายไม่ดีทั้งสิ้น”
จางจี้มองร่างหลี่โม่ที่ไร้เสียงไร้ลมหายใจ ดวงตาฉายแววดูแคลน เอ่ยอย่างเรียบเฉย
“ไม่แน่เสมอไป!”
ในขณะนั้นเอง เสียงหนึ่งดุจภูตผีก็ดังขึ้นข้างหูของเขาอย่างกะทันหัน ทำให้จางจี้รู้สึกถึงจิตสังหารอันเข้มข้น ปรากฏขึ้นด้านหลังในฉับพลัน
จางจี้ม่านตาหดแคบลง ในเสี้ยวพริบตาก็ตอบสนอง พุ่งกายกระโดดไปข้างหน้า
ทว่าขาทั้งสองเพิ่งยกพ้นพื้น เขาก็รู้สึกได้ว่า กระบี่คมกริบเล่มหนึ่งได้แทงทะลุจากด้านหลัง ผ่านช่วงท้องส่วนบนของเขาไปแล้ว
จางจี้ฝืนกลั้นความเจ็บปวดที่เสียดแทงถึงกระดูก ตะโกนลั่นเสียงหนึ่ง ก่อนจะเหวี่ยงหมัดสวนกลับด้วยแรงมหาศาล ซัดใส่ผู้ที่อยู่ด้านหลัง
ผู้ลอบโจมตีนั้น แน่นอนก็คือฟ่านอี ผู้ซึ่งซ่อนกายอยู่ด้านข้างมาตลอด
เมื่อครู่ หลังจากหลี่โม่สิ้นชีวิต จางจี้ตกอยู่ในสภาพผ่อนคลายอย่างสิ้นเชิง เขารู้ดีว่านี่คือจังหวะที่เหมาะสมที่สุด จึงไม่ลังเลที่จะใช้วิชากระบี่ระเบิดสังหาร หวังแทงทะลุหัวใจของอีกฝ่ายให้สิ้นชีวิตในคราเดียว
หวังจะลอบโจมตี แค่ตะโกนบอกก่อน???!!!! ใครมันจะไม่รู้สึกตัว???!!!
แต่เขาไม่คาดคิดเลยว่าอีกฝ่ายจะยังคงสงบนิ่งยามคับขัน และตอบสนองได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ จุดตายที่สุดจึงถูกหลบพ้นไป ทำให้ไม่อาจสังหารได้ในครั้งเดียว เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายโต้กลับ
ฟ่านอีมิใช่ผู้ที่เชี่ยวชาญด้านพลังร่างกาย ย่อมไม่คิดปะทะหมัดของจางจี้ตรงๆ จึงรีบชักกระบี่ออก แล้วถอยกระโดดไปด้านหลัง
จางจี้เองก็ฉวยโอกาสนี้ พุ่งวิ่งไปข้างหน้าอย่างสุดแรง เพื่อดึงระยะห่างออกจากฟ่านอี
“ฟ่านอี!! เหตุใดถึงเป็นเจ้าได้!?”
เมื่อเห็นใบหน้าของฟ่านอีชัดเจน จางจี้ถึงกับตะลึงงัน อุทานออกมาด้วยความตกใจ
“เหตุใดจะเป็นข้าไม่ได้ ในเมื่อเจ้าอยากฆ่าข้ามาโดยตลอด เรื่องนี้มีสิ่งใดน่าประหลาดกันเล่า?”
ฟ่านอีกล่าวอย่างเรียบเฉย
“เป็นไปไม่ได้! เหตุใดเจ้าถึงขึ้นถึงขอบเขตหลอมรวมขั้นเจ็ดได้เร็วเพียงนี้! เป็นไปไม่ได้!!”
จางจี้สีหน้าเหลือเชื่อ ตะโกนออกมาอย่างคลุ้มคลั่ง
ความเร็วในการเติบโตของฟ่านอี เป็นสิ่งที่เขายอมรับไม่ได้อย่างแท้จริง
หากอีกฝ่ายเข้ามาในสำนักตั้งแต่แรกในฐานะสายในก็แล้วไป พวกนั้นล้วนเป็นอัจฉริยะที่เขาไม่คิดนำตนไปเปรียบเทียบ
แต่ฟ่านอีนั้น มิได้ต่างจากเขา เป็นเพียงศิษย์สายนอกที่เริ่มต้นจากศูนย์ เขาเห็นกับตาตนเองว่าอีกฝ่ายเริ่มบ่มเพาะมาอย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้น จากช่วงหลายเดือนก่อน ฟ่านอีแม้จะก้าวหน้าไม่น้อย แต่ก็ยังไม่ต่างจากคนทั่วไปนัก ระดับพลังไม่เคยทิ้งห่าง เพียงแต่วิชาที่เขาครอบครองนั้นประหลาดล้ำ จึงทำให้แข็งแกร่งกว่าผู้ที่อยู่ระดับเดียวกันอยู่มากเท่านั้น
ทว่าบัดนี้ อีกฝ่ายเพิ่งเข้าสู่สายในได้เพียงสามเดือน ระดับพลังกลับไล่ตามเขาทันแล้ว เรื่องเช่นนี้ทำให้เขาไม่อาจยอมรับได้โดยสิ้นเชิง
ตนเองบากบั่นบ่มเพาะมาหลายปี กลับถูกผู้ที่มีชาติกำเนิดจากศิษย์สายนอกเช่นเดียวกัน ไล่ตามทันภายในเวลาไม่กี่เดือน สิ่งนี้ทำให้จิตแห่งวิถีของเขาแทบพังทลาย ทั้งอิจฉา ทั้งชิงชัง และยิ่งรู้สึกว่าสวรรค์ช่างอยุติธรรม
ด้วยเหตุนี้ ครั้นมองเห็นตัวอีกฝ่ายชัดเจน เขาจึงเสียอาการเช่นนี้ ถึงกับคลุ้มคลั่ง ควบคุมตนเองไม่อยู่
“เพราะเหตุใดหรือ? ก็เพื่อฆ่าเจ้าอย่างไรเล่า!!”
ฟ่านอีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง
เขามิได้พูดเกินจริง หากมิใช่เพราะพี่น้องจางจี้คอยกดดัน บีบคั้นเอาชีวิต เขาแม้จะยังคงบ่มเพาะอย่างไม่หยุดยั้ง แต่ย่อมไม่ถึงกับเอาชีวิตเข้าแลกเช่นทุกวันนี้
ก็เพราะแรงกดดันแห่งความตายจากจางจี้ผลักดันอยู่ตลอด เขาจึงจำต้องฝืนตนเองอย่างสุดกำลัง อาศัยเนตรวิญญาณไขว่คว้าโอกาส จนได้วาสนามากมายเหนือผู้อื่น
“หึ เจ้าคิดว่าขึ้นถึงขอบเขตหลอมรวมขั้นเจ็ดแล้ว จะฆ่าข้าได้จริงหรือ?”
จางจี้หัวเราะเย็น มองฟ่านอีอย่างดูแคลน เขาเป็นคนเด็ดขาดในยามสังหาร เพียงครู่เดียวก็กลับมาสงบนิ่งดังเดิม
“ขอเพียงข้าโดนเจ้าอีกสักกระบี่เดียว เจ้าก็ย่อมตายอย่างไม่ต้องสงสัย”
ฟ่านอีเองก็สงบนิ่งไม่แพ้กัน ยกกระบี่ม่วงเขียวในมือขึ้นเล็กน้อย เอ่ยตอบอย่างเยือกเย็น
วานรย้ายขุนเขาที่อยู่ด้านข้าง เห็นเหตุการณ์พลิกผันกะทันหัน ก็ไม่กล้าจากไป เพียงถอยหลังออกไปไม่กี่ก้าว ยืนดูการปะทะราวกับคนนอกคอยมองไฟจากอีกฝั่ง
“ฮ่าๆๆ เจ้าพูดไม่ผิด กระบี่ของเจ้าร้ายกาจยิ่ง หากโดนเข้าอีกครั้ง ข้าก็อาจสิ้นชีวิตจริงๆ”
จางจี้ลูบท้องที่เลือดไหลอาบ แตะปลายนิ้วขึ้นแตะริมฝีปาก ลิ้มรสเบาๆ ก่อนจะแสยะยิ้ม
“แต่ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าฟันถูกเด็ดขาด!”
กล่าวจบ เขากลับไม่ลงมือแม้แต่กระบวนท่าเดียว พลิกกายหันหลัง แล้วหลบหนีไปทันที
(จบตอน)