- หน้าแรก
- รีสตาร์ทชีวิตใหม่ ด้วยหัวใจเซียน
- บทที่ 1 - คืนก่อนแต่งงานที่แสนสิ้นหวัง
บทที่ 1 - คืนก่อนแต่งงานที่แสนสิ้นหวัง
บทที่ 1 - คืนก่อนแต่งงานที่แสนสิ้นหวัง
บทที่ 1 - คืนก่อนแต่งงานที่แสนสิ้นหวัง
แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องผ่านหน้าต่าง อาบไล้เรือนหอหลังใหม่ให้กลายเป็นสีทองดูอบอุ่นแต่งดงามราวกับความฝัน
เจียงหมิงบรรจงติดแผ่นกระดาษตัดลายตัวอักษร "ซังฮี้" (มงคลคู่) แผ่นสุดท้ายลงบนกระจกอย่างระมัดระวัง ก่อนจะถอยหลังออกมาสองก้าวเพื่อพินิจดูว่ามันติดตรงดีหรือยัง
กระดาษตัดสีแดงสดดูโดดเด่นสะดุดตาในห้องที่เพิ่งตกแต่งเสร็จและได้รับการจัดวางข้าวของอย่างประณีต โซฟาปูด้วยผ้าคลุมสีขาวครีมที่เพิ่งซื้อมาใหม่ บนโต๊ะรับแขกมีถาดใส่ขนมผลไม้วางเตรียมไว้ แม้แต่หลอดไฟเขาก็ยังเปลี่ยนเป็นโทนสีอุ่น
ทุกรายละเอียดในที่แห่งนี้ ล้วนอัดแน่นไปด้วยจินตนาการทั้งหมดที่เขามีต่อชีวิตคู่ในอนาคต
ปีนี้เขาอายุ 33 ปี ได้รู้จักกับ "เฉินเป้ยเป้ย" วัย 30 ปีผ่านการแนะนำของญาติ
จะเรียกว่าความรักอันเร่าร้อนคงไม่ได้ แต่ต่างฝ่ายต่างรู้สึกว่าอายุและเงื่อนไขต่างๆ เหมาะสมกันดี การคบหาก็ราบรื่น เหมือนกับหนุ่มสาววัยนี้ส่วนใหญ่ที่ก้าวเดินไปสู่การแต่งงานอย่างมั่นคง
เขาคิดว่าแบบนี้ก็ดีแล้ว... มั่นคงดี
โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงสั่นครืดคราด เป็นสายจากพ่อ
รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าของเจียงหมิงโดยไม่รู้ตัว เขากดรับสายทันที
"เจ้าหมิงเอ๊ย" เสียงของเจียงเจี้ยนกั๋ว ผู้เป็นพ่อดังลอดมาตามสาย น้ำเสียงซื่อๆ ติดสำเนียงบ้านเกิด "จัดบ้านไปถึงไหนแล้วลูก? พรุ่งนี้พ่อกับแม่จะเข้าไปดูแต่เช้านะ"
"พ่อ สบายใจได้เลย ผมจัดการเรียบร้อยหมดแล้ว" น้ำเสียงของเจียงหมิงเจือไปด้วยความสุข
"งั้นก็ดี งั้นก็ดี" พ่อเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น "แต่งงานแล้วก็ถือเป็นหัวหน้าครอบครัวเต็มตัว ต่อไปจะทำอะไรต้องรอบคอบกว่าเดิม มีอะไรให้คิดถึงครอบครัวไว้ก่อน หนูเป้ยเป้ยแกเป็นเด็ก... เอาเถอะ... ยังไงพวกแกก็ใช้ชีวิตคู่กันให้ดีก็พอ"
คำพูดของพ่อฟังดูเรียบง่ายจนเกือบจะจู้จี้ แต่มันกลับเหมือนกระแสน้ำอุ่นที่ไหลชโลมใจเจียงหมิง
เขารู้ดีว่าเพื่องานแต่งของเขา พ่อกับแม่เทหมดหน้าตัก เงินสินสอด 300,000 หยวน กับเงินดาวน์เรือนหออีก 300,000 หยวน แทบจะเป็นเงินที่พ่อเก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิตจากการรับซื้อของเก่าและงานรับเหมาตกแต่งภายในที่ภาคใต้ เหงื่อทุกหยดแลกมาด้วยความยากลำบาก
เขาตั้งปณิธานไว้ในใจว่า ต่อไปจะต้องทำให้พ่อกับแม่สุขสบายให้ได้
"รู้แล้วครับพ่อ พวกเราจะอยู่กันอย่างดีแน่นอน" เจียงหมิงรับปากอย่างหนักแน่น
หลังจากวางสาย เขามองออกไปที่แสงไฟนับหมื่นดวงนอกหน้าต่าง หัวใจเปี่ยมไปด้วยความสุขเรียบง่าย
จนกระทั่งเสียงแจ้งเตือนข้อความเข้าดังขึ้น ทำลายความเงียบสงบภายในห้อง
เขากดเปิดดูอย่างไม่ใส่ใจ เป็นคำขอเป็นเพื่อนทาง WeChat จากคนแปลกหน้า โดยมีข้อความระบุว่า: [ฉันมีข้อมูลเกี่ยวกับคู่หมั้นของคุณ]
ความรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีบางอย่างแวบเข้ามา เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกดรับเพื่อน ฝ่ายนั้นไม่ได้คิดจะชวนคุย แต่ส่งคลิปวิดีโอสั้นๆ กับรูปถ่ายที่ดูเบลอๆ มาให้ชุดหนึ่งทันที
ภาพในคลิปสั่นไหวเล็กน้อย เหมือนแอบถ่ายที่หน้าโรงแรมแห่งหนึ่ง แสงไฟสลัวแต่ก็ชัดเจนพอ
ชายหญิงคู่หนึ่งเดินโอบกอดกันออกมาจากประตูหมุนด้วยท่าทีสนิทสนม ผู้หญิงสวมเสื้อโค้ตกันลมสีครีม... นั่นมันเสื้อที่เขาเพิ่งซื้อให้เฉินเป้ยเป้ยเมื่อเดือนที่แล้ว
ผู้ชายเห็นหน้าไม่ชัด รูปร่างสูงใหญ่ มือข้างหนึ่งโอบเอวเธอไว้ ส่วนอีกข้างตบเบาๆ ที่บั้นท้ายของเธออย่างหยอกล้อ
เฉินเป้ยเป้ยไม่เพียงไม่หลบเลี่ยง แต่กลับหัวเราะร่าและเอนตัวซบลงในอ้อมกอดของชายคนนั้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นแลกจูบกันอย่างดูดดื่ม
คลิปไม่ยาว แค่สิบกว่าวินาที แต่เวลาที่ระบุในคลิปคือ 21:37 น. ของเมื่อวาน
เลือดในกายของเจียงหมิงเย็นเฉียบลงจนหน้าซีดเผือด
เขายืนตัวแข็งทื่อ สมองว่างเปล่าไปชั่วขณะ หูอื้ออึงไปหมด แสงสว่างจากหน้าจอมือถือสะท้อนลงบนรูม่านตาที่หดเกร็ง ความอบอุ่นสีทองเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงความหนาวเหน็บ
หัวใจเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นบีบขยี้ แล้วทุบซ้ำอย่างแรง ความเจ็บปวดรวดร้าวแล่นพล่านจนแทบหายใจไม่ออก
เป็นไปไม่ได้... ตาฝาดไปหรือเปล่า?
เขาก้มลงเพ่งมองหน้าจอแทบจะติดจมูก จ้องมองใบหน้าด้านข้างและรูปร่างของผู้หญิงคนนั้นเขม็ง
ใช่จริงๆ... นั่นคือเฉินเป้ยเป้ย
เสื้อโค้ตตัวนั้น ทรงผมนั้น ท่าทางการเดิน... ทุกรายละเอียดตอกย้ำความจริงอันโหดร้าย
ความโกรธแค้นปะทุขึ้นราวกับน้ำมันเดือดพุ่งทะลุกระหม่อม
เลือดสูบฉีดขึ้นหน้าจนขมับเต้นตุบๆ
"ปัง!"
เขาทุบกำปั้นลงบนโต๊ะอย่างแรง เสียงทึบหนักแน่น ความเจ็บปวดที่ข้อนิ้วเทียบไม่ได้เลยกับเศษเสี้ยวความเจ็บปวดที่หัวใจ
เขาโดนหลอก
ไอ้ที่บอกว่าอายุเหมาะสม เข้ากันได้ดี จะตั้งใจใช้ชีวิตคู่... แม่งตอแหลทั้งเพ!!
เธอรับเงินสินสอดของครอบครัวเขาไปอย่างหน้าไม่อาย จัดเตรียมเรือนหอด้วยกัน แต่ลับหลังกลับไปนัวเนียอยู่ในอ้อมกอดผู้ชายอื่น!
ความอัปยศและการถูกหักหลังเหมือนงูพิษเย็นเยียบสองตัวที่รัดคอเขาแน่นขึ้นเรื่อยๆ
เขาคว้ากุญแจรถบนโต๊ะแล้วพุ่งตัวออกจากบ้าน
ขณะลิฟต์เลื่อนลง เขาพิงผนังลิฟต์ที่เย็นเฉียบ หน้าอกกระเพื่อมแรง สมองยุ่งเหยิงไปหมด
เขาอยากจะไปลากตัวเฉินเป้ยเป้ยมาถามเดี๋ยวนี้ว่าทำไม?
เขาอยากจะปาวิดีโอนี้ใส่หน้าเธอ แล้วดูซิว่าเธอจะแก้ตัวยังไง!
เมืองยามค่ำคืนเต็มไปด้วยแสงสีนีออนและกระแสรถที่ไหลบ่า เจียงหมิงขับรถฝ่าเข้าไปในความวุ่นวายนั้น แต่กลับรู้สึกว่าโลกทั้งใบถูกกั้นด้วยกระจกฝ้า พร่ามัวและไม่สมจริง
เขาขับรถเร็วมาก แซงซ้ายป่ายขวา เสียงแตรด่าทอดังไล่หลังระงม แต่เขาไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น ในหัวมีแค่ความคิดเดียว... หาตัวเธอให้เจอ แล้วถามให้รู้เรื่อง!
เขาขับตรงไปที่อพาร์ตเมนต์ที่เฉินเป้ยเป้ยเช่าอยู่ เขาจำได้ว่าเธอบอกว่าคืนนี้จะคุยเรื่องรายละเอียดขบวนรับตัวเจ้าสาวกับเพื่อนสนิท
เขาทุบประตูห้องอย่างแรง เสียงเฉินเป้ยเป้ยตะโกนถามอย่างหงุดหงิดดังมาจากข้างใน "ใครน่ะ?"
"ฉันเอง เจียงหมิง! เปิดประตู!"
ข้างในเงียบไปไม่กี่วินาที ก่อนจะมีเสียงปลดล็อก "คลิก" เฉินเป้ยเป้ยในชุดอยู่บ้าน หน้ายังแปะมาสก์บำรุงผิวอยู่ พอเห็นเขา เธอก็ชะงักไปนิดหนึ่ง แววตาฉายความตื่นตระหนกที่ซ่อนไม่มิด
"เจียงหมิง? คุณมาทำไม? อีกไม่กี่วันก็..." เธอยังพูดไม่ทันจบ เจียงหมิงก็แทรกขึ้นมาอย่างเกรี้ยวกราด
เจียงหมิงผลักเธอออกแล้วบุกเข้าไปในห้อง สายตาคมกริบกวาดมองไปทั่วห้องนั่งเล่น
ไม่มีเพื่อนสนิทที่ไหนทั้งนั้น
"เมื่อวานตอนสามทุ่มครึ่งเธออยู่ที่ไหน?"
เขาหันกลับมาจ้องหน้าเธอ น้ำเสียงแหบพร่าเพราะพยายามข่มความโกรธ
เฉินเป้ยเป้ยดึงมาสก์หน้าออก พยายามทำใจดีสู้เสือ "ฉันจะไปไหนได้? เดินช้อปปิ้งกับเสี่ยวลี่เหนื่อยก็กลับบ้านสิ"
"ช้อปปิ้ง?" เจียงหมิงแค่นหัวเราะ หยิบมือถือออกมาเปิดคลิปนั้น แล้วยื่นไปจ่อตรงหน้าเธอ "แล้วนี่มันเรื่องห่าอะไร?! เฉินเป้ยเป้ย เธอบอกฉันมาสิว่านี่มันเรื่องบ้าอะไร!!"
คลิปเริ่มเล่น หน้าของเฉินเป้ยเป้ยซีดเผือดลงทันตา ริมฝีปากสั่นระริก เธอก้าวถอยหลังไปโดยสัญชาตญาณ
"คุณ... คุณแอบตามฉันเหรอ?!" เธอกรีดร้อง พยายามจะพลิกสถานการณ์
"แอบตาม?" เจียงหมิงโกรธจนตัวสั่น "คนอื่นเขาแม่งส่งมาให้ถึงมือถือฉันเนี่ย! เฉินเป้ยเป้ย อีกไม่กี่วันเราจะแต่งงานกันแล้วนะ! เธอทำกับฉันแบบนี้ได้ยังไง?! เงินสินสอด 3 แสนนั่นมันเงินหยาดเหงื่อแรงงานพ่อฉันนะเว้ย! เธอเอาเงินนั่นไปผลาญแล้วไปมั่วกับคนอื่นข้างนอกเนี่ยนะ?!"
หลังจากหายตกใจ เฉินเป้ยเป้ยก็เริ่มมีสีหน้ากลับมา แต่คราวนี้เป็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความดื้อด้าน ไร้ยางอาย และเย้ยหยัน
เธอกอดอก เชิดหน้าขึ้น "แล้วจะทำไม? เจียงหมิง นี่มันยุคไหนแล้ว? ก่อนแต่งงานจะสนุกบ้างไม่ได้หรือไง? ผู้ชายเที่ยวได้ แล้วผู้หญิงจะมีความอิสระบ้างไม่ได้เหรอ?"
เธอมองสำรวจเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า แววตาเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยามอย่างไม่ปิดบัง "แล้วอีกอย่างนะ เจียงหมิง คุณไม่ดูสารรูปตัวเองบ้างล่ะ? อายุ 33 แล้ว นอกจากเป็นคนซื่อๆ มีงานทำไปวันๆ คุณมีอะไรดีบ้าง? บ้านก็กู้ รถก็กู้ ใช้ชีวิตกับคุณมันจะมีรสชาติอะไร? ฉันไปกินข้าวกับคนอื่นบ้าง มันจะตายมั้ย?"
ทุกคำพูดเหมือนเข็มอาบยาพิษที่ทิ่มแทงหัวใจเจียงหมิง
เขามองใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความร้ายกาจ ใบหน้าที่เขาเคยคิดว่าสวยและเรียบร้อย ตอนนี้กลับดูน่ารังเกียจและขยะแขยงจนทนไม่ไหว
ที่แท้ในสายตาเธอ ความซื่อสัตย์ของเขา ความจริงจังของเขา ความฝันที่เขามีต่อครอบครัว มันไร้ค่าสิ้นดี
เมื่อความโกรธพุ่งถึงขีดสุด มันกลับกลายเป็นความเย็นชาดุจน้ำแข็ง
"อิสระเหรอ?"
น้ำเสียงของเจียงหมิงต่ำจนน่ากลัว เขาพยักหน้า แววตาไร้ซึ่งความอบอุ่นใดๆ หลงเหลือ "ได้ เฉินเป้ยเป้ย ฉันจะคืนอิสระให้เธอ งานแต่งนี้... ยกเลิก!"
เขาสูดหายใจลึก พูดเน้นทีละคำ "เอาเงินสินสอด 3 แสนของบ้านฉันคืนมาให้ครบทุกบาททุกสตางค์"
พอได้ยินว่าจะเอาเงินคืน เฉินเป้ยเป้ยก็ของขึ้นทันที เสียงแหลมปรี๊ดขึ้นมาแปดหลอด
"คืนสินสอด? ฝันไปเถอะเจียงหมิง! สินสอดนั่นบ้านคุณให้มาด้วยความสมัครใจเอง เป็นพวกคุณที่มาขอฉันแต่งงาน! เรื่องอะไรต้องคืน? ให้ของแล้วยังมีหน้ามาทวงคืนอีก หน้าตัวเมียหรือเปล่า!"
เธอชี้ไปที่ประตู ท่าทางเกรี้ยวกราด "ไสหัวไปเลย! พรุ่งนี้งานแต่งคุณจะจัดหรือไม่จัดก็เรื่องของคุณ แต่เรื่องเงิน ไม่มีทางได้คืนแม้แต่แดงเดียว! แน่จริงก็ไปฟ้องเอาสิ! ดูซิว่าศาลจะเข้าข้างใคร!"
เมื่อเห็นท่าทางไร้ยางอายและถือดีของเธอ เลือดลมของเจียงหมิงก็พลุ่งพล่านจนหน้ามืด
เขาพุ่งตัวเข้าไป ง้างมือขึ้น แต่สุดท้าย ฝ่ามือนั้นก็ไม่ได้ฟาดลงไป
เขาจ้องมองเธอเขม็ง แววตาเย็นเยียบราวน้ำลึกในฤดูหนาว
"เฉินเป้ยเป้ย" เขาเค้นเสียงลอดไรฟัน "เธอจะต้องเสียใจ"
พูดจบ เขาก็ไม่มองเธออีก หันหลังกระแทกประตูปิดดัง "ปัง!" เดินจากไปทันที
ประตูเหล็กหนาที่ปิดลง ตัดขาดพื้นที่อันน่าสะอิดสะเอียนนั้น และดูเหมือนจะทำลายความเชื่อและความหวังที่มีต่อชีวิตคู่ตลอด 33 ปีของเขาลงไปด้วย
ไฟทางเดินสว่างขึ้นตามเสียงฝีเท้าหนักๆ ของเขา แล้วก็ดับลงอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้เขาจมอยู่ในความมืดสลัว
เขาทรุดตัวลงนั่งพิงผนังเย็นเฉียบ ขยี้ผมตัวเองอย่างแรง
ข้างนอกเมืองยังคงวุ่นวาย แต่แสงสีและเสียงเหล่านั้นดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกับเขาอีกต่อไป
แสงไฟโทนอุ่นที่บ้าน ขนมผลไม้บนโต๊ะ ตัวอักษร "ซังฮี้" สีแดงบนกระจก... ความอบอุ่นที่เตรียมไว้อย่างดีเหล่านั้น ตอนนี้กลับกลายเป็นเรื่องตลกร้ายที่ทิ่มแทงเขาจนยับเยิน
ความโกรธ ความอัปยศ การถูกหักหลัง และความรู้สึกผิดต่อพ่อแม่อย่างสุดซึ้ง... อารมณ์ทั้งหลายถาโถมเข้ามาเหมือนคลื่นยักษ์จนเขาจมดิ่ง
เขาคิดอะไรไม่ออกเลย รู้แค่ว่าตรงหัวใจมันว่างเปล่าและเจ็บปวดเหลือเกิน
ไม่รู้ว่านั่งอยู่ในความมืดนานแค่ไหน จนกระทั่งมือถือดังขึ้นอีกครั้ง หน้าจอแสดงชื่อ "พ่อ"
เขามองสองคำนั้น นิ้วสั่นระริกค้างอยู่เหนือปุ่มรับสาย แต่กลับไม่มีความกล้าพอที่จะกดรับ