เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 8: แกล้งอ่อนแอ

บทที่ 8: แกล้งอ่อนแอ

บทที่ 8: แกล้งอ่อนแอ


"ช่วยชีวิตคน? หล่อนเนี่ยนะ? ถ้าไม่ทำเขาตายก็บุญโขแล้ว!" ลู่เหยียนซีเอ่ยพลางทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ

"คืออย่างนี้จ้ะ แม่ฉันท่านเป็นหมอ ฉันก็เลยพลอยได้ความรู้ติดตัวมาบ้าง คลุกคลีอยู่กับหมอก็เลยซึมซับมานิดหน่อย" ซูเสี่ยวหว่านอธิบาย

พื้นเพครอบครัวของเจ้าของร่างเดิมนั้นจัดว่าดีมาก ญาติฝั่งแม่ล้วนเป็นปัญญาชนกันทั้งสิ้น แม้จะขาดการติดต่อไปหลายปีด้วยเหตุผลบางประการ แต่ตอนนี้ก็เริ่มกลับมาติดต่อกันได้บ้างแล้ว

พออ้างแบบนี้ การที่เธอมีความรู้เรื่องแพทย์จึงฟังดูสมเหตุสมผลขึ้นมาทันที

ซูเสี่ยวหว่านรู้ดีว่าลู่หานโจวเริ่มระแคะระคายในตัวเธอมาสักพักแล้ว

ไหนๆ ก็ไหนๆ เปิดอกคุยกันไปเลยดีกว่า เพื่อที่จะรักษาขาของลู่หานโจวและอาการป่วยของจางเหมยจวี๋ รวมถึงปูทางสู่อาชีพในอนาคต เธอจำเป็นต้องมี 'ฉากหน้า' ที่น่าเชื่อถือมารองรับ

และที่สำคัญ เธอต้องหาทางเพิ่มเสบียงในมิติวิเศษของเธอด้วย

"คนวันๆ เอาแต่ลอยชายอย่างหล่อนเนี่ยนะจะรักษาคนไข้เป็น?" ลู่เหยียนซีกรอกตามองบนอย่างเปิดเผย

"ถ้าทำได้จริง ทำไมไม่รักษาขาพี่ชายฉันให้เร็วกว่านี้ล่ะ? ไหนจะโรคของแม่อีก! ฉันว่าหล่อนแค่สร้างภาพมากกว่า! หรือไม่ก็รู้วิธีรักษาแต่จงใจดึงเวลาแกล้งพวกเรา!"

'ฉันก็บอกอยู่นี่ไง ว่าฉันรักษาได้' ซูเสี่ยวหว่านคิดในใจ พลางถือโอกาสนี้ประกาศเจตนารมณ์ให้ชัดเจน

"เหอะ! หมอเถื่อนอย่างหล่อน ใครจะไปเชื่อฝีมือ!"

"พอได้แล้วน่าเหยียนซี พูดให้น้อยลงหน่อย" จางเหมยจวี๋ขมวดคิ้วปรามลูกสาวพลางตบไหล่เบาๆ

"เสี่ยวหว่านยังเด็ก ที่รู้มาก็คงเป็นแค่การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ขาพี่ชายลูกขนาดโรงพยาบาลใหญ่ๆ ในเมืองหลวงยังรักษาไม่หายเลย โรคเรื้อรังของแม่ก็เหมือนกัน หาหมอมาตั้งกี่ที่ก็ไม่ดีขึ้น เลิกเถียงกันแล้วไปนอนเถอะ"

"หนูว่าหล่อนแค่ฟลุคมากกว่า เหมือนแมวตาบอดเดินชนหนูตาย!"

"ฉันบอกแล้วไง ว่าฉันรักษาได้!" น้ำเสียงของซูเสี่ยวหว่านหนักแน่น

เธอคืออัจฉริยะด้านการแพทย์แผนจีนเชียวนะ หลังจากสังเกตอาการของลู่หานโจวและจางเหมยจวี๋อย่างละเอียดแล้ว เธอมั่นใจถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ว่ารักษาพวกเขาได้แน่

ส่วนอีกสิบเปอร์เซ็นต์ที่เหลือ ก็แค่รอให้ระบบส่งมอบ 'เข็มเงิน' มาให้เธอเท่านั้น

หมอจีนที่ไร้เข็มก็เหมือนทหารไร้ปืน ทำอะไรไม่ได้มากหรอก

เมื่อได้ยินเธอยืนยันเช่นนั้น ลู่หานโจวก็เงยหน้ามองเธอ แววตาเริ่มฉายความเชื่อถือขึ้นมาบ้าง

"ฉันไม่เชื่อ!" ลู่เหยียนซียังคงโวยวาย

การให้ความหวังแล้วพังทลายลงทีหลังคือการทรมานที่โหดร้ายที่สุด

"ไม่เชื่อเหรอ?" ซูเสี่ยวหว่านเอ่ยพลางก้าวเข้าไปหาลู่เหยียนซีช้าๆ

เธอไม่ได้เดินเร็วนัก แต่ไม่รู้ทำไม จู่ๆ ลู่เหยียนซีกลับรู้สึกว่ารังสีอำมหิตของซูเสี่ยวหว่านช่างรุนแรงเหลือเกิน

ลู่เหยียนซีเริ่มกลัวขึ้นมาจริงๆ จนต้องขยับไปหลบหลังจางเหมยจวี๋โดยสัญชาตญาณ

ซูเสี่ยวหว่านเดินเข้าไปประชิดตัว เอื้อมมือไปบีบแก้มอีกฝ่ายแล้วเพ่งพินิจอย่างละเอียด

จากนั้นเธอก็พูดขึ้นว่า "อารมณ์ร้อนเกินไปนะเรา ไฟในตับกำเริบจนลามไปถึงดวงตาแล้ว ดูสิ ตาขาวเริ่มแดงแล้วนะ ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ตาจะพร่ามัว กลางคืนจะนอนไม่หลับ ฝันร้ายอีกต่างหาก"

พูดจบ ซูเสี่ยวหว่านก็ปล่อยมือ

ได้ฟังคำวินิจฉัยของซูเสี่ยวหว่าน ลู่เหยียนซีก็แค่นเสียงดูแคลน "ไร้สาระ! ฉันไม่เชื่อหล่อนหรอก!"

ว่าแล้วเธอก็สะบัดหน้าเดินกระแทกเท้ากลับห้องไปด้วยความโมโห

ซูเสี่ยวหว่านส่ายหน้าอย่างระอา คนบางคนนี่ถ้าไม่เห็นโลงศพก็คงไม่หลั่งน้ำตาจริงๆ

เธอหันไปถามจางเหมยจวี๋พร้อมรอยยิ้ม "แม่คะ แม่เชื่อฉันไหม?"

"เชื่อสิ แม่เชื่อลูก" แม้ลึกๆ จางเหมยจวี๋จะยังลังเล แต่เมื่อสบตาที่จริงใจของลูกสะใภ้ เธอก็อยากจะเชื่ออย่างไม่มีเหตุผล

นี่ลูกสะใภ้ของเธอเอง จะไม่ให้เชื่อใจได้ยังไง?

หัวใจของซูเสี่ยวหว่านอุ่นวาบ แม่สามีคนนี้ช่างแสนดีจริงๆ

เธอยิ้มตอบ "ไม่ต้องห่วงนะคะ ฉันจะหาทางรักษาแม่ให้หายให้ได้"

ไม่ไกลนัก ลู่หานโจวเฝ้ามองซูเสี่ยวหว่านคุยกับแม่ของเขาอย่างเงียบเชียบ

น้ำเสียงของเธอนุ่มนวล รอยยิ้มอบอุ่น แตกต่างจากความเย็นชาในอดีตอย่างสิ้นเชิง

ใต้แสงจันทร์ ร่างบางในชุดโค้ททหาร ผมยาวดำขลับทิ้งตัวลงมาคลอเคลียไหล่ราวกับสาหร่ายทะเล

แม้จะสวมเสื้อผ้าหนาเตอะ แต่ก็ไม่อาจบดบังความงามของเธอได้

แค่ดูจากบุคลิกท่าทาง ก็รู้ได้ทันทีว่าเธอแตกต่างจากคนที่นี่

เธอโดดเด่นเกินไป ความสง่างามและอ่อนโยนนั้นแผ่ออกมาตามธรรมชาติ

ขณะที่เขากำลังครุ่นคิด จู่ๆ ซูเสี่ยวหว่านก็หันขวับมาคว้ามือเขาแล้วพูดว่า "สามีคะ เรากลับไปพักผ่อนที่ห้องกันเถอะ"

เธอเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตดำขลับจ้องมองเขาอย่างคาดหวัง

สายตาแบบนั้นราวกับเด็กน้อยที่กำลังรอคอยขนม เต็มเปี่ยมไปด้วยความปรารถนา

ลู่หานโจวเผลอกลั้นหายใจไปชั่วขณะ

ทันทีที่เข้าห้องมา ซูเสี่ยวหว่านก็ถอดเสื้อโค้ททหารออกแล้วล้มตัวลงนอนบนเตียง

การช่วยชีวิตคนเมื่อครู่สูบพลังงานเธอไปจนเกลี้ยง ตอนนี้เธอรู้สึกเพลียสุดๆ

ร่างกายของเจ้าของร่างเดิมนี่ช่างบอบบางจริงๆ สมกับเป็นคุณหนูตระกูลผู้ดี

วันหลังคงต้องหาทางออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแกร่งให้ร่างกายบ้างแล้ว

ในตอนนั้นเอง ลู่หานโจวก็หยิบผ้านวมออกจากตู้มาปูที่พื้น

ซูเสี่ยวหว่านดีดตัวลุกขึ้นนั่งทันที จ้องเขตาเขม็ง "สามี ทำไมไปนอนพื้นล่ะคะ? มานอนกับฉันสิ... เอ้ย ไม่ใช่ มานอนตรงนี้!"

พอรู้ตัวว่าพูดผิด เธอก็รีบแก้คำพูดพลางตบที่ว่างข้างตัวปุๆ

ลู่หานโจวชะงักไปครู่หนึ่ง

ผู้หญิงคนนี้เวลาอยู่ข้างนอกก็ดูสำรวมดีหรอก ทำไมพออยู่กันสองต่อสองถึงได้ใจกล้าหน้าด้านนัก?

เขาแยกไม่ออกจริงๆ ว่าเธอเสแสร้งหรืออยากจะดีกับเขาจริงๆ กันแน่

การแสดงของเธอแนบเนียนเกินไป จนแม้แต่เขาก็ยังดูไม่ออก

"ไม่เป็นไร ผมตื่นเช้า กลัวจะรบกวนคุณ"

เมื่อเห็นลู่หานโจวล้มตัวลงนอนบนพื้นจริงๆ ซูเสี่ยวหว่านก็เริ่มร้อนรน

หรือว่าเขาจะปันใจให้ถังเหวินซีไปแล้ว?

ในนิยายไม่ได้ลงรายละเอียดว่าลู่หานโจวตกหลุมรักถังเหวินซียังไง ดูเหมือนจู่ๆ ก็ชอบขึ้นมาเองดื้อๆ

พอนึกถึงเหตุการณ์คืนนี้ ซูเสี่ยวหว่านก็อดถามออกไปไม่ได้ "คุณชอบถังเหวินซีเหรอ?"

ตามเนื้อเรื่อง ช่วงเวลานี้บทบาทของ 'ซูเสี่ยวหว่าน' ใกล้จะหมดลงแล้ว และแทบไม่มีปฏิสัมพันธ์กับลู่หานโจวอีก

แต่มันไม่เหมือนเดิมแล้ว ตอนนี้เธอกำลังพยายามอย่างหนักที่จะเปลี่ยนทุกอย่างให้เข้าที่เข้าทาง

ทว่าถ้าลู่หานโจวชอบถังเหวินซีไปแล้ว สรุปว่าเธอเป็นมือที่สาม หรือถังเหวินซีเป็นมือที่สามกันแน่?

ซูเสี่ยวหว่านรู้สึกว่ายังไงซะถังเหวินซีก็ไม่ใช่คนดีเด่อะไรนักหรอก

ถังเหวินซีอายุน้อยกว่าลู่หานโจวไม่กี่ปี ทั้งสองรู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก

ได้ข่าวว่าพ่อแม่ของทั้งคู่เคยคิดจะจับคู่ให้ดองกันด้วยซ้ำ

แต่พอลู่หานโจวบาดเจ็บจนพิการ เรื่องนี้ก็เงียบหายไป

ในชาติก่อน ถังเหวินซีรังเกียจขาเป๋ๆ ของลู่หานโจว ถึงได้เลือกแต่งงานกับลูกชายครูใหญ่

พอได้ย้อนกลับมาใช้ชีวิตใหม่ และรู้ว่าลู่หานโจวกับไป๋ฟู่หลินจะมีอนาคตไกล ก็เลยกลับมาทำตัวตีสนิท

เจตนาของคนแบบนี้ ไม่บริสุทธิ์ใจแน่นอน

"คุณคิดอะไรเพ้อเจ้ออยู่?" จู่ๆ ลู่หานโจวก็พูดแทรกขึ้นมา ขัดจังหวะความคิดของซูเสี่ยวหว่าน

น้ำเสียงของเขาเย็นชา บรรยากาศในห้องพลันยะเยือกขึ้นมาทันใด

เห็นได้ชัดว่าเขาไม่พอใจที่เธอเดาสุ่มสี่สุ่มห้า

ใบหน้าที่เคร่งขรึมอยู่แล้ว ยิ่งดูถมึงทึงเข้าไปใหญ่

ซูเสี่ยวหว่านรีบลงจากเตียง เข้าไปสวมกอดลู่หานโจวแล้วซบหน้าลงกับอกเขาอย่างออดอ้อน

"อย่าโกรธสิคะ ก็คนรอบข้างเขาพูดกันแบบนั้น แม้แต่เหยียนซียังพูดเลย... ฉันก็เลยไม่มั่นใจ เธอทั้งเก่ง ทั้งดีกว่าฉันตั้งเยอะ..." ซูเสี่ยวหว่านก้มหน้า แกล้งทำตัวน่าสงสาร

เธอไม่ได้อยากจะแกล้งทำเป็นอ่อนแอหรอกนะ แต่วิธีนี้มันได้ผลดีที่สุดในตอนนี้

ลู่หานโจวมองท่าทางเม้มปากน้อยใจและหลุบตาต่ำของเธอที่ดูเศร้าสร้อย หัวใจเขาก็อ่อนยวบลง

ดูท่าเขาจะเข้าใจเธอผิดไปสินะ

น้ำเสียงของเขาอ่อนลงเล็กน้อยขณะอธิบายเสียงเบา "ผมกับเธอเป็นแค่เพื่อนบ้านธรรมดา ไม่มีอะไรเกินเลยจริงๆ"

"งั้นก็ดีแล้วค่ะ ต่อไปนี้เรามาใช้ชีวิตคู่กันให้ดีเถอะนะ" ซูเสี่ยวหว่านกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น

เมื่อรู้ว่าเขาไม่ได้มีใจให้ถังเหวินซีในตอนนี้ เธอก็โล่งอกไปเปราะหนึ่ง

เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ตอนนี้เธอจะไม่มีวันยกลู่หานโจวให้ถังเหวินซีเด็ดขาด

อย่างน้อยก็ต้องรอให้เธอตุนของในมิติวิเศษให้ครบก่อน

พอเตรียมทุกอย่างพร้อมสรรพเมื่อไหร่ เธอจะ... ชิมรสชาติร่างกายผู้ชายคนนี้ให้หนำใจ แล้วค่อยจากไปใช้ชีวิตในฝันอย่างสบายใจเฉิบ!

ส่วนเรื่องราวระหว่างลู่หานโจวกับถังเหวินซีหลังจากนั้น จะเป็นยังไงก็ช่าง ไม่เกี่ยวกับเธอแล้ว

เธอแค่อยากจะหนีจากความสัมพันธ์อีรุงตุงนังนี้ แล้วไปตั้งใจทำงานหาเงินสร้างเนื้อสร้างตัวดีกว่า!

คิดได้ดังนั้น มือของซูเสี่ยวหว่านก็ซุกซนเลื้อยเข้าไปในสาบเสื้อของลู่หานโจวโดยไม่รู้ตัว

ปลายนิ้วเรียวลูบไล้ผ่านชายเสื้อ สัมผัสโดนกล้ามท้องแน่นตึง หัวใจของเธอก็เต้นตึกตัขึ้นมาทันที

"สามีคะ เรายังไม่ได้เข้าหอกันเลย ไหนๆ คืนนี้ก็คืนนี้แล้ว เรามาทำให้มันถูกต้องกันเถอะนะ?"

จริงๆ เธอแค่อยากลองดูว่าการใกล้ชิดกันแบบนี้จะช่วยให้มีของใหม่ๆ โผล่มาในมิติวิเศษหรือเปล่า ไม่ได้หื่นกามเพราะความหล่อของเขาหรอกนะ (ใครเชื่อก็บ้าแล้ว!)

ลู่หานโจวคาดไม่ถึงว่าซูเสี่ยวหว่านจะรุกหนักขนาดนี้ เขาจึงรีบตะปบมือซุกซนของเธอไว้โดยสัญชาตญาณ

จบบทที่ บทที่ 8: แกล้งอ่อนแอ

คัดลอกลิงก์แล้ว