เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12 : ราชสีห์เปลวเพลิง

บทที่ 12 : ราชสีห์เปลวเพลิง

บทที่ 12 : ราชสีห์เปลวเพลิง


เนื่องจากหลินเหมียวเป็นนักวิจัย ระดับของคู่หูวิญญาณของเธอจึงไม่ได้สูงมากนัก "ภูตสมบัติ" คู่หูตัวแรกของเธอก็เพิ่งจะผ่านระดับสี่มาได้ไม่นาน ยังห่างไกลจากระดับห้าอยู่พอสมควร

ดังนั้นตอนเดินทางกลับจากเมืองหลวงมายังฟอลเลนไวลด์ เธอจึงอาศัยเดินทางมาพร้อมกับขบวนพ่อค้า ส่วนใหญ่ใช้เส้นทางผ่านเขตชานเมือง และมีผ่านเขตป่าชั้นนอกบ้างเป็นครั้งคราว แม้ระยะทางจะไกลและอ้อมไปมา แต่ก็ปลอดภัยกว่ามาก

แต่ทีมพิทักษ์ที่นำโดยหลิวเฉิงนั้นต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง พวกเขาสามารถเดินผ่านป่าชั้นนอกได้อย่างสบายๆ หรือแม้แต่เฉียดเข้าไปในขอบชายแดนป่าลึก ด้วยการทำงานเป็นทีม ตราบใดที่ไม่ทะเล่อทะล่าเข้าไปในเขตศูนย์กลาง ก็แทบจะไม่มีปัญหาอะไรเลย ทำให้พวกเขาใช้เวลาเพียงสามวันในการรุดหน้าจากเมืองหลวงมาถึงฟอลเลนไวลด์

อย่างไรก็ตาม ขากลับนั้นต่างออกไป เพราะมี "ต้นกล้าอ่อน" ที่เปราะบางและต้องได้รับการปกป้องดูแลเป็นพิเศษ หลิวเฉิงจึงตัดสินใจว่าจะไม่เข้าเขตป่าลึกหากไม่จำเป็นจริงๆ โดยยอมอ้อมผ่านป่าชั้นนอกไปแทน

---★☆---×---☆★---

เวลาเปรียบเสมือนเม็ดทรายละเอียดที่ไม่สามารถกำไว้ได้ แม้จะกำหมัดแน่นแค่ไหน มันก็ยังคงร่วงหล่นผ่านร่องนิ้วไปอย่างเงียบเชียบ

วันแรกผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อท้องฟ้าเริ่มมืด หลิวเฉิงก็สั่งให้ลูกทีมหาจุดตั้งแคมป์ที่ปลอดภัยและเป็นที่ราบ ซึ่งรายล้อมไปด้วยสัตว์วิญญาณระดับต่ำที่ขี้กลัวและรักสงบ

กองไฟถูกจุดขึ้นกลางแคมป์ จุดประสงค์ไม่ใช่เพื่อเตือนภัยหรือขับไล่ แต่เพื่อบอกสัตว์วิญญาณรอบๆ ว่ามีมนุษย์อยู่ตรงนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า

หลังจากเดินป่ามาทั้งวัน ฉินเหยาและเจียงเย่ก็หมดสภาพ ฉินเหยายังพอดูดีกว่าหน่อยเพราะร่างกายแข็งแรงขึ้นจากการทำสัญญากับมูน แต่เจียงเย่นั้นหมดแรงข้าวต้มของจริง ทันทีที่รู้ว่าจะได้พัก เขาก็หาพงหญ้าที่ดูสะอาดตาหน่อยแล้วทิ้งตัวลงนอนแผ่หราทันที

ฉินเหยานั่งลงข้างเจียงเย่ มองดูคู่หูวิญญาณที่จับกลุ่มเล่นกันอยู่ ในที่สุดเขาก็เก็บความอยากรู้ไว้ไม่อยู่ ตัดสินใจสุ่มเลือกผู้โชคดีมาส่องดูสักตัวสองตัว

มูนที่เกาะติดฉินเหยาอย่างว่าง่ายมาทั้งวันเริ่มซุกซนขึ้นเมื่อบรรยากาศผ่อนคลาย มันกระโดดโลดเต้นไปร่วมวง "เสวนา" กับคู่หูวิญญาณตัวอื่นๆ

สายตาของฉินเหยามองตามมูนไป จนไปหยุดอยู่ที่คู่หูวิญญาณรูปร่างเหมือนสิงโตตัวผู้ตัวหนึ่ง

คู่หูวิญญาณตัวนั้นยาวเกือบสี่เมตร หรือถ้ารวมหางด้วยก็น่าจะเกินห้าเมตร แผงคอและพู่หางอันงดงามของมันไม่ใช่ขนธรรมดา แต่ส่วนปลายคือเปลวเพลิงที่ก่อตัวจากธาตุไฟ พลิ้วไหวและส่องสว่างดุจคบเพลิงในยามค่ำคืน

มันตวัดหางยาวมาวางข้างลำตัว แล้วนอนหมอบอย่างสบายอารมณ์อยู่ตรงขอบแคมป์ราวกับภูเขาลูกย่อมๆ แสงไฟจากขนของมันส่องสว่างผืนหญ้าบริเวณนั้นโดยไม่ทำให้ไหม้เลยสักนิด แต่กลับทำให้แคมป์รู้สึกอบอุ่นน่าพักผ่อน

เมื่อมันเห็นมูนเดินเข้าไปหา มันก็กระดิกปลายหางล่อมูนให้มาเล่นด้วย มูนวิ่งไล่ตะครุบปลายหาง กระโดดหยองแหยง บางทีก็พ่นเกล็ดหิมะใส่บ้าง แต่ก็แตะไม่โดนสักนิด เกล็ดหิมะละลายกลายเป็นหยดน้ำแล้วระเหยไปในอากาศก่อนจะเข้าใกล้ตัวสิงโตเสียอีก

คู่หูวิญญาณตัวนี้ต้องเป็นธาตุไฟแน่ๆ แถมระดับสูงมากด้วย!

ฉันเลือกนาย! เจ้าป่า!

【ราชสีห์เพลิงแสงจ้า

สถานะ: ตื่นตัว, สบายใจ

ธาตุ: ไฟ, แสง

ระดับพลังงาน: ขั้น 8 ระดับ 5, วิวัฒนาการร่างที่ 2

ทักษะ: คมดาบสุริยะ, เกราะเปลวเพลิง, กรงเล็บแสงจ้า, ระเบิดแสงอาทิตย์, เปลวเพลิงไหลวน, วันแดดจ้า...

เงื่อนไขการวิวัฒนาการ: (?) หินที่บรรจุพลังงานแสงอาทิตย์, เศษเสี้ยวของดวงดาวจำนวนหนึ่ง, ดอกไม้ที่ได้รับแสงอาทิตย์ชั่วนิรันดร์, เลือดมังกรธาตุไฟจำนวนเล็กน้อย, หญ้าที่มีพลังงานธาตุแสงปริมาณมาก, ใบไม้จากต้นไม้ธาตุไฟปริมาณมาก, กลีบดอกไม้ธาตุไฟที่ถูกห่อหุ้มด้วยรัตติกาลนิรันดร์, ถ่านจากไม้ธาตุน้ำที่เผาไหม้เจ็ดวันเจ็ดคืนโดยไม่มอดดับจำนวนเล็กน้อย, และลาวาจากภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่น】

ระดับแปด! แต่เพิ่งวิวัฒนาการร่างที่สองเอง ชื่อร่างที่สามเป็นเครื่องหมายคำถาม แสดงว่ายังไม่มีการค้นพบร่างวิวัฒนาการ หรืออย่างน้อยก็ยังไม่มีชื่อเรียกเพราะความหายากของมัน

เอาไว้มีโอกาสค่อยวิจัยทีหลัง

และถ้าจำไม่ผิด "วันแดดจ้า" น่าจะเป็นทักษะสภาพอากาศ แบบที่เปลี่ยนสภาพอากาศในพื้นที่ได้จริงๆ ในระยะสั้นๆ

ทักษะนี้ต่างจาก "จันทราทรงกลด" ของมูน จันทราทรงกลดแค่เพิ่มดวงจันทร์จำลองขึ้นมา แต่ไม่มีความสามารถเปลี่ยนสภาพแวดล้อม ไม่สามารถเปลี่ยนกลางวันเป็นกลางคืนได้ ไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน ดวงจันทร์ก็คือดวงจันทร์ดวงเดิม อย่างมากก็แค่ความแตกต่างในการมองเห็นด้วยตาเปล่า

ขณะที่ฉินเหยามองดูมูนเล่นกับราชสีห์เพลิงแสงจ้า เจียงเย่ก็เปลี่ยนจากนอนแผ่หรามาเป็นนั่งขัดสมาธิ เท้าคางมองอยู่ข้างๆ ฉินเหยา

"อิจฉาจังโว้ย! อยากได้บ้าง! ใจจะขาดแล้ว! คู่หูวิญญาณของฉ้านนน อ๊ากกก!" เจียงเย่ครวญครางเสียงโหยหวน

"..." ฉินเหยาพูดไม่ออก "ก็นายจะไปหาที่เมืองหลวงไม่ใช่เหรอ?"

"กว่าจะถึงก็อีกตั้งนาน~" เจียงเย่ถอนหายใจ ตามองคู่หูวิญญาณรอบๆ ตาเป็นมันแทบจะเรืองแสงสีเขียว

"ใจเย็นน่า ใครจะไปรู้ นายอาจจะเจอคู่หูแห่งโชคชะตาระหว่างการเดินทางก็ได้นะ?" ฉินเหยาปลอบใจเจียงเย่แบบติดตลก

"..."

ขณะที่ทั้งสองคนนั่งดูคู่หูวิญญาณและคุยเล่นกัน หลินเหมียวกับหลิวเฉิงก็กำลังหารือเรื่องเส้นทางขากลับ เพื่อให้มั่นใจเรื่องความปลอดภัยและความรวดเร็วมากที่สุด

หลังจากมูนเล่นกับราชสีห์เพลิงจนพอใจแล้ว มันก็เปลี่ยนไปเล่นกับคู่หูวิญญาณตัวอื่น คู่หูวิญญาณตัวอื่นใจดีกับมูนมากเพราะเห็นว่าเป็นแค่ลูกแมว ภูตสมบัติก็คอยอยู่ข้างๆ หลินเหมียว แต่ก็คอยชำเลืองมองดูความปลอดภัยของมูนเป็นระยะ

ท้องฟ้ามืดลงเรื่อยๆ

ในป่ายามค่ำคืน จุดที่แสงจันทร์ส่องถึงจะสว่างนวลตา แต่จุดที่มืดก็มืดสนิทจนมองไม่เห็นนิ้วมือตัวเอง

จุดที่พวกเขาพักอยู่เป็นแบบกึ่งกลาง ต้นไม้ในป่าชั้นนอกไม่ได้สูงจนบังฟ้ามิด แม้ดวงจันทร์เสี้ยวรูปตะขอจะไม่ใหญ่และไม่สว่างมาก แต่แสงจันทร์ที่ลอดผ่านช่องว่างระหว่างใบไม้ก็ยังทอแสงเป็นจุดๆ บนพื้นหญ้าอย่างนุ่มนวล

หลังจากทุกคนทานมื้อเย็นง่ายๆ เสร็จ ก็จัดเวรยามให้คนสองคนและคู่หูวิญญาณที่มีสายตาดีในที่มืดเฝ้ายามกะแรก แล้วทุกคนก็เตรียมตัวพักผ่อน

ในกลุ่มบางคนนอนบนต้นไม้ บางคนนั่งพิงต้นไม้ทำสมาธิ บางคนพิงคู่หูวิญญาณของตัวเอง หรือบางคนถึงขั้นนอนกอดคู่หูเลย มีเพียงพวกเขาสามคนและคู่หูวิญญาณสองตัวที่ปูผ้าห่มนอนเรียงกันข้างกองไฟกลางแคมป์อย่างว่าง่าย

"เจ้าหนูเพลิง ระวังหน่อยนะ ถ้าเจออะไรผิดปกติก็บอกฉันด้วย" หลิวเฉิงโบกมือบอกราชสีห์เพลิงแสงจ้า สิงโตยักษ์หรี่ตาลงครึ่งหนึ่งแล้วกระดิกหางตอบรับว่าได้ยินแล้ว

อา ชื่อน่ารักเชียว ไม่เข้ากับร่างกายกำยำน่าเกรงขามของสิงโตยักษ์เลยสักนิด แต่น่ารักดี ฮ่าๆ

ฉินเหยาสะกิดเจียงเย่ที่อยู่ข้างๆ แล้วทั้งสองก็แอบหัวเราะคิกคัก

ราชสีห์เพลิงแสงจ้าที่อยู่ไม่ไกลลืมตาขึ้นมองเด็กแสบสองคน ทั้งคู่รีบหุบยิ้มทำหน้าจริงจัง แกล้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้นทันที

.

ดึกสงัด ดวงจันทร์ถูกเมฆบดบัง แสงจันทร์ที่เคยส่องผ่านใบไม้ค่อยๆ เลือนหาย แสงไฟจากร่างของราชสีห์เพลิงแสงจ้ายิ่งดูสว่างไสวขึ้น

มีสิงโตเพลิงยักษ์อยู่ด้วย ฉินเหยาเลยไม่รู้สึกหนาวเลยในค่ำคืนต้นฤดูหนาวนี้

เสียงนกร้องจิ๊บๆ เป็นระยะรอบๆ ค่อยๆ เงียบเสียงลง เสียงสวบสาบเหมือนมีอะไรเคลื่อนไหวแว่วมาจากที่ไกลๆ ราชสีห์เพลิงที่นอนหลับตาอยู่กระดิกหู ลืมตาโพลง แล้วตั้งใจฟังเสียง

ใกล้ๆ กัน ปักษาแสงสลายวายุที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้กลอกตาไปมาแล้วบินขึ้นสูง

หลังจากบินวนรอบพื้นที่หนึ่งรอบ มันก็ร่อนลงมาเกาะบนหัวของราชสีห์เพลิงที่ลุกขึ้นยืนแล้ว

หลิวเฉิงยืนอยู่ข้างสิงโตยักษ์ รอฟังรายงานจากปักษาแสงสลายวายุ

"จิ๊ จิว" ยังไม่พบความเคลื่อนไหว

ปักษาแสงสลายวายุส่ายหัว

"เตรียมพร้อมไว้" หลิวเฉิงพูดเสียงเบา

เพื่อนร่วมทีมอีกคนที่อยู่อีกด้านของแคมป์พยักหน้า เพิ่มความระมัดระวังขึ้นพร้อมกับคู่หูวิญญาณของเขา

ราชสีห์เพลิงแสงจ้านอนลงอีกครั้ง และปักษาแสงสลายวายุก็บินกลับไปเกาะบนกิ่งไม้ แต่เห็นได้ชัดว่าสิงโตยักษ์ตื่นตัวขึ้นมาก หูของมันกระดิกเป็นระยะ และเจ้านกน้อยก็เกาะอยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้นไปอีก

ไม่ไกลนัก คู่หูวิญญาณรูปร่างเหมือนงูตัวหนึ่งก็เลื้อยออกไปไกลกว่าเดิม คอยลาดตระเวนตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงรอบด้านอย่างต่อเนื่อง...

จบบทที่ บทที่ 12 : ราชสีห์เปลวเพลิง

คัดลอกลิงก์แล้ว