เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1 : ปาฏิหาริย์และปาฏิหาริย์

บทที่ 1 : ปาฏิหาริย์และปาฏิหาริย์

บทที่ 1 : ปาฏิหาริย์และปาฏิหาริย์


แสงแดดอุ่นๆ สาดส่องผ่านหน้าต่าง ทอดตัวลงบนเด็กหนุ่มสองคนอย่างแผ่วเบา ราวกับเคลือบไล้พวกเขาด้วยประกายสีทองแห่งวัยเยาว์

"อาเหยา พรุ่งนี้ก็จะถึงวันปลุกพลังพรสวรรค์แล้ว นายตื่นเต้นไหม"

ฉินเหยาหันหน้าไปมองเจียงเย่ที่นอนฟุบหน้าอยู่กับโต๊ะ แล้วส่ายหัวเบาๆ

"ฉันเฉยๆ นะ ถึงฉันจะไม่ตื่นรู้พลัง ฉันก็ยังมีเจ้ามูนอยู่"

"ก็จริง มูนจะต้องอยู่ข้างกายนายแน่นอน ว่าแต่นายพลิกหนังสือเล่มนั้นมาตั้งนานแล้ว สรุปดูออกหรือยังว่ามูนเป็นสัตว์วิญญาณสายพันธุ์อะไร"

เจียงเย่มองตำราเล่มหนาปึกในมือเพื่อนสมัยเด็กแล้วรู้สึกหนังศีรษะชาวาบ เขาเห็นฉินเหยาพลิกหนังสือเล่มนั้นไปมาหลายรอบตลอดช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา

เจียงเย่นับถือเพื่อนคนนี้จริงๆ ที่ทนอ่านหนังสือพวกนี้ได้ลง ยิ่งไปกว่านั้น ฉินเหยายังสอบได้ที่หนึ่งของชั้นเรียนตลอด ไม่เคยหลุดจากสามอันดับแรกเลย

ต่างจากเขาที่คะแนนสอบมักจะแค่คาบเส้นผ่านเกณฑ์ จะกระโดดขึ้นมาสูงๆ ก็ต่อเมื่อเนื้อหาเป็นเรื่องที่เขาสนใจเท่านั้น

"ยังเลย อันที่จริงฉันคิดว่ามันดูคล้ายกับแมวหลิวเยว่ แต่ก็มีจุดที่แตกต่างกันอยู่เยอะเหมือนกัน" ฉินเหยาส่ายหัว มองดูรูปแมวสีขาวตัวเล็กที่ระบุว่าเป็นประเภทสายพลังจิตบนหน้าที่เปิดอยู่ ด้วยสีหน้าจนปัญญาเล็กน้อย

"แมวหลิวเยว่? เอาจริงดิ?! ปกติแมวหลิวเยว่ตัวยาวแค่ครึ่งเมตรเองนะ แต่มูนของนายถ้ารวมหางด้วยก็ปาเข้าไปเมตรครึ่งแล้ว ตัวใหญ่เท่ากับแมวพวกนั้นสามตัวมัดรวมกันได้เลยมั้ง" เจียงเย่รู้สึกว่าฉินเหยากำลังพูดไปเรื่อย คิดว่ามันฟังดูเวอร์เกินจริง "อีกอย่าง แมวหลิวเยว่เป็นสายพลังจิตล้วนไม่ใช่เหรอ แต่มูนดูเหมือนจะใช้ทักษะธาตุน้ำแข็งได้ด้วยนี่นา"

เจียงเย่อดไม่ได้ที่จะนึกย้อนกลับไปถึงเรื่องมหัศจรรย์ที่ฉินเหยากับแมวของเขาทำไว้เมื่อตอนฤดูร้อน

จริงๆ แล้ว แม้ว่ามูนจะมีพลังสายจิตเหมือนแมวหลิวเยว่ แต่มูนก็มีพลังธาตุน้ำแข็งด้วย ไม่ใช่สายพลังจิตเพียงอย่างเดียว เผลอๆ ธาตุน้ำแข็งอาจจะเป็นธาตุหลักของมันด้วยซ้ำ

ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าจะรูปร่างหน้าตาหรือขนาดตัว มูนก็แตกต่างจากแมวหลิวเยว่จริงๆ

"ช่างเถอะ เลิกคุยเรื่องนี้ดีกว่า นายขุดคุ้ยหาข้อมูลมาเป็นเดือนแล้ว บางทีมูนอาจจะแค่เกิดการกลายพันธุ์มาก่อนหน้านี้ก็ได้ คืนนี้อย่าลืมมาที่บ้านฉันนะ แม่ฉันกลับมาจากเมืองหลวงแล้ว พ่อกะว่าจะทำของอร่อยๆ กินกัน เขาบอกกำชับมาเลยว่าต้องลากตัวนายไปให้ได้" เจียงเย่เอานิ้วจิ้มแขนฉินเหยา "คืนนี้นอนบ้านฉันเลย พรุ่งนี้เราจะได้ไปสถาบันผู้ฝึกสัตว์วิญญาณพร้อมกัน"

"ตกลง พอดีฉันเพิ่งเจอหินแปลกๆ เมื่อสองสามวันก่อน เลยอยากจะเอาไปให้คุณน้าช่วยดูหน่อย" ฉินเหยาพยักหน้า

การไปบ้านเจียงเย่ก็เหมือนกับการกลับบ้านตัวเอง ไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว หรือจะพูดให้ถูกก็คือ นั่นก็เหมือนบ้านอีกหลังของเขานั่นแหละ

---★☆---×---☆★---

เวลาเปรียบเสมือนช่วงพักเบรกระหว่างเรียน มักจะผ่านไปไวเหมือนโกหก เผลอแป๊บเดียวก็ถึงเวลาเลิกเรียนแล้ว

ฉินเหยาเดินทอดน่องอย่างช้าๆ บนเส้นทางกลับบ้าน มองดูผู้คนหลากหลายบนท้องถนนที่มีสัตว์ขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือแม้แต่พืชเดินเคียงข้าง ไม่สิ ในโลกนี้พวกมันถูกเรียกว่าขนาดเล็กเท่านั้น เพราะตามมาตรฐานของที่นี่ สิ่งมีชีวิตใดที่สูงต่ำกว่า 1.5 เมตรถือว่าเป็นขนาดเล็กทั้งหมด

เขาไม่ใช่คนของโลกใบนี้มาแต่เดิม เขาเป็นผู้ข้ามมิติ

เขาอธิบายไม่ถูกเหมือนกันว่าข้ามมาได้ยังไง จำได้แค่ว่าเพิ่งสั่งกุ้งเครย์ฟิชเดลิเวอรี่มา จังหวะที่เปิดประตูแล้วก้มลงไปหยิบของ เขาก็หมดสติไปเลย

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอะไร?

กินกุ้งเครย์ฟิชให้น้อยลง ไม่งั้นเดี๋ยวจะได้ข้ามมิติ

เขาฟื้นคืนสติหลังจากเกิดใหม่ในโลกนี้ได้หนึ่งเดือน

เขาคงจะมาเกิดใหม่ในร่างนี้ตั้งแต่แรกเกิด แต่เพราะความทรงจำจากชาติก่อนมันมหาศาลและซับซ้อนเกินไป ความจุสมองของเด็กทารกรับไม่ไหว เลยเกิดอาการเครื่องรวนไปบ้าง ต้องใช้เวลาบัฟเฟอร์ข้อมูลอยู่เป็นเดือนกว่าจะค่อยๆ ตื่นรู้

อย่างไรก็ตาม เขาจำเรื่องราวในชาติก่อนได้ไม่หมด รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ หายไป และความทรงจำเกี่ยวกับกิจวัตรประจำวันที่ซ้ำซากจำเจก็ขาดๆ หายๆ

เป็นไปได้ว่าน้ำแกงยายเมิ่งอาจจะเจือจาง... ไม่สิ ต้องบอกว่าน้ำเปล่าผสมน้ำแกงยายเมิ่งลงไปนิดหน่อยมากกว่า หรือไม่ก็สมองของเขาอาจถูกบังคับให้ลบเรื่องไม่สำคัญบางอย่างทิ้งไปเพื่อเคลียร์พื้นที่หน่วยความจำระหว่างที่เครื่องรวนในวัยเด็กเพื่อเป็นการป้องกันตัวเอง

โลกเวทมนตร์แห่งนี้แตกต่างจากโลกเดิมของเขาอย่างสิ้นเชิง พื้นที่ของมันกว้างใหญ่กว่ามาก และเป็นโลกที่มนุษย์กับสัตว์วิญญาณอาศัยอยู่ร่วมกัน

ถึงจะบอกแบบนั้น แต่สัตว์วิญญาณก็ไม่ได้มีมานานขนาดนั้น

เมื่อกว่าสองร้อยปีก่อน รอยแยกมิติขนาดเล็กจำนวนมากปรากฏขึ้นทั่วโลก แรกเริ่มมีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ไม่คุ้นตาโผล่ออกมา นักวิทยาศาสตร์ในตอนนั้นคิดว่าพวกเขาค้นพบสายพันธุ์ใหม่

แต่ไม่นานนัก สิ่งมีชีวิตที่มีความสามารถเหนือธรรมชาติก็ปรากฏตัว บางตัวพ่นไฟได้ บางตัวพ่นน้ำได้ บางตัวยิงแท่งน้ำแข็งได้ และอื่นๆ อีกมากมาย

สิ่งมีชีวิตเหล่านี้สร้างความเสียหายและการบาดเจ็บล้มตายมหาศาลให้กับมนุษย์ที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับพวกมันเลยในตอนแรก

ทว่า บางคนก็ค้นพบว่าสัตว์เลี้ยงแสนรักของตัวเองก็เกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่าอัศจรรย์เช่นกัน

พวกมันตัวใหญ่ขึ้น เร็วขึ้น และแข็งแกร่งขึ้น บางตัวถึงขั้นได้รับพลังพิเศษ ผู้คนที่ดูแลสัตว์เลี้ยงเหมือนคนในครอบครัวได้รับการปกป้องจากพวกมัน

สวนสัตว์ที่มีการจัดการที่ดีบางแห่งถึงกับได้กองทัพสัตว์พิทักษ์มาเพียงชั่วข้ามคืน

แน่นอนว่าในช่วงเวลานี้ คนที่ทารุณกรรมสัตว์หลายคนก็ต้องจบชีวิตลง ถูกพบเป็นศพในสภาพน่าอนาถชิ้นส่วนกระจัดกระจาย

พืชส่วนน้อยก็เกิดการกลายพันธุ์เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเถาวัลย์ พืชอวบน้ำ ต้นไม้ หรือดอกไม้

แต่เมื่อเทียบกับสัตว์แล้ว ภูตพืชที่เกิดใหม่นั้นไม่ได้ฉลาดนัก พวกมันค่อนข้างจะเชื่องช้า

ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงแรกเงื่อนไขในการกำเนิดภูตพืชนั้นโหดหินมาก มีเพียงเมื่อเจ้านายทุ่มเทความรักให้มากพอเท่านั้น มันถึงจะถือกำเนิดขึ้นภายในรังไหมแห่งความรักนั้น

งานวิจัยและการเปรียบเทียบของนักวิทยาศาสตร์ในภายหลังเปิดเผยว่า ในตอนแรกมีพลังงานพิเศษลอยอยู่ในโลกค่อนข้างน้อย พืชที่ไม่มีสติปัญญาเพียงพอไม่สามารถดูดซับมันได้เอง แต่ความรักความผูกพันอันยาวนานของเจ้านายได้กระตุ้นพลังจิตที่ซ่อนเร้นของมนุษย์ พลังจิตนี้ก่อตัวเป็นตาข่าย ดึงดูดพลังงานที่ลอยล่องในอากาศให้มาพันรอบต้นไม้ ทำให้มันเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ง่ายขึ้น

ในขณะเดียวกัน สมรรถภาพทางกายของมนุษย์ก็เพิ่มสูงขึ้น ในแง่ของความเร็วและความแข็งแกร่ง คนหนึ่งคนสามารถรับมือกับตัวเองในอดีตได้ถึงสามหรือห้าคน แต่กระนั้น มนุษย์ก็ยังไม่ค้นพบความสามารถปาฏิหาริย์ใดๆ ที่คล้ายกับสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติเหล่านั้น ซึ่งนำความวิตกกังวลมาสู่มนุษยชาติอย่างมาก

ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงของเมือง มนุษย์ทำได้เพียงร่วมมือกับสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติในฝ่ายตนเอง เพื่อขับไล่พวกที่ควบคุมไม่ได้และเป็นอันตรายออกไปจากเมือง พร้อมกันนั้นก็ได้จัดตั้งทีมพิทักษ์เฉพาะกิจขึ้นเพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติจากป่าจะไม่บุกรุกเข้ามาในเมืองมนุษย์ได้ง่ายๆ

อ้างอิงจากประกาศอย่างเป็นทางการที่ยืนยันการถือกำเนิดของสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ ปีนั้นจึงถูกกำหนดให้เป็นปีที่ 1 แห่งศักราชวิญญาณตื่นรู้

ในเวลานี้ สิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติที่ควบคุมไม่ได้ในป่าถูกเรียกว่า "สัตว์อสูร" ในขณะที่ส่วนที่เป็นมิตรกับมนุษย์ถูกเรียกว่า "สัตว์วิญญาณ"

ความโกลาหลในช่วงแรกกินเวลานาน พื้นที่อยู่อาศัยของมนุษย์หดตัวลงเรื่อยๆ ภูเขาและป่าไม้ไม่ได้เป็นของมนุษยชาติอีกต่อไป

แม้ว่าคู่หูสัตว์วิญญาณของมนุษย์จะเพิ่มจำนวนขึ้น แต่อัตราการเติบโตของพวกมันก็ช้ากว่าสัตว์อสูรในป่ามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากมีการค้นพบปรากฏการณ์การวิวัฒนาการ วัตถุดิบส่วนใหญ่ที่จำเป็นสำหรับการวิวัฒนาการต่างๆ นั้นยากที่จะเพาะเลี้ยงขึ้นเอง และต้องออกไปค้นหาในป่าเท่านั้น

จนกระทั่งปีที่ 77 แห่งศักราชวิญญาณตื่นรู้

ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น

ขณะรวบรวมวัตถุดิบวิวัฒนาการ เจ้าหน้าที่คนหนึ่งได้ค้นพบหินประหลาดก้อนหนึ่ง

หินขนาดเท่าลูกบาสเก็ตบอลเป็นรูปทรงหกเหลี่ยมผิวเรียบ มีลวดลายก้นหอยสีน้ำตาลอมเหลืองตรงกลาง ทันทีที่สัมผัส ลวดลายนั้นก็ส่องสว่างขึ้น เมื่อแสงจางลง มนุษยชาติก็ได้ค้นพบปาฏิหาริย์ของตนเอง

นับจากวินาทีนั้น มนุษย์ส่วนหนึ่งได้รับ "ช่องวิญญาณ" ซึ่งใช้สำหรับทำสัญญากับสัตว์วิญญาณ

บุคคลที่มีพรสวรรค์จะได้รับช่องวิญญาณที่เปิดอยู่หนึ่งช่องเมื่อตื่นรู้พลัง ช่องวิญญาณหนึ่งช่องสามารถรองรับสัตว์วิญญาณได้หนึ่งตัว หลังจากบรรลุเงื่อนไขบางประการ ช่องวิญญาณถัดไปจึงจะสามารถเปิดออกได้ แต่การเปิดช่องใหม่ยังคงต้องใช้หินพิเศษนี้

โชคดีที่ภายหลังมีการค้นพบว่า แม้หินเหล่านี้จะไม่ใช่ของหาง่าย แต่ก็ไม่ได้หายากจนเกินไป เมื่อเวลาผ่านไป ปริมาณที่สะสมไว้ก็มีมากพอสมควร

นอกจากนี้ มนุษย์ยังได้รับพรสวรรค์อีกด้วย แม้พรสวรรค์เหล่านี้จะมั่วซั่วและมีความสามารถแปลกประหลาดอะไรก็ได้โผล่ออกมา และอาจจะไม่ได้มีประโยชน์เสมอไป แต่อย่างน้อยมนุษยชาติก็มีความเป็นไปได้ใหม่และเส้นทางการพัฒนาที่แตกต่างออกไป

ด้วยเหตุนี้ ปาฏิหาริย์จึงได้พบกับปาฏิหาริย์ มนุษย์และสัตว์อยู่ร่วมกันอีกครั้ง และครั้งนี้ พวกเขาเลือกที่จะพึ่งพาอาศัยกันและกันทั้งในยามเป็นและยามตาย

ต่อมา เมื่อเวลาผ่านไปและความเข้าใจในสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติลึกซึ้งขึ้น ผู้คนจึงได้จำแนกพวกมันอย่างละเอียด

สิ่งมีชีวิตสติปัญญาต่ำในป่าที่ไม่สามารถสื่อสารหรือทำสัญญาได้ถูกจัดเป็น "สัตว์คลั่ง" สิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาสูงและสามารถสื่อสารได้ถูกเรียกรวมว่า "สัตว์วิญญาณ" สัตว์วิญญาณที่อาศัยอยู่กับมนุษย์แต่ยังไม่ได้ทำสัญญาเรียกว่า "สัตว์เลี้ยงวิญญาณ" และสัตว์วิญญาณหลังจากทำสัญญาแล้วจะถูกเรียกว่า "คู่หูวิญญาณ"

.

ดังนั้น สถานที่แห่งนี้เดิมทีก็ "สงบสุข" เช่นกัน

โลกใบนี้ที่มีชื่อว่า "เชียร์แลนด์" ไม่ได้มีประเทศมหาอำนาจมากมายนัก หลังจากสองร้อยปีที่โลกพลิกคว่ำคะมำหงาย ก็เหลือเพียงเจ็ดประเทศเท่านั้น

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีทั้งการรวมตัวและการแยกตัว

และสถานที่ที่เขาอยู่ตอนนี้คือ "เมืองฟอลเลนไวลด์" เมืองชายแดนของ "สาธารณรัฐนวอรุณ"

มันอาจไม่เจริญรุ่งเรืองเท่าเมืองหลวง แต่มันก็มีความดิบเถื่อนที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของชายแดน...

จบบทที่ บทที่ 1 : ปาฏิหาริย์และปาฏิหาริย์

คัดลอกลิงก์แล้ว