- หน้าแรก
- โต้วหลัว ตำนานดาบมังกรหยกสะท้านภพ
- บทที่ 3 คัมภีร์ราชันย์โอสถ
บทที่ 3 คัมภีร์ราชันย์โอสถ
บทที่ 3 คัมภีร์ราชันย์โอสถ
เวลาสามเดือนผ่านไปไวเหมือนโกหก ภายใต้การชี้แนะของฮวาเจี่ยอวี่ หลินเฟิงเรียนรู้อักษรทั้งหมดในโลกโต้วหลัวได้จนแตกฉาน ทำเอาหลินหลานและภรรยาตื่นเต้นยกใหญ่ มักจะพูดยกย่องลูกชายอัจฉริยะคนนี้ให้คนในบ้านฟังอยู่เสมอ ว่าลูกทำวีรกรรมยิ่งใหญ่ด้วยการอ่านออกเขียนได้ภายในเวลาแค่สามเดือน
หลินเฟิงเองก็รู้สึกว่าสมองของเขาใช้งานได้ดีกว่าชาติที่แล้วจริงๆ แม้ว่าด้วยวัยเพียงเท่านี้ สมองจะยังอยู่ในช่วงพัฒนาแบบเด็กๆ แต่เห็นได้ชัดเลยว่าความจำของเขาเข้าขั้นเลิศเลอ แม้จะไม่ถึงขนาดจำได้แม่นทุกตัวอักษรจากการมองผ่านตาแค่ครั้งเดียว แต่ถ้าให้อ่านสักสองสามรอบก็จำได้ไม่ลืม เขาหวนนึกถึงคำบรรยายในนิยายบางเรื่อง บางทีอาจเป็นเพราะการทับซ้อนของวิญญาณสองภพชาติ ทำให้จิตวิญญาณของเขาแข็งแกร่งขึ้น พอจิตวิญญาณแกร่ง พลังจิตก็ย่อมสูงตาม ดังนั้นความจำดีเลิศจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ
ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา หลินเฟิงคิดตกผลึกแล้วว่าจะบอกพ่อแม่เรื่อง 'คัมภีร์ราชันย์โอสถ' ยังไงดี ก่อนหน้านี้เขาคิดเยอะไปหน่อย พยายามหาเหตุผลมารองรับให้ดูสมเหตุสมผล แต่มาคิดได้ทีหลังว่าไม่เห็นจำเป็นเลย เขาเพิ่ง 3 ขวบเองนะ การพูดอะไรที่อธิบายที่มาที่ไปไม่ได้ชัดเจนนั่นแหละคือความสมเหตุสมผลที่สุดของเด็กวัยนี้ เด็กสามขวบที่ไหนจะมีตรรกะเป็นฉากๆ กันล่ะ?
ดังนั้น ในขณะที่ฮวาเจี่ยอวี่กำลังสอนหลินเฟิงเรื่องสัตว์วิญญาณ (เนื่องจากสอนอ่านหนังสือจบหลักสูตรแล้ว หลินเฟิงเลยบอกแม่ว่าอยากเรียนเรื่องสัตว์วิญญาณเพื่อปูพื้นฐานสำหรับการฝึกตนในอนาคต) หลินเฟิงก็พูดขึ้นมาว่า
"ท่านแม่ครับ เมื่อวันก่อนลูกฝันด้วย ลูกฝันเห็นคุณปู่คนหนึ่ง ตาท่านเหมือน 'เสือดาวสายฟ้า' ที่แม่สอนลูกเมื่อสองวันก่อนเลย จมูกก็เหมือน 'สิงโตเพลิง' แถมยังมีเครายาวเฟื้อย ท่านบอกว่าลูกเป็นอัจฉริยะ ก็เลยให้หนังสือลูกมาเล่มหนึ่ง ตอนนี้มันอยู่ในหัวลูกแล้ว"
ฮวาเจี่ยอวี่เลิกคิ้ว "หือ? หนังสืออะไรจ๊ะ?"
เมื่อได้ยินน้ำเสียงเหมือนกำลังหลอกล่อเด็กของแม่ หลินเฟิงก็รู้สึกอ่อนใจเล็กน้อย แต่ก็ต้องเล่นละครต่อไป "หนังสือชื่อ 'คัมภีร์ราชันย์โอสถ' ครับ คุณปู่บอกว่ามันเป็นหนังสือที่เทพมาก แล้วก็บอกด้วยว่าท่านพ่อท่านแม่ก็ฝึกตามได้ ถ้าได้อ่านจะรู้เองว่ามันสุดยอดแค่ไหน"
ฮวาเจี่ยอวี่เริ่มฟังดูจริงจังขึ้นมานิดหน่อย "หนังสืออยู่ในหัวเฟิงเอ๋อร์งั้นเหรอ? งั้นเฟิงเอ๋อร์ลองท่องให้แม่ฟังท่อนหนึ่งได้ไหมจ๊ะ?"
หลินเฟิงรับคำ "ได้ครับท่านแม่"
เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเริ่มท่องด้วยน้ำเสียงที่พยายามเลียนแบบความขลัง
"บทนำแห่งคัมภีร์ราชันย์โอสถ: ว่าด้วยสรรพสิ่งคือโอสถ"
"สรรพสิ่งในฟ้าดินล้วนมีหยินโอบอุ้มหยาง พฤกษา หินผา โลหะธาตุ ล้วนมีคุณสมบัติเฉพาะตัว ไฉนเลยจะมีโอสถที่ให้คุณอนันต์หรือยาพิษที่ให้โทษมหันต์อย่างสัมบูรณ์? สารหนูแม้นปลิดชีพ แต่ก็อาจฟื้นคืนหยินหยางช่วยชีวิตคน โสมคนแม้นยืดอายุขัย แต่ก็อาจผลาญพร่าสารวิญญาณจนสิ้นสูญ มรรคาแห่งโอสถและมรรคาแห่งพิษเปรียบดั่งเหรียญสองด้าน เฉกเช่นหยินและหยางที่หมุนเวียน ก่อเกิดและหักล้างซึ่งกันและกัน
ข้าอุทิศทั้งชีวิตท่องไปทั่วหล้า ลิ้มรสสมุนไพรนับร้อย ทดสอบพิษนับพัน กลั่นโอสถนับหมื่น ในที่สุดจึงรวบรวมแก่นแท้แห่งสัจธรรมของโลกหล้านี้ไว้ในคัมภีร์ บันทึกเล่มนี้มิเพียงจารึกอานุภาพของสุดยอดพิษร้ายในใต้หล้าและวิธีแก้ หากแต่ยังแจกแจงสรรพคุณทางยา ฤดูกาลเก็บเกี่ยว กรรมวิธีปรุงกลั่น และหลักการผสานสมุนไพร จากโอสถทิพย์ชุบชีวิตสู่ยาพิษสังหารล้างเมือง จากวิธีเพาะปลูก 'ไห่ถังเจ็ดดารา' สู่การตามหา 'หญ้าคืนวิญญาณเก้าตลบ' คุณวิเศษของพืชพรรณ แมลง และหินแร่ทั่วหล้า ล้วนบรรจุอยู่ในนี้สิ้น
ผู้ครอบครองคัมภีร์นี้ คือผู้กำชะตาลิขิตเป็นตาย แพทย์ผู้เก่งกาจอาจช่วยคนได้ทั้งหล้า พิษร้ายอาจทำลายล้างได้ทั้งเมือง ทว่าน้ำหนุนเรือได้ก็คว่ำเรือได้เช่นกัน ใช้พิษต้านพิษอาจเป็นโอสถขนานเอก แต่หากใช้โอสถผิดทางก็กลับกลายเป็นพิษร้าย ชนรุ่นหลังผู้ฝึกฝนวิชานี้พึงสังวรด้วยความยำเกรง เข้าใจแจ้งในหลักหยินหยาง จิตเมตตาจักช่วยสรรพชีวิตนับแสน จิตชั่วร้ายจักทำให้ปวงประชาหลั่งเลือด
จงจำไว้: นามแห่งราชันย์โอสถ มิได้อยู่ที่เล่ห์กลการใช้พิษ แต่อยู่ที่ทักษะโอสถระดับเทพเจ้า ซึ่งสถิตอยู่ที่ใจของตนเพียงเท่านั้น"
— คำสั่งเสียของอู๋เฉิน
เมื่อได้ฟังหลินเฟิงท่องบทนำจบ สีหน้าของฮวาเจี่ยอวี่ก็เปลี่ยนจากความสนใจเล่นๆ กลายเป็นเคร่งขรึมจริงจัง นี่ไม่ใช่สิ่งที่ลูกชายตัวน้อยของเธอจะจินตนาการขึ้นมาเองได้แน่ๆ เฟิงเอ๋อร์ต้องไปเจอวาสนาปาฏิหาริย์อะไรมาแน่ๆ เธอรีบเรียกหลินหลานมาทันทีและให้ลูกชายท่องให้ฟังอีกรอบ สองสามีภรรยาปรึกษากันครู่หนึ่งแล้วเดาว่าลูกชายคงเป็นที่โปรดปรานของทวยเทพ จึงได้รับโอกาสพิเศษนี้มา พวกเขารู้สึกภูมิใจมากที่ลูกชายเป็นอัจฉริยะผู้มีบุญญาธิการ
หลินหลานกำชับหลินเฟิงด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ลูกรัก จำไว้นะ เรื่องนี้ห้ามบอกใครเด็ดขาดนอกจากพ่อกับแม่ เข้าใจไหม?"
เมื่อเห็นท่าทีจริงจังผิดปกติของพ่อ หลินเฟิงก็พยักหน้าหงึกหงัก "วางใจได้เลยครับท่านพ่อ ลูกไม่บอกใครแน่นอน"
หลินหลาน: "เด็กดี เอาล่ะ ไหนลองท่องให้พ่อฟังซิ พ่อจะจดบันทึกไว้เอง"
นี่เข้าทางหลินเฟิงเป๊ะ สาเหตุที่เขาบอกพ่อแม่ว่ามีคนให้ 'คัมภีร์ราชันย์โอสถ' มาในความฝัน ก็เพื่อให้พวกเขาคิดไปในทาง 'เทพเจ้าเข้าฝัน' นี่แหละ ขืนบอกว่ามีคนเอามาให้จริงๆ ก็ต้องมานั่งเขียนคัมภีร์เองทั้งหมด แถมถ้าบอกว่ามีคนเอามาให้ ต่อให้เป็นราชทินนามพรหมยุทธ์แอบเอามาวาง พ่อแม่เขาก็อาจจะมีวิธีตรวจสอบร่องรอยก็ได้ ถ้าบอกว่าไม่เห็นใครเลย ก็ต้องมานั่งโกหกใหม่อีก แบบนี้แหละเพอร์เฟกต์ที่สุด ไม่ต้องลำบากคัดลายมือเอง นั่งพูดหล่อๆ ให้พ่อจด สบายจะตาย
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป ในที่สุดหลินหลานและหลินเฟิงก็ร่วมกันถ่ายทอด 'คัมภีร์ราชันย์โอสถ' ออกมาจนสมบูรณ์ ตัวเนื้อหานั้นไม่ยาก ความยากอยู่ที่ภาพประกอบ สมุนไพรหลายชนิดต้องวาดภาพประกอบ หลินเฟิงต้องบรรยายรูปร่างลักษณะ แล้วให้หลินหลานวาดตาม เพราะหลินเฟิงวาดรูปไม่เป็น โชคดีที่หลินหลานเป็นถึงจักรพรรดิวิญญาณ มีพลังจิตกล้าแข็งและความเข้าใจเป็นเลิศ พ่อลูกจึงประสานงานกันได้อย่างลงตัวจนวาดภาพสมุนไพรออกมาได้เหมือนจริง ในกระบวนการนี้ หลินเฟิงเองก็ได้ทบทวนรูปร่างของสมุนไพรต่างๆ อย่างละเอียดอีกครั้ง รวมถึงพวกสมุนไพรอมตะจาก 'ธาราสองขั้ว' ด้วย
ท่านฉินกวงหวังรักษาคำพูดจริงๆ ที่บอกว่าจะดัดแปลงคัมภีร์ให้เข้ากับโลกโต้วหลัว นอกจากเนื้อหาการแพทย์และพิษดั้งเดิมแล้ว ท่านยังเพิ่มข้อมูลสมุนไพรระดับเซียนของทวีปโต้วหลัวลงไปด้วย
หลังจากทำสำเนาคัมภีร์เสร็จ สองสามีภรรยาก็เริ่มเตรียมการแช่สมุนไพรให้หลินเฟิงตามตำรา เดิมทีที่บ้านมีสูตรน้ำยาสมุนไพรแช่ตัวอยู่แล้ว ซึ่งเป็นสูตรลับที่ตระกูลท่านเอิร์ลของหลินหลานได้รับพระราชทานจากราชวงศ์ แต่พอเอามาเทียบกับเนื้อหาใน 'คัมภีร์ราชันย์โอสถ' หลินหลานและฮวาเจี่ยอวี่ก็โยนสูตรราชวงศ์ทิ้งทันที แล้วหันมาใช้สูตรใหม่จากคัมภีร์อย่างไม่ลังเล
นอกจากนี้ ทั้งคู่ยังได้เห็นสรรพคุณที่แท้จริงของ 'กาววาฬ' ในคัมภีร์ แต่เมื่อพิจารณาถึงฤทธิ์ยาที่รุนแรงและอายุของหลินเฟิง พวกเขาตัดสินใจว่าจะยังไม่ให้เขาใช้กาววาฬก่อนปลุกวิญญาณยุทธ์ โดยจะรอดูระดับพลังวิญญาณหลังปลุกก่อน ถ้าพลังวิญญาณกำเนิดสูง พวกเขาจะใช้กาววาฬเพื่อพยายามปั้นวิญญาณจารย์อัจฉริยะที่มีวงแหวนที่สองระดับพันปีออกมา แต่ถ้าการปลุกวิญญาณยุทธ์ไม่เป็นดั่งหวัง และต้องใช้เวลานานกว่าจะถึงวงแหวนแรก ก็ค่อยใช้มันในช่วงนั้นเพื่อยกระดับพรสวรรค์ของหลินเฟิง แต่ลึกๆ แล้วสองสามีภรรยาไม่เคยคิดเลยว่าลูกชายจะไม่มีพลังวิญญาณ ด้วยวิญญาณยุทธ์ของพวกเขา บวกกับหลินเฟิงที่กินเนื้อสัตว์วิญญาณมาตั้งแต่เด็ก แถมยังมีคอร์สแช่สมุนไพรอีก เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่มีพลังวิญญาณ
ดังนั้น หลินเฟิงในวัยสามขวบกับอีกสี่เดือน จึงเริ่มต้นเส้นทางการขัดเกลาร่างกายด้วยการแช่สมุนไพร เมื่อร่างกายของหลินเฟิงค่อยๆ แข็งแกร่งขึ้น หลินหลานก็ปรับสูตรสมุนไพรให้เหมาะสมกับร่างกายในแต่ละช่วง เพื่อให้การแช่ตัวได้ผลลัพธ์สูงสุด
ฮวาเจี่ยอวี่เองก็ปรับตารางการฝึกของหลินเฟิงใหม่ พาเขาไปออกกำลังกายทุกเช้า ช่วงสายก็สอนความรู้ทั่วไปและวิชาการ เพราะก่อนหน้านี้สอนแค่อ่านหนังสือ หลินเฟิงเลยยังไม่ค่อยรู้เรื่องอื่นมากนัก ส่วนช่วงบ่ายก็สอนความรู้เกี่ยวกับวิญญาณยุทธ์และสัตว์วิญญาณต่อ ความรู้ทั้งหมดนี้ นอกจากจะเป็นสิ่งที่ตระกูลหลินสั่งสมมาแล้ว ยังมาจากหอสมุดของราชวงศ์เทียนโต้วอีกด้วย ในฐานะท่านเอิร์ล การจะหาอ่านตำราทฤษฎีจากราชวงศ์ไม่ใช่เรื่องยากเลย ปิดท้ายด้วยการแช่สมุนไพรทุกคืน ทำให้ตารางชีวิตในแต่ละวันแน่นเอี๊ยด
นอกเหนือจากนี้ ฮวาเจี่ยอวี่ยังไม่ได้สอนวิธีฝึกพลังวิญญาณ เพราะตามหลักการของทวีปโต้วหลัว การฝึกฝนจะทำได้ก็ต่อเมื่อปลุกวิญญาณยุทธ์แล้วเท่านั้น และหลินเฟิงก็ไม่ได้เอ่ยปากขอเรียนวิชาเดินลมปราณอะไร เขาเองก็มีความคิดบางอย่างที่อยากจะรอพิสูจน์หลังปลุกวิญญาณยุทธ์ก่อน
หลินเฟิงแอบโล่งใจอยู่บ่อยๆ ที่ท่านฉินกวงหวังเลือกตระกูลขุนนางให้เขา ไม่อย่างนั้นลำพังแค่ค่าสมุนไพรแช่ตัวเดือนเดียว ถ้าเป็นบ้านชาวบ้านธรรมดา อย่าว่าแต่เดือนเลย แค่อาทิตย์เดียวคงล่มจมกันทั้งบ้าน แถมเขายังได้ซึมซับทฤษฎีวิญญาณจารย์เชิงลึกที่หาไม่ได้ตามท้องตลาดอีกด้วย