- หน้าแรก
- ระบบบัญชีแค้น ข้าจับธิดาเทพมาเป็นเมียเพื่อฝึกวิชา
- บทที่ 18 - หมัดภูผาเขียว
บทที่ 18 - หมัดภูผาเขียว
บทที่ 18 - หมัดภูผาเขียว
บทที่ 18 - หมัดภูผาเขียว
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
เฉินอี้ตื่นแต่เช้าตรู่ เห็นอินทิงเสวี่ยยังคงหลับสนิท
เขาลุกขึ้น นำเสื้อผ้าที่อินทิงเสวี่ยต้องเปลี่ยนไปวางไว้ที่ปลายเตียง จากนั้นก็ไปล้างหน้าล้างตา เสร็จแล้วจึงมุ่งหน้าไปยังสำนักประจิม
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าประตู เฉินอี้ก็เห็นหัวหน้าหน่วยเจิงคนคุ้นเคยวิ่งเหยาะๆ เข้ามาต้อนรับ
"นายกองเฉิน ท่านผู้บัญชาการเรียกหาท่าน"
เฉินอี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย
หรือว่า... มีพิรุธตรงไหนหลุดรอดไป?
เพราะเบื้องหลังการแตกหักระหว่างสำนักบูรพากับพรรคมาร ล้วนมาจากการปั่นหัวของเขา ดังนั้นเฉินอี้จึงอดระแวงไม่ได้
แต่พอคิดดูอีกที เฉินอี้ก็ค่อยๆ เดินขึ้นบันไดไป
ถ้าความแตกจริงๆ เกรงว่าทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาก็คงโดนจับกุมไปแล้ว ไม่ต้องมาเรียกพบให้ยุ่งยากวุ่นวายขนาดนี้
เมื่อมาถึงห้องรับรอง เฉินอี้ก็พบกับบุคคลหน้าคุ้น
คุณชายรองแห่งจวนตระกูลหลิน หลินเยี่ยน เขาเห็นเฉินอี้ก็เพียงแค่พยักหน้าให้ ไม่ได้ลุกขึ้นยืน
"คารวะคุณชายหลิน"
เฉินอี้ทำสีหน้าเรียบเฉย ประสานมือคารวะ
"ไม่ทราบว่าท่านผู้บัญชาการเรียกหาข้าด้วยเรื่องอันใด"
อู๋ชิ่งเซิ่งไม่พูดพร่ำทำเพลง เข้าประเด็นทันที
"ไม่ใช่แค่ข้าที่มีธุระกับเจ้า คุณชายรองหลินก็มีเหมือนกัน และเป็นเรื่องเดียวกันเสียด้วย"
เฉินอี้หรี่ตาลง
ตอนเริ่มเกมที่เมืองหลวง เพื่อผลประโยชน์สูงสุด เขาได้เข้าเป็นพรรคพวกของมหาอำมาตย์หลิน
มหาอำมาตย์หลินคือใคร? สอบผ่านจิ้นซื่อปีรัชศกชิงชูที่สอง เข้าเป็นบัณฑิตราชบัณฑิตยสถาน ต่อมาได้เป็นอาจารย์ใหญ่สำนักศึกษาหลวง ได้รับความโปรดปรานจากอดีตฮ่องเต้จนได้เป็นรองเสนาบดีกรมคลัง จากนั้นเส้นทางขุนนางก็รุ่งโรจน์ ไต่เต้าขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงตำแหน่งเสนาบดีกรมขุนนาง หกปีก่อนอดีตฮ่องเต้สวรรคตก็ได้เข้าสู่คณะเสนาบดี ดำรงตำแหน่งมหาบัณฑิต ปัจจุบันไทเฮาว่าราชการหลังม่าน เขาจึงรั้งตำแหน่งมหาอำมาตย์ หรือหัวหน้าคณะเสนาบดี
ในเกม "แดนเหนือฟ้า" เพราะมหาอำมาตย์หลินเจ้าเล่ห์เพทุบาย จึงมีฉายาว่า "เต่าเฒ่าบำเพ็ญเพียร" เนื่องจากหลังงานวันเกิดครบรอบหกสิบปี มหาอำมาตย์หลินก็หมกมุ่นอยู่กับการฝึกตนเพื่อบรรลุเป็นเซียน เรื่องนี้ชาวบ้านร้านตลาดรู้กันทั่ว
ในเมืองหลวงราชวงศ์ต้าอวี๋ ไม่ว่าลมฝนจะโหมกระหน่ำเพียงใด มหาอำมาตย์หลินก็ยังคงยืนหยัดไม่ล้ม ราวกับต้นไม้เขียวขจีตลอดปี เพียงแต่ต้นไม้ต้นนี้ กลับคอยดูดกลืนสารอาหารของราชวงศ์ต้าอวี๋ไปหล่อเลี้ยงตัวเองอย่างไม่หยุดหย่อน
ลูกศิษย์ลูกหาและบริวารของมหาอำมาตย์หลินถูกเรียกว่า "พรรคตระกูลหลิน" ใช้อำนาจบาตรใหญ่ ฉ้อราษฎร์บังหลวง ทำลายระบบข้าราชการ เรียกได้ว่าเลวครบสูตร ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านหรือขุนนางในราชสำนักต่างก็รังเกียจพรรคตระกูลหลิน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
ใครใช้ให้มหาอำมาตย์หลินดองกับตระกูลอันซึ่งเป็นพระญาติเล่า พระญาติกับขุนนางกังฉินร่วมมือกัน ในราชสำนักจึงแทบไม่มีขั้วอำนาจใดมาคานอำนาจได้
"ถ้าเช่นนั้น ขอถามคุณชายรองหลินว่ามาด้วยธุระอันใดหรือขอรับ"
เฉินอี้เอ่ยปากถาม
"ตัวแทนรักษาการตำแหน่งเจ้าสำนักบูรพา"
อู๋ชิ่งเซิ่งกล่าวช้าๆ พลางสังเกตสีหน้าของเฉินอี้
เฉินอี้ได้ยินดังนั้น ก็ตระหนักถึงบางสิ่งได้ทันที
แม้พรรคตระกูลหลินจะมีอำนาจล้นฟ้า ในราชสำนักหาคนคานอำนาจยาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเลย
ไทเฮาผู้ว่าราชการหลังม่านเชี่ยวชาญกลยุทธ์การปกครองขุนนาง ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ กลุ่มอำนาจใหม่นามว่า "พรรคติ้งอัน" ซึ่งมีอ๋องจิ่งหนุนหลังได้ผงาดขึ้นมา และค่อยๆ แบ่งเค้กชิ้นงามไปจากพรรคตระกูลหลิน
ในเมืองหลวง ใครๆ ก็รู้ว่าเซวียโยวเก๋อเป็นคนของมหาอำมาตย์หลิน สำนักบูรพาก็ถูกจัดให้อยู่ในอาณัติของพรรคตระกูลหลิน แต่ตอนนี้เซวียโยวเก๋อตายไปแล้ว ตำแหน่งเจ้าสำนักบูรพาว่างลง ไร้ผู้นำ แม้พรรคตระกูลหลินและพรรคติ้งอันจะไม่มีอำนาจแต่งตั้งเจ้าสำนักบูรพาโดยตรง แต่ก็สามารถดึงกรมขันทีเข้ามาเพื่อเปิดศึกชิงอำนาจกันทั้งในที่ลับและที่แจ้ง
เพื่อชิงความได้เปรียบ พรรคตระกูลหลินจะต้องรีบถวายฎีกา ผลักดันให้เขาซึ่งสังกัดพรรคตระกูลหลิน ขึ้นมารักษาการตำแหน่งเจ้าสำนักบูรพา
ถ้าเป็นก่อนที่จะทะลุมิติเข้ามา เขาคงตอบรับด้วยความยินดี
แต่ว่าตอนนี้...
เขาอยากจะตัดขาดแล้ว
ข้าขอลาออกจากความเป็นคนตระกูลหลิน
พรรคตระกูลหลินอะไร ไม่รู้จัก
เขาไม่อยากเป็นคนแรกที่โดนเชือด
แม้ในเกม "แดนเหนือฟ้า" จะมีเส้นทางสายขุนนางที่ต้องอาศัยการสอบจอหงวนหรือเล่นเกมการเมืองเพื่อไต่เต้า แต่ตัวเขาเองไม่ได้มีความสนใจในเกมการเมืองเลยสักนิด บวกกับในราชสำนักมีแต่คลื่นใต้น้ำ พลาดนิดเดียวอาจเรือล่มปากอ่าวได้ ดังนั้นในการเล่นทั้งสองรอบ เขาจึงไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการเมืองในราชสำนักเลย
รอบเล่นบทคนชั่วก็มีเส้นทางของคนชั่วที่ต้องเดิน เฉินอี้เคยเดินมาแล้ว สุดท้ายก็ถูกธิดาเทพพรรคมารที่เติบโตขึ้นกลับมาฆ่าตาย ครั้งนี้แม้อินทิงเสวี่ยจะตกอยู่ในกำมือเขา แต่เส้นทางเดิมที่เคยเดิน เฉินอี้ไม่อยากเดินซ้ำรอยอีก
"ท่านผู้บัญชาการอู๋ เกรงว่าเรื่องนี้... ต้องหารือกันให้ดีเสียก่อน"
เฉินอี้สูดหายใจลึก เอ่ยปากปฏิเสธ
อู๋ชิ่งเซิ่งอดไม่ได้ที่จะหันมามอง
หลินเยี่ยนกลับยิ้มแต่ตากระด้าง กล่าวว่า
"ดูเหมือน นายกองร้อยจะเดาได้แล้ว ไม่สิ ตอนนี้ต้องเรียกว่านายกองพันแล้ว"
เฉินอี้ไม่ได้ปฏิเสธ
"ใครๆ ก็รู้ว่าข้ากับท่านเจ้าสำนักเซวียเหมือนกัน ตรงที่สังกัดจวนตระกูลหลินของพวกท่าน เพียงแต่... ตำแหน่งนี้ ข้าเกรงว่าไม่อาจรับไว้ได้"
อู๋ชิ่งเซิ่งไม่พูดอะไร เหมือนกำลังสังเกตทุกอิริยาบถของเฉินอี้อย่างเงียบๆ
ส่วนหลินเยี่ยนหยิบเทียบเชิญใบหนึ่งขึ้นมาจากโต๊ะ กล่าวว่า
"ถ้าเป็นเช่นนั้น เจ้าคงจะทำให้ท่านพ่อไม่พอใจแล้ว นี่คือเทียบเชิญ เชิญเจ้าไปหารือที่จวน"
"นายกองพันเฉิน เจ้าคือตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด ได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง ร่ำรวยเงินทอง เป็นสิ่งที่คนถวิลหา มีกี่คนที่รอคอยโอกาสนี้แต่ไม่สมหวัง"
"เจ้าทำงานรู้ความ มีเจ้าคอยดูแลสำนักบูรพา ท่านพ่อก็วางใจ จะได้ทุ่มเทให้กับการบำเพ็ญเพียรได้อย่างเต็มที่"
เฉินอี้ขมวดคิ้ว
พรรคตระกูลหลินตั้งใจแน่วแน่ที่จะผูกมัดเขาไว้ให้แน่นยิ่งขึ้น
พรรคตระกูลหลินมีอำนาจได้ก็เพราะพึ่งบารมีมหาอำมาตย์หลิน แต่ในโลกนี้มีต้นไม้เขียวขจีตลอดปีที่ไหนกัน หลังจากเหตุการณ์ลานพิธีสวดมนต์ มหาอำมาตย์หลินตาย พรรคตระกูลหลินก็แตกกระเจิงไปคนละทิศละทาง
"ข้ามีความสามารถจำกัด ยากจะรับภาระหน้าที่อันใหญ่หลวงเช่นนี้ได้"
เฉินอี้ปฏิเสธซ้ำอีกครั้ง
ในดวงตาของหลินเยี่ยนฉายแววรำคาญใจ เขาเน้นเสียงหนักว่า
"เฉินอี้ ท่านพ่อให้ความเอ็นดูเจ้ามาโดยตลอด
ข้าล่ะไม่เข้าใจจริงๆ โอกาสที่จะได้ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เป็นผลดีต่อท่านพ่อ และเป็นผลดีต่อตัวเจ้า เหตุใดเจ้าถึงปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า? อย่าลืมสิว่า เจ้ากินของตระกูลหลิน ใช้ของตระกูลหลิน ก็ควรจะสำนึกบุญคุณตระกูลหลิน!"
พูดจบ หลินเยี่ยนก็กระแทกเทียบเชิญลงบนโต๊ะ ไม่ได้ยื่นให้ถึงมือเฉินอี้ แล้วลุกเดินจากไปทันที
หลังจากหลินเยี่ยนจากไป อู๋ชิ่งเซิ่งที่สังเกตการณ์อยู่นานก็ตัดสินใจได้ เขาหยิบเทียบเชิญบนโต๊ะมายัดใส่มือเฉินอี้
"นายกองพันเฉิน อย่าใช้อารมณ์ตัดสินปัญหา
ข้ารู้ว่าเจ้าอดทนอดกลั้นมานาน แล้วทำไมจะไม่ยอมอดทนต่ออีกสักหน่อยเล่า"
ได้ยินคำพูดนี้ เฉินอี้ประหลาดใจเล็กน้อย
เฉินอี้หันไปมอง ก็เห็นสายตาจริงใจของอู๋ชิ่งเซิ่งที่มองมา
หรือว่า... เขาจะเข้าใจพฤติกรรมเลวร้ายตลอดสิบชั่วโมงแรกของเกมที่ข้าทำไปว่าเป็นการ "อดทนอดกลั้น"?
คิดเองเออเองเก่งชะมัด...
เฉินอี้แอบบ่นในใจ
แต่ภายนอก เฉินอี้ยังคงเล่นตามน้ำ รับเทียบเชิญมา แล้วยิ้มขมขื่นกล่าวว่า
"ดูเหมือนครั้งนี้ จะหนีไม่พ้นเสียแล้ว"
อู๋ชิ่งเซิ่งเห็นดังนั้นก็ถอนหายใจในใจ
เห็นเพียงอู๋ชิ่งเซิ่งหันหลังเดินไปที่มุมห้อง กดกลไกบางอย่าง ช่องลับก็ค่อยๆ เปิดออก
เฉินอี้มองตามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
อู๋ชิ่งเซิ่งหยิบคัมภีร์เก่าคร่ำคร่าเล่มหนึ่งออกมาจากช่องลับ
"นายกองพันเฉิน รับไปสิ
ถือเสียว่าเป็นคำปลอบใจจากข้า"
อู๋ชิ่งเซิ่งยื่นคัมภีร์ให้เฉินอี้ พอเฉินอี้ก้มลงดู หน้าปกเขียนตัวอักษรขนาดใหญ่ไว้ว่า "หมัดภูผาเขียว"
มองดูคัมภีร์วิชาเล่มนี้ ต่อให้เคยเคลียร์เกมมาแล้วรอบหนึ่ง เฉินอี้ก็ยังอดตะลึงไม่ได้
หมัดภูผาเขียว... นี่มันหนึ่งในสองสุดยอดวิชาหมัดมวยที่ชื่อเสียงเคียงคู่กับ "หมัดไท่ซือ" ในช่วงกลางเกมนี่นา?!
แถมยังเป็นวิชาจำเป็นสำหรับผู้ฝึกสายหมัดมวย ในคำบรรยายของวิชา เคยกล่าวไว้ว่า ผู้คิดค้นวิชาหมัดภูผาเขียว เคยใช้หมัดสังหารยอดคนระดับเทวดาเดินดินมาแล้ว
ตามเนื้อเรื่องปกติ กว่าวิชานี้จะปรากฏออกมา ก็ต้องรอถึงอีเวนต์ใหญ่กลางเกม "จลาจลยุทธภพ" ถึงตอนนั้น จะมียอดฝีมือนามว่าสวีเติงปรากฏตัวขึ้น ไล่ฆ่าฟันตั้งแต่อันดับสิบในทำเนียบยุทธภพ ชนะอันดับหก อันดับห้า และใช้หมัดสังหารอันดับสี่ จนไปหยุดอยู่ที่อันดับสาม เมื่อต้องประมือกับเว่ยกัง ผู้เป็นอันดับสองในใต้หล้า
และถ้าอยากได้วิชานี้มาครอบครอง ก็ต้องยื่นมือเข้าช่วยตอนที่สวีเติงตกอับ ต้องมีบุญคุณช่วยชีวิตเขาถึงสามครั้งในยามวิกฤตที่สุด เขาถึงจะยอมมอบวิชาหมัดประจำตระกูลนี้ให้ด้วยความซาบซึ้งใจ
แน่นอนว่า ถ้าเล่นตัวละครหญิง ก็จะมีวิธีที่ง่ายกว่านั้น...
เฉินอี้แอบบ่นในใจ
"คัมภีร์หมัดเล่มนี้... ได้มาจากที่ใดหรือขอรับ"
เฉินอี้ข่มความตื่นเต้น เอ่ยปากถาม
[จบแล้ว]